ใช่ฉันอยู่กับป่า ฉันทำมาหากิน
ใช่ฉันเป็นคนป่า เป็นคนดอย ป่าคือชีวิน
ใช่ฉันมีหัวใจ แต่คนบางกลุ่ม มองฉันแค่เศษดิน
ฉันจึงลุกขึ้นสู้ ให้คนเขาได้รู้ แต่ดูเหมือนคนเขาไม่ได้ยิน
เพลงรอคอยบิลลี่ ถูกแต่งและร้องโดยวายุ (เจษฎา กล่อมลีลา) หรือชื่อในนามศิลปินของเขาคือ ‘De Ja Vu’ ในวัย 27 ปี วายุเป็นหนึ่งในศิลปินชาติพันธุ์รุ่นใหม่ ที่เติบโตมาในชุมชนปกาเกอะญอ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เขาได้อิทธิพลจากนักดนตรีกะเหรี่ยงอย่างพะตี ตือโพ และคือพอ มาตั้งแต่เด็ก ก่อนที่อิทธิพลแนวเพลงฮิปฮอปจากวงไทเทเนี่ยม (Thaitanium) และอิลสลิก (Illslick) จะเข้ามามีบทบาทในช่วงวัยรุ่น วายุมักผสมผสานดนตรีฮิปฮอปเข้ากับภาษากะเหรี่ยง
เช่นเดียวกับซ่า (จ่ามซ่า จองคำ) หรือชื่อศิลปินคือ 3Kao ศิลปินชาวไทใหญ่ในวัย 28 ปี เขาเติบโตมาในชุมชนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ทั้งไทใหญ่ ปกาเกอะญอ ลาหู่ ลีซู ในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ จ่ามซ่าได้รับอิทธิพลทางดนตรีจากศิลปินไทใหญ่ อย่างจายมู ผสมรวมกับการเปิดรับกระแสเพลงฮิปฮอปในช่วงวัยรุ่นจากวงอย่าง SouthSide Phuket และอิลสลิก
เรื่องราวของทั้งสองคน แตกต่างจากตั้ม (สุรินทร์ จูเปาะ) ศิลปินชาวอาข่าในวัย 19 ปี ที่ต้องการคงอัตลักษณ์ดั้งเดิมของดนตรีชนเผ่าพื้นเมืองไว้ ในขณะที่ศิลปินรุ่นใหม่หลายคนเลือกที่จะประยุกต์ ตั้มเลือกที่จะไม่ปรับเปลี่ยน ความตั้งใจของตั้มคือการโตขึ้นไปเป็น
ปราชญ์ทางด้านดนตรีพื้นบ้าน ด้วยเหตุผลว่าไม่อยากให้วัฒนธรรม และประเพณีสูญหาย เขาจึงอนุรักษ์มันผ่านเสียงเพลงแบบดั้งเดิม
เมื่อดนตรีชนเผ่าพื้นเมืองกำลังอยู่บนทางแยกแห่งการเปลี่ยนแปลง บางคนเลือกอยู่ในกรอบ ในขณะที่หลายคนเลือกทะลุกรอบ เราควรมองคุณค่าและความหมายของดนตรีชนเผ่าพื้นเมืองอย่างไร
จากเพลง "รอคอยบิลลี่" ถึง "กูไม่เอาเหมืองแร่"

ห้องพักของวายุและน้องชาย
ภาพโดย ณฐาภพ สังเกตุ
หอพักห้องสตูดิโอ ที่อยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองเชียงใหม่ ข้าวของภายในห้องถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ มีทั้งข้าวของสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับตัววายุและน้องชาย ที่อาศัยอยู่ด้วยกัน ผสมกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้างสรรค์เพลงของวายุ เขาค่อยๆ รื้อไมค์กับขาตั้ง และเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในการอัดและตัดต่อเพลงด้วยตนเอง
“ใจจริงผมอยากทำดนตรีเป็นอาชีพหลัก แต่ว่าผมต้องมีเงินทุน จึงต้องทำงานอื่นไปก่อน”
ปัจจุบันวายุทำงานโรงแรมเป็นหลัก เขาเล่าว่าลาออกจากงานประจำมาทำงานเป็นฟรีแลนซ์ เพราะต้องการแบ่งเวลามาทำเพลงมากขึ้น ความฝันของวายุคือ การได้ทำเพลงกับเพื่อนชนเผ่าอื่น ในฐานะศิลปินเขาอยากเห็นความร่วมมือทางดนตรีของแต่ละชาติพันธุ์
เส้นทางดนตรีของวายุเริ่มต้นจากการฟังเพลงกะเหรี่ยงในวัยเด็ก เขาได้แนะนำเพลงที่เขาชื่นชอบฟังอย่างศิลปินตือโพ - เพลงหนุ่มไทเกอร์ (Noom ti ger) หรือคือพอ - เพลงเกิดมาไม่หล่อ (Kerd ma mai lhaw)
พอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นเพลงฮิปฮอปและรายการประกวดอย่าง Rap is now / THAI RAP TV เริ่มเป็นที่นิยม ได้เปลี่ยนวายุจากคนชื่นชอบการฟังเพลง มาเป็นคนแต่งเพลง โดยเพลงช่วงแรกของวายุ จะเน้นการเล่าถึงมิตรภาพระหว่างเพื่อน ความรัก จนค่อยๆ พัฒนาประเด็นมาพูดถึงปัญหาการละเมิดสิทธิชุมชนชาติพันธุ์ เช่น เพลง กูไม่เอาเหมืองเเร่ (SAVE OMKOI) ที่เล่าถึงการคัดค้านสร้างเหมืองแร่ในพื้นที่อมก๋อย และเพลงรอคอย...บิลลี่ จากการที่วายุและเพื่อนร่วมวง Feeling-Rhyme ได้ยินข่าวการหายตัวไปของบิลลี่ และการออกมาต่อสู้กับกระบวนการยุติธรรมของมึนอ อดีตภรรยาของบิลลี่

วายุ หรือศิลปินที่ใช้นามว่า ‘De Ja Vu’
ภาพโดย ณฐาภพ สังเกตุ
“ผมอยากทำเพลงให้คนฟังเกิดความเข้าใจในสิ่งที่คนชาติพันธุ์เผชิญ” วายุบอกถึงสิ่งที่เขาอยากสื่อสารผ่านเพลง “นำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นกะเหรี่ยง โดยร้อยเรียงออกมาผ่านเรื่องราวในเพลง”
สำหรับวายุดนตรีกะเหรี่ยง มักถ่ายทอดเรื่องราววิถีชีวิตของคนกะเหรี่ยงจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถจินตนาการถึงชีวิตคนในอดีตผ่านดนตรีและคำร้อง ในขณะที่การนำภาษากะเหรี่ยง มาประยุกต์กับดนตรีสมัยใหม่นั้น วายุมองเป็นส่วนผสมทางภาษาและดนตรี
“ไม่ต้องกังวลหรอกว่า เสียงดนตรีชนเผ่าจะหายไป” วายุกล่าว “ขอแค่เรายังสนใจกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเราให้มากขึ้น มีพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้กลับบ้าน เพราะ
วันนี้เด็กหลายคนเรียนจบมาไม่ได้กลับบ้าน แต่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมือง จนบางทีลืมวิถีดั้งเดิมไปว่าเสื้อผ้า ภาษาของตนเองเป็นอย่างไร เมื่อไหร่ที่เรากลับไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราเติบโตมา เสียงดนตรีชนเผ่าจะยังคงอยู่สืบไป”
โดยเพลงใหม่ที่วายุกำลังเผยแพร่นั้นใช้ชื่อว่า ‘ตีดา’ ที่แปลว่าน้าในภาษากะเหรี่ยง เล่าเรื่องเกี่ยวกับพ่อของเขา ที่เด็กๆ ในชุมชนมักเข้าหา เพื่อขอความรู้เกี่ยวกับการอยู่กับป่า แม้เพลงของวายุจะประยุกต์ภาษากะเหรี่ยง เข้ากับเพลงในโลกสมัยใหม่ แต่เขาไม่ลืมที่จะสอดแทรกวิถีชีวิตชาวปกาเกอะญอบนเนื้อเพลงของเขา
ดนตรีชนเผ่าที่ไปไกลกว่าปัญหาชุมชน
“ผมคิดว่าดนตรีชาติพันธุ์วันนี้ ไม่ได้พูดถึงแค่ปัญหาของชุมชนตนเอง แต่เรากำลังพูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะมันล้วนส่งผลกระทบกันไปหมด”
ไม่ไกลกันจากห้องพักของวายุ จ่ามซ่ามักใช้เวลาว่างของตนเองมาแต่งเพลงอยู่ที่สวนสาธารณะล้านนา ร.9 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เขาเล่าว่าเมื่อมีโอกาส เขากับเพื่อนมักมาปลูกต้นไม้กันที่นี่ จ่ามซ่าบอกว่าเขาไม่ได้มีความคิดอย่างเป็นนักดนตรีอาชีพ เขาแค่ใช้ดนตรีเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับคนทั้งโลก โดยเฉพาะเรื่องราวของคนไทใหญ่ และคนชายขอบในสังคมที่เสียงมักไม่ค่อยมีคนได้ยิน

จ่ามซ่า
ภาพโดย ณฐาภพ สังเกตุ
“ดนตรีมันไม่มีกรอบ ไม่มีขอบ ไม่มีเขต มันเป็นความสวยงาม” จ่ามซ่าอธิบายตัวตนทางดนตรีของเขา “แต่ต้นไม้ถ้ามันไม่มีราก มันก็ไม่มีดอกออกผล เช่นเดียวกับการร้องเพลงของผม มันเป็นการนำเสนอรากเหง้าสิ่งที่ผมเติบโตขึ้นมา”
จ่ามซ่าเล่าว่า ดนตรีอยู่คู่กับชีวิตชาวไทใหญ่เสมอ ไม่ว่าจะงานบุญหรือการเต้นรำโต เขาได้เห็นมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งเขาได้มาฟังดนตรีสมัยใหม่ และเห็นนักดนตรีอย่างแวนด้า แร็ปเปอร์สัญชาติกัมพูชา ที่นำดนตรีท้องถิ่นมาผสมกับเพลงสมัยใหม่จนโด่งดัง
“ผมคิดว่ามันเจ๋ง” จ่ามซ่าเล่าความฝันของเขา “สิ่งที่ผมอยากทำคือการรวบรวมเพื่อนจากหลากหลายชาติพันธุ์แถวบ้านมารวมตัวกัน ทั้งปกาเกอะญอ ลาหู่ ลีซู มารวมตัวกันทำเพลงด้วยกัน”
ปัจจุบันจ่ามซ่าเป็นศิลปินอยู่ร่วมกับกลุ่ม Triple Edge เครือข่ายแร็ปเปอร์จากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ทำเพลงผ่านประเด็นการเมือง และการเคลื่อนไหวภาคประชาชนผ่านเสียงเพลงของพวกเขา
สำหรับจ่ามซ่า จากคนทำเพลงที่เริ่มต้นพูดถึงชีวิตความลำบากของตนเอง ทั้งเรื่องสัญชาติ และการถูกกดขี่ เขาเล่าว่าวันนี้ยังมีข้อความอีกมาก ที่เขาอยากจะพูดกับผู้คนผ่านเสียงดนตรีของเขา
“ผมมองดนตรีเป็นได้ทุกอย่าง เป็นทั้งอาวุธและเครื่องจรรโลงใจ เป็นเครื่องกล่อมเกลาผู้คน เป็นสิ่งปลุกเร้าให้คนมีแรงกายแรงใจ ดนตรีแต่ละจังหวะให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป เป็นทั้งเครื่องมือสื่อสารให้ผู้คนได้เห็น สิ่งที่อยู่ภายในของนักร้องและนักดนตรี”

สมุดที่จ่ามซ่าใช้แต่งเพลง
ภาพโดย ณฐาภพ สังเกตุ
ถ้าดนตรีชนเผ่าอยู่รอด ประเพณีและภาษาแม่จะอยู่รอด
“ผมอยากนำดนตรีอาข่าไปปรับใช้กับดนตรีสมัยใหม่ แต่คิดไปคิดมาอาจทำให้อัตลักษณ์หายไป ยิ่งคนบ้านผมเคร่งกับเรื่องนี้มาก เขาสอนกันว่า อะไรที่เป็นของเดิมอย่าไปปรับ ทำให้มันเป็นอัตลักษณ์แบบนี้ต่อไป”
ต่างจากวายุและจ่ามซ่า ตั้มเป็นศิลปินชาติพันธุ์รุ่นใหม่ ที่ยึดถือแนวทางดนตรีอาข่าดั้งเดิม เขากล่าวว่าอยากคงอัตลักษณ์ดั้งเดิมของดนตรีไว้
“ผมไม่อยากไปปรับแก้ของเก่า เพราะความพิเศษของดนตรีอาข่าคือ มันไม่ได้มีเพลงที่แน่นอน อาข่าพื้นที่หนึ่ง ชื่อเพลงเดียวกัน แต่ในคำร้องอาจจะเปลี่ยนเป็นคำอื่น แต่มันคือเพลงที่เล่าเรื่องเดียวกัน”
นี่คือเสน่ห์ของเพลงอาข่าสำหรับตั้ม เขาเล่าความสนใจทางดนตรีของตนเองว่า เริ่มต้นขึ้นตอนอายุ 10 ขวบ จากชมรมดนตรีที่โรงเรียนที่เขาเข้าร่วมตามพี่ชาย จากจุดตั้งต้น ตั้มเริ่มสนใจนักดนตรีในชุมชนบ้านเกิดตนเอง เขาเริ่มศึกษาเครื่องดนตรีของอาข่าทั้งเครื่องดีด สี ตี เป่า
ตั้มเล่าว่าเสียงดนตรีในสมัยก่อนของชาวอาข่า เปรียบเสมือนโรงเรียนภาคค่ำ ทุกๆ ย่ำสนธยา หนุ่มสาวอาข่าจะมารวมตัวกันที่ ‘ลานแดข่อง’ หรือลานดินที่ใช้สำหรับร้องเพลงตามประเพณี ที่คนเมืองเรียกกันว่า ‘ลานสาวกอด’ โดยจะเริ่มร้องเพลง เต้นรำ กันตั้งแต่ออกจากบ้าน
‘ออกมาได้แล้วนะ เวลาออกมาอย่าชักช้าลีลา’ ตั้มร้องและแปลเพลงท่อนหนึ่ง ทั้งยังกล่าวต่อว่า แต่ก่อนชุมชนอาข่าไม่มีโรงเรียน การมานั่งรวมตัวกันในตอนกลางคืน จึงเป็นเหมือนสถานที่สืบสานวัฒนธรรม คนที่อาวุโสกว่าจะคอยสอนคนรุ่นต่อๆ ไป โดยเฉพาะฤดูหนาวที่คนจะออกมาผิงไฟกันคับคั่ง
“ถ้าดนตรีอยู่รอด ประเพณีและภาษาแม่ก็จะอยู่รอด”
สถานการณ์ในชุมชนอาข่าของตั้ม และอีกหลายชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองที่กำลังเผชิญความท้าทายร่วมกันคือ เด็กรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาในระบบ ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารมากกว่าภาษาแม่ ดังนั้นความตั้งใจของตั้ม จึงไม่ใช่แค่การอนุรักษ์ดนตรีอาข่าเพียงอย่างเดียว แต่เขาเชื่อว่าดนตรีสามารถเชื่อมกับพิธีกรรมและภาษาแม่ ที่ซ่อนอยู่ในบทเพลง
“ผมอยากเป็นปราชญ์ด้านดนตรี” ตั้งกล่าวความฝันของเขา “และไม่ได้จำกัดแค่ดนตรีอาข่า แต่เป็นดนตรีพื้นเมืองอื่นๆ ที่ผมอยากทำบ้านตัวเองเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นมา”
ปัจจุบันตั้มและรุ่นพี่ทำโครงการสอนเด็กๆ ที่เข้าไม่ถึงการศึกษาในระบบ โดยตั้มรับหน้าที่สอนวิชาดนตรีทุกวันอาทิตย์ เขากล่าวว่าภูมิใจที่เด็กหลายคนยังใช้ภาษาแม่เป็นหลักในการสื่อสาร
มองดนตรีชนเผ่าผ่านวิชา ‘มานุษยดนตรีวิทยา’
“การเข้าใจดนตรี มันต้องเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมด้วย”
อานันท์ นาคคง เป็นอาจารย์สอนวิชา Ethnomusicology (มานุษยดนตรีวิทยา) อยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร เขากล่าวว่ามานุษยดนตรีวิทยา ไม่ได้พูดถึงแค่ดนตรีชาติพันธุ์อย่างเดียว แต่พูดถึงเสียงทุกคนบนโลกที่เป็นมนุษย์
อานันท์มองปรากฏการณ์ความเปลี่ยนแปลงเสียงในชุมชนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในไทยว่า กลุ่มชาติพันธุ์ผ่านกระบวนการกลืนกลายทางเสียง จากการที่พวกเขาปะทะกับโลกภายนอกอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น เพลงปลุกใจที่ผลิตโดยรัฐ เพื่อมุ่งหวังสร้างความจงรักภักดีต่อสถาบันต่างๆ ให้กับกลุ่มชาติพันธุ์
ดังนั้นแล้วการที่แนวดนตรีสากลอย่างฮิปฮอป เข้าไปมีอิทธิพลกับกลุ่มคนรุ่นใหม่จึงไม่ใช่เรื่องแปลก อานันท์มองปรากฏการณ์นี้ว่า การใช้เพลงฮิปฮอปเข้ามา เป็นหนึ่งในเครื่องมือสื่อสารอารมณ์ร่วมของมนุษย์ มีความเกรี้ยวกราดและการประชดประชัน เป็นอาวุธที่มีพลัง สำหรับคนหนุ่มสาวในยุคสมัยหนึ่ง
“ฮิปฮอปไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเป็นเครื่องมือที่ทำให้เรารู้ว่าศิลปินอยากพูดอะไร” อานันท์กล่าว “ถึงฮิปฮอปไม่เข้ามา อย่างไรดนตรีชาติพันธุ์ก็ไม่สามารถอยู่ยั้งยืนยงด้วยตนเองได้อยู่แล้ว”
การที่กลุ่มชาติพันธุ์ต้องปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยี การไม่ได้เป็นคนผลิตสื่อเองทั้งหมด และการไม่สามารถควบคุมการไหลทะลักของสื่อที่เข้ามาในชุมชนของตนเองได้ ย่อมทำให้พวกเขาต้องปะทะกับวัฒนธรรมจากภายนอกอยู่ตลอด เพลงฮิปฮอปจึงเป็นเพียงการปะทะกันของแนวทางดนตรีจากภายนอก ที่เข้าไปผสมรวมกับดนตรีในชุมชนชาติพันธุ์ อย่างที่เราเห็นจากตัวอย่างผลงานของวายุและจ่ามซ่า
“ผมคิดว่าโจทย์วันนี้คือจะทำอย่างไรให้เสียงชาติพันธุ์ยังคงอยู่ แลกมาด้วยการถูกลดทอนอะไรบางอย่างของดนตรีชาติพันธุ์ เพื่อให้คนเมืองเข้าถึงได้ง่ายขึ้น”
อานันท์มองว่า การไม่มีพื้นที่ให้กับเสียงดั้งเดิม หรือไม่มีใครอยากหยิบจับเสียงชนเผ่านั้นเลย ย่อมส่งผลต่อการสูญหายมากกว่า อย่างไรก็ดีปฏิเสธไม่ได้ว่า เสียงดนตรีชนเผ่าพื้นเมือง ที่ถูกปรับแต่ง เพื่อตอบสนองความต้องการของคนนอกชาติพันธุ์ ทำให้ความดั้งเดิม ซึ่งเคยออกแบบมาให้เสียงดนตรีชนเผ่าเชื่อมโยงกับเสียงของธรรมชาติ เปลี่ยนไปเป็นเสียงที่ต้องเชื่อมโยงกับระบบเครื่องเสียงแทน
“งานเหล่านี้ได้บีบอัดเสียงของชาติพันธุ์ ถูกตัดแต่งพันธุกรรมให้กลายเป็นเพลงที่สั้นและเร็ว”
ความเร่งรีบ และความสนุกแบบฉาบฉวยได้เข้ามาแทนที่ดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ ความแตกต่างกลายเป็นเรื่องของสินค้า แต่ในแง่ดีอานันท์กล่าวว่า ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์เห็นว่า เสียงดนตรีสามารถทำเป็นอาชีพได้ เสียงดนตรีสามารถพาพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยม ที่คนเมืองสามารถเพลิดเพลินร่วมด้วย
“ต้องทำให้ดนตรีชาติพันธุ์เสพได้ง่าย จากนั้นค่อยๆ เติมความเข้มข้นเข้าไป มันอาจไม่จำเป็นต้องเป็นตัวนักดนตรีชาติพันธุ์มานำเสนอโดยตรง”
อานันท์ได้ยกตัวอย่างลูกศิษย์ของเขาอย่าง น้ำ อัญชลี จากวงดนตรีคีตาญชลี ที่ใช้เสียงเพลงเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของชาวบางกลอยผ่านเพลง ‘กลอยใจ’ หรือ เม ศิรษา บุญมา จากกลุ่ม Hear&Found เป็นกลุ่มที่เชื่อมต่อเสียงของชุมชนชาติพันธุ์มาสู่คนเมือง
“คนเหล่านี้สามารถต่อรองกับคนทั้งสองฝั่งได้ เราต้องการคนกลางที่มีความเข้าใจวิถีวัฒนธรรมมากพอ เพื่อสร้างพื้นที่หายใจให้กับดนตรีชาติพันธุ์ต่อไป”
อานันท์กล่าวสรุปว่า สังคมต้องสร้างหลายเส้นทางให้คนสามารถเลือกฟังดนตรีชาติพันธุ์ การประยุกต์ทางดนตรีไม่ใช่สิ่งผิด แต่คนประยุกต์ต้องกลับไปเรียนรู้และเข้าใจรากเหง้าของเสียงชาติพันธุ์นั้นๆ ที่ตนเองกำลังจะนำเสนอ อีกทั้งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชนเผ่า การได้มีโอกาสทำงานร่วมกันข้ามชาติพันธุ์และการมีคนรุ่นใหม่เข้ามาสนใจเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะดนตรีชาติพันธุ์ต้องยอมรับให้ดนตรีคลี่คลายไปสู่สิ่งอื่นได้

จ่ามซ่า จองคำ หรือชื่อศิลปินคือ 3Kao
ภาพโดย ณฐาภพ สังเกตุ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
