Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ช่วงสิบปีที่ผ่านมา นักวิชาการสายวิทย์จากสถาบันวิทยาศาสตร์ชั้นนำต่างๆ ในจีน อย่าง สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน (Chinese Academy of Sciences: CAS) หรือ สถาบันวิศวกรรมศาสตร์แห่งชาติจีน (Chinese Academy of Engineering :CAE) เข้าไปอยู่ในกลุ่มผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนมากขึ้นทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารจากระดับสูง กลายเป็นปัจจัยผลักดันที่ทำให้ประเทศเติบโตทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดโดยอาศัยนวัตกรรม จากเดิมในยุคสมัยเหมาเจ๋อตุง นักวิทย์ที่เข้าไปมีบทบาทมีอยู่น้อยมากเพราะพรรคเน้นความภักดีต่ออุดมการณ์มากกว่าความสามารถ

หลี่เฉิง (Li Cheng) ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้ง ศูนย์จีนร่วมสมัยกับโลก มหาวิทยาลัยฮ่องกง และ จ้าวซิวเย่ (Zhao Xiuye) นักวิจัยจากศูนย์เดียวกันได้วิเคราห์การเมืองจีนในปัจจุบันว่า ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา จีนมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วมาก แต่มีน้อยคนที่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นปัจจัยมาจากการที่เริ่มมีกลุ่มนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์เข้าไปอยู่ในภาคส่วนการเมืองการกำหนดนโยบายของประเทศมากขึ้น

มีนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิทยาศาสตร์ชั้นนำต่างๆ ของจีน อย่าง สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน (CAS) และสถาบันวิศวกรรมศาสตร์แห่งชาติจีน (CAE) เข้าไปมีบทบาทในตำแหน่งผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารปกครองจากเหล่าผู้นำของภาครัฐ กลายเป็นปัจจัยผลักดันที่ทำให้ประเทศเติบโตทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดโดยอาศัยนวัตกรรม

เรื่องนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 ในปี 2012 แล้ว ในครั้งนั้นมีการคัดเลือกนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรชั้นนำเข้าไปเป็นคณะกรรมการกลางของพรรคเป็นจำนวนที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ การที่มีนักวิทยาศาสตร์เข้าไปมีส่วนในเหล่าผู้นำมากขนาดนี้ทำให้ภาครัฐได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในการเสริมนวัตกรรมทางเทคโนโลยีให้กับจีน

โฆษณา - Advertising

นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า ปรากฏการณ์นี้ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคเหมาเจ๋อตุงโดยสิ้นเชิง ถึงแม้ว่านโยบายการให้นักวิทยาศาสตร์กับวิศวกรระดับสูงเข้าไปอยู่ในกลุ่มผู้นำจะเป็นนโยบายที่มีมาตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ตาม โดยที่ในยุคแรกๆ นั้น ทางการจีนมีนโยบายนี้เพื่อให้เกิดการพัฒนาทางยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศ อย่างเช่น การพัฒนาเทคโนโลยีจรวดมิสไซล์ แต่ในยุคต่อมาเป้าหมายการพัฒนาเปลี่ยนไปจากเดิม

ในยุคสมัยก่อนหน้านี้มีคนที่เรียนจบสายวิทยาศาสตร์ในระดับสูงเข้าไปมีบทบาทในกลุ่มผู้บริหารประเทศจีนอยู่บ้าง เช่น กรณีของ เซี่ยซีเต๋อ (Xie Xide) ผู้ที่เป็นนักฟิสิกส์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงด้านด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีในสหรัฐฯ รวมถึงยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยฟูตั้น เขาได้เข้าดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนตั้งแต่ปี 1982-1992

แต่ เซี่ยซีเต๋อ และนักวิทยาศาสตร์รายอื่นๆ ในยุคนั้นอีกไม่กี่คนก็เป็นแค่ "ข้อยกเว้น" เท่านั้น เพราะในหมู่ผู้นำทั้งหลายมีน้อยมากที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำอย่างพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยของเหมานั้น เหล่าผู้นำจีนต่างก็มีระดับการศึกษาที่ต่ำมาก เพราะในยุคนั้นการคัดเลือกคนเข้าไปเป็นผู้นำยังเน้นให้กับ "คนที่จงรักภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์ มากกว่า ผู้เชี่ยวชาญ" จึงกลายเป็นเรื่องอุดมการณ์อย่างเดียวเท่านั้น ไม่ใช่ความสามารถ ทำให้ในยุคนั้นกลุ่มผู้นำจีนมีผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมหรือวิทยาศาสตร์ระดับ "เทคโนแครต" อยู่เพียง 2% เท่านั้น

แต่ในยุคต่อมาหลังจากที่จีนมีการปฏิรูปและเปิดประเทศ รัฐบาลจีนก็หันมาเน้นยุทธศาสตร์ในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและนวัตกรรมแทน ทำให้ภาครัฐมองเห็นคุณค่าใตัวผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์แล้วในการคัดเลือกพวกเขามาเป็นผู้นำทางการเมือง

โฆษณา - Advertising

จีนเริ่มมีการให้ตำแหน่งนักวิชาการที่ทรงเกียรติใน CAS อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1993 เป็นต้นมาหลังมีการเปิดประเทศ โดยตำแหน่งดังกล่าวนี้เป็นตำแหน่งที่ให้การยกย่องผู้มีความสามารถในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และต่อมาก็มีการจัดตั้ง CAE เพื่อผลิตวิศวกรชั้นนำให้กับจีนด้วย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีการให้ตำแหน่งนักวิชาการที่ทรงเกียรติ์ใน CAS กับ CAE รวมแล้วไม่น้อยกว่า 1,910 ตำแหน่งจากตัวเลขสถิติในปี 2025 และนักวิชาการที่ทรงเกียรติ์เหล่านี้ก็ได้เข้าไปมีส่วนในสถาบันการเมืองของจีน

การที่นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ได้รับคัดเลือกเข้าไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองจนเป็นเรื่องปกติมากขึ้นนั้น สะท้อนว่าความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ไม่เพียงแค่มีความสำคัญต่อบทบาทการให้คำปรึกษาเท่านั้น แต่ยังส่งอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายจากรัฐบาลกลางด้วย ในคณะกรรมการกลางชุดที่ 20 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นประกอบด้วยนักวิชาการ 7 รายที่้เคยเน้นงานด้านการวิจัยมาก่อนที่จะเข้าไปทำงานการเมืองในระดับสูง

สำหรับคณะกรรมการพรรคชุดที่ 20 ก็ได้สะท้อนความมุ่งหวังของจีนที่จะเป็น "กำลังการผลิตคุณภาพใหม่" ที่เน้นใช้นวัตกรรมและ "การปฏิวัติเทคโนโลยี" ซึ่งประกอบด้วน AI, หุ่นยนต์, อากาศยาน และการโทรคมนาคมสื่อสารในระดับสูง ซึ่งต้องการผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา ทำให้คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่างจากยุคสมัยเก่าที่เน้นอุดมการณ์มากกว่าความรู้ความสามารถ

อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่า ในคณะกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือโปลิตบูโร (politburo) นั้นไม่มีคนที่มีตำแหน่งนักวิชาการอยู่เลย ถึงแม้ว่าจะมีนักการเมืองในกลุ่มโปลิตบูโร บางส่วนที่เคยทำงานสายวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมมาก่อนก็ตาม ซึ่งต่างจากคณะกรรมการพรรคที่มีตำแหน่งเป็นนักวิชาการพ่วงด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่า คณะกรรมการพรรคในระดับตัวบุคคลนั้นมีการทำงานควบกันในหลายด้าน ทั้งด้านการวิจัย การศึกษา และการเมือง ทำให้เกิดสิ่งที่ หลี่เฉิง และ จ้าวซิวเย่ เรียกว่าเป็น "ประตูหมุนแบบที่มีเอกลักษณ์ของจีน"

โฆษณา - Advertising

โดยที่ "ประตูหมุน" นี้หมายถึงการย้ายงานของบุคลากรระหว่างภาครัฐแบภาคเอกชนแบบไร้รอยต่อ มีข้อเสียคืออาจจะเกิดผลประโยชน์ทันซ้อนและเอื้อต่อการคอร์รัปชันได้ แต่ก็มีข้อดีคือการที่ผู้บริหารในภาครัฐสามารถใช้ความรู้และประสบการณ์ของตัวเองทำให้เห็นภาพกว้างในภาคส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาครัฐได้

ขณะเดียวกัน นักการเมืองที่เป็นนักวิชาการเหล่านี้ก็ยังมีโอกาสตกเป็นเป้าหมายของเรื่องอื้อฉาวทางการเมืองหรือเผชิญข้อหาทุจริตคอร์รัปชันด้วย การที่พวกเขาสับเปลี่ยนระหว่างงานวิชาการกับงานการเมือง ก็ทำให้ถูกเพ่งเล็งทั้งสองด้าน ทั้งในเรื่อง ความซื่อตรงทางวิชาการ และ วินัยทางการเมือง

อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ในผู้นำระดับสูงของจีนก็ได้ทำให้เกิดการพัฒนาให้เป็นสมัยใหม่อย่างก้าวกระโดดภายในประเทศ ไม่เพียงเท่านั้น มันยังกลายเป็นการเสริมสร้างให้จีนมีความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกได้ ท่ามกลางยุคสมัยที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคืออำนาจที่จะกำหนดนโยบายและส่งอิทธิพลต่อเวทีโลก

เรียบเรียงจาก

โฆษณา - Advertising
  • From exception to rule: Top scientists reshape China’s party leadership, Think China, 17-04-2026

https://www.thinkchina.sg/politics/exception-rule-top-scientists-reshape-chinas-party-leadership

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising