Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ไม่ได้เกิดขึ้นในสภาวะปกติ หากแต่มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดและการปะทะทางทหารตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่กลางปี ในบริบทและสถานการณ์เช่นนี้การรณรงค์หาเสียงคงไม่ใช่เพียงการแข่งขันนโยบายเศรษฐกิจหรือปากท้องเท่านั้น แต่เป็นการตัดสินทางการเมืองที่สำคัญว่าพรรคการเมืองจะเลือกทำสงครามต่อไปหรือสร้างสันติภาพถาวร และผู้ที่เสนอตัวมารับใช้ประชาชนจะซื่อสัตย์เพียงใดในการเสนอทางเลือกเชิงนโยบายนั้นๆ

เป็นที่ชัดเจนเหลือเกินว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่ของประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกันแบบไม่เหลียวหลังเลยนั่นคือเส้นทางสายชาตินิยมสายเหยี่ยวอันมีแนวนโยบายที่มุ่งใช้ความแข็งกร้าว สร้างความเป็นศัตรูกับเพื่อนบ้าน และอาศัยวาทกรรมเชิงความมั่นคงแบบทหารเป็นเครื่องมือหาเสียงเพราะมันขายง่ายและไม่กระทบโครงสร้างอำนาจเดิมซึ่งกองทัพและชนชั้นสูงจารีตดั้งเดิมควบคุมมันอยู่อย่างแข็งแกร่ง

ถ้าสงครามคือเป้าหมาย: ใครจะจ่ายค่าเสียหาย ?

แต่หากพรรคการเมืองแนวชาตินิยมสายเหยี่ยวเชื่อจริงๆว่าสงครามคือคำตอบและหากเป้าหมายคือการกำราบกัมพูชาและทำลายขีดความสามารถทางทหารของประเทศเพื่อนบ้านให้สิ้นซากแล้วละก็ พรรคเหล่านี้ควรมีความซื่อสัตย์ทางการเมืองอย่างน้อยที่สุดคือบอกความจริงกับประชาชนว่าสงครามมีต้นทุนเท่าไรและใครจะต้องเป็นคนจ่าย

ไม่ใช่ทำเป็นพูดถึง บูรณภาพแห่งดินแดน เกียรติภูมิของชาติและอำนาจอธิปไตยอย่างลอย ๆ แต่ต้องกล้าประกาศนโยบายให้ชัดว่า การทำสงครามต้องใช้งบประมาณมหาศาล ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายทางทหารวันละไม่ต่ำกว่า 500–1,000 ล้านบาท (ผู้เชี่ยวชาญทางทหารบางท่านให้ตัวเลขสูงถึงวันละ 2,000-3,000 ล้านบาท) ยังไม่รวมเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงกำลังพลกว่า 350,000 นาย ซึ่งต้องจ่ายเป็นประจำอยู่แล้วไม่ว่าจะมีสงครามหรือไม่ก็ตาม

แน่นอนว่าสงครามย่อมสร้างความเสียหาย ดังนั้นต้องเตรียมงบประมาณในการเยียวยาความเสียหายทั้งทหารและพลเรือน ซึ่งถ้าพิจารณาจากประสบการณ์จริง ตัวเลขการเยียยาเหตุการณ์ในเดือนกรกฎาคมพุ่งไปถึงหลักพันล้านบาท ครั้งนี้จำนวนผู้อพยพมากและระยะเวลาที่อยู่ในศูนย์พักพิงยาวนานกว่าเดิม 2 เท่าและขอความกรุณาอย่าพูดแค่เงินเยียวยาคนละ 5,000 บาทที่ไม่พอยาใส้ เพราะบ้านหลังหนึ่ง รถยนต์หรือเครื่องจักรการเกษตรที่โดนระเบิดหรือปืนใหญ่เสียหายไปนั้นราคาเป็นแสนเป็นล้าน นอกจากนี้จะต้องมีเงินชดเชยการสูญเสียรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนซึ่งมีมูลค่าสูงถึงหลายหมื่นล้านบาทต่อเดือน งบประมาณส่วนนั้นจะมาจากไหน แผนการเป็นอย่างไร จะทำให้ครอบคลุมและทั่วถึงเพียงใด และจะใช้เวลาในการฟื้นฟูความเสียหายนานเท่าใด

หากประสงค์จะเล่นการเมืองโดยอาศัยกระแสแห่งสงครามสร้างคะแนนนิยม พรรคชาตินิยมสายเหยี่ยวควรกล้าประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่า ผู้สนับสนุนพรรคและผู้ที่จะลงคะแนนเสียงให้พรรคแนวนี้ต้องยินดีจ่ายภาษีเพิ่มเพื่อทำสงครามไม่ใช่ผลักภาระทั้งหมดไปให้ประชาชนทั้งประเทศโดยไม่ถามความสมัครใจหรือไปบีบบังคับเอากับคนที่ไม่ต้องการสงครามเพราะประชาชนเหล่านั้นไม่ควรจะต้องรับภาระกับสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ก่อ

แม้ว่าแนวนโยบายทางทหารที่ต้องการทำลายขีดความสามารถทางทหารของเพื่อนบ้านจะฟังดูดเหมือนเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ แต่เมื่อประกาศออกไปแล้วย่อมมีผลที่จะตามมานั่นคือเพื่อนบ้านจะเร่งเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของเขาอย่างที่สุดเท่าที่จะทำได้และฐานะทางเศรษฐกิจเอื้ออำนวย ดังนั้นพรรคการเมืองที่ชื่นชมวิถีทางแบบนี้ควรเสนออย่างตรงไปตรงมาด้วยว่าจะเดินหน้าการแข่งขันทางอาวุธในภูมิภาคอย่างไร รัฐบาลใช้งบประมาณเท่าใดในการเพิ่มขีดความสามารถทางทหารของกองทัพไทย แผนงานเป็นอย่างไร และที่สำคัญจะเตรียมรับมือกับความขัดแย้งทางทหารกับเพื่อนบ้านในอนาคตอย่างไรเพราะนั่นคือผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของแนวนโยบายแบบเหยี่ยว

อย่างน้อยที่สุด ความซื่อสัตย์เช่นนี้จะทำให้ประชาชนตัดสินใจได้บนข้อมูลจริง ไม่ใช่บนวาทกรรมรักชาติที่ไม่ต้องรับผิดชอบ และพอถึงเวลาได้อำนาจขึ้นมาจริงก็ต้องแอบเบียดบังเอาภาษีจากคนทั้งหมด ไม่ว่าพวกเขาจะรักสงครามหรือรักสันติภาพก็ต้องจ่ายเหมือนกันหมด นั่นคือความไม่เป็นธรรมทางสังคมอย่างหนึ่ง

สันติภาพที่แท้จริงไม่เคยเกิดจากพิราบจอมปลอม

ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ พรรคการเมืองที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายก้าวหน้ากลับเลือกเดินอยู่ตรงกลางระหว่างสงครามกับสันติภาพ นักการเมืองบางคนพูดถึงสันติภาพในเชิงนามธรรมเพื่อยกตัวเชิงคุณธรรมเท่านั้นแต่ไม่มีความกล้าหาญเพียงพอที่เสนอสิ่งที่จำเป็นต่อการยุติสงครามได้จริงๆ

ในฤดูหาเสียงท่ามกลางสงครามแบบนี้ การทำตัวเป็นพิราบจอมปลอม (pseudo dovish) ดูเหมือนจะกลายเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย พรรคการเมืองบางพรรคพูดถึงการเจรจาโดยไม่แตะเรื่องการหยุดยิงอย่างไร้เงื่อนไข พูดถึงการทูตโดยพูดถึงไม่การถอนทหารและพูดถึงสันติภาพโดยไม่แตะเรื่องบทบาทของกองทัพเลยสักคำเดียว

แต่สันติภาพที่ไม่แตะโครงสร้างอำนาจ ไม่ใช่สันติภาพ หากเป็นเพียงการประคองสถานการณ์ให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ต่อไปโดยมีกองทัพกำกับอยู่หลังฉาก

หากพรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้าต้องการเป็น สายพิราบที่แท้จริง จุดยืนต้องชัดเจน หนักแน่น และเป็นไปอย่างถึงรากถึงโคน ด้วยข้อเสนอที่ต้องปฏิบัติได้จริงดังต่อไปนี้

ต้องมีนโยบายให้มีการหยุดยิงโดยปราศจากเงื่อนไขและต้องถอนทหารออกจากพื้นที่พิพาทโดยทันที ไม่ใช่หยุดยิงเพื่อซื้อเวลา หรือถอนกำลังเพื่อจัดทัพใหม่ ข้อเรียกร้องนี้ต้องมุ่งต่อคู่กรณีอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เรียกร้องให้ฝ่ายตรงข้ามหยุดยิงก่อน แต่ไม่กล้าพูดสักคำเดียวว่าฝ่ายตนจะดำเนินการในเรื่องเดียวกันนี้อย่างไร

ต้องผลักดันให้มีการปรับปรุงอำนาจและขอบเขตการทำงานของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ให้สามารถกำกับ ตรวจสอบ และรายงานการละเมิดข้อตกลงได้อย่างอิสระและโปร่งใส ควรจะต้องตระหนักด้วยว่า ที่ผ่านมาประเทศคู่กรณีมุ่งใช้ผู้สังเกตการณ์อาเซียนเหมือนพนักงานประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับข้อกล่าวหาของฝ่ายตนเท่านั้น หากประสงค์จะเป็นพรรคการเมืองแนวก้าวหน้าก็สมควรใช้เวลากับการศึกษาเงื่อนไขของ ASEAN Observer Team ที่ปรากฏอยู่ใน Term of Reference (TOR) อย่างละเอียดชัดเจนเพื่อให้เห็นถึงอุปสรรค ปัญหา และ หลุมพรางที่ประเทศคู่กรณีใช้ภาษาทางการทูตพลางเอาไว้

ต้องใช้กลไกระหว่างประเทศและการทูตเพื่อเป้าหมายของสันติภาพถาวรเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ปฏิบัติการทางทหารเหมือนเช่นที่ผ่านมาๆ พรรคฝ่ายก้าวหน้าจะต้องสร้างวาทกรรม “การทูตนำการทหาร” ที่มีความหมายอย่างนั้นจริงๆ ไม่ใช่บังคับให้นักการทูตมือดีใช้วาทศิลป์เพื่อทำให้การปฏิบัติการทางทหารดูดีมีศีลธรรม

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับสังคมไทยคือ พรรคการเมืองต้องกล้าพิจารณาการใช้กลไกระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศอย่างจริงจัง แทนการปล่อยให้ปัญหาค้างคาอยู่ในสนามรบ กล่าวอย่างตรงไปตรงมา การใช้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ กลไกอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศอื่นใดเพื่อตัดสินเรื่องเขตแดนไม่ใช่เรื่องที่ผิดบาปอะไรเลย ตรงกันข้ามมันเป็นทางออกที่เป็นไปได้และยอมรับได้ที่นานาอารยประเทศทั้งหลายเขาก็ทำกัน อย่าปล่อยให้คดีปราสาทพระวิหารหลอกหลอนคนไทยข้ามศตวรรษอยู่อย่างนี้

พูดสันติภาพ แต่ไม่แตะกองทัพ คือการโกหกประชาชน

หัวใจของสันติภาพถาวรไม่ได้อยู่ที่โต๊ะเจรจาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างอำนาจภายในประเทศ โดยเฉพาะบทบาทของกองทัพ ตราบใดที่กองทัพยังมีอำนาจครอบงำการเมือง บรรดานายพลทั้งหลายก็จะมีสิทธิขาดในการกำหนดจังหวะของความขัดแย้งได้เองอยู่อย่างนี้ ในสายตาของทหาร สงครามจะยังเป็นทางเลือกที่พร้อมถูกหยิบมาใช้ก่อนเสมอ ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะมีแนวทางสันติภาพที่เลิศหรูและมีขีดความสามารถทางการทูตสูงเพียงใด ก็หนีไม่พ้นที่จะถูกกองทัพบีบให้ตัดสินใจเลือกใช้แนวทางแบบทหารก่อนอยู่ดี

ดังนั้นพรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้าที่จริงใจต่อสันติภาพ จึงต้องกล้าเสนอแนวนโยบายในการปฏิรูปกองทัพอย่างชัดเจน ตั้งแต่การยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ห้ามใช้พลทหารในหน่วยรบหลักอย่างเด็ดขาด การจัดหาเทคโนโลยีป้องกันประเทศเพื่อลดการสูญเสียชีวิต ปรับปรุงโครงสร้างสายบังคับบัญชาและการปรับปรุงหลักนิยมของกองทัพให้เป็นกองกำลังป้องกันตนเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่กองทัพที่มุ่งขยายแสนยานุภาพเพื่อกำหราบเพื่อนบ้านอย่างที่เป็นอยู่ ทั้งหมดนี้มีหัวใจอยู่ภายใต้หลักการเดียว คือ พลเรือนเป็นใหญ่เหนือทหาร (Civilian Supremacy) ไม่ใช่แค่เพียงในรัฐธรรมนูญหรือตัวบทกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติที่ต้องยึดถือสิ่งนี้เป็นประเพณีอันดีงาม

สันติภาพต้องคืนชีวิตปกติให้ประชาชน ไม่ใช่แค่ลดอุณหภูมิการเมือง

สงครามอาจเป็นเรื่องนามธรรมสำหรับนักการเมืองหรือคนที่อยู่ในเมืองที่เพลิดเพลินกับการเล่นวาทกรรมชาตินิยมและเกมสงครามในโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ แต่เป็นเรื่องจริงในชีวิตประจำวันของคนชายแดน การปิดด่านชายแดนคือการตัดรายได้ การค้า และโอกาสในการทำมาหาเลี้ยงชีพของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเหมือนกัน สันติภาพที่แท้จริงต้องคืนสภาพปกติให้กับวิถีชีวิตชายแดน เปิดด่านโดยเร็ว และยอมรับว่าความมั่นคงของรัฐในทางทหารอย่างเดียวไม่อาจแลกกับความทุกข์ของประชาชนอย่างไม่สิ้นสุด

การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองทั้งหลายไม่สามารถหลบอยู่หลังคำว่า “การสร้างสมดุล” ได้อีกต่อไป หากเลือกชาตินิยมสายเหยี่ยว ก็ต้องซื่อสัตย์กับต้นทุนของสงคราม หากอ้างตัวเป็นฝ่ายก้าวหน้า ก็ต้องกล้าคิดถึงสันติภาพถาวรที่แท้จริงไม่ใช่ทำตัวเป็นพิราบจอมปลอมที่กลัวเสียคะแนนนิยม

พรรคการเมืองทั้งมวลไม่ว่าสายไหนจะต้องตระหนักความจริงข้อหนึ่งด้วยว่า สงครามหรือสันติภาพต่างก็ไม่ใช่นโยบายที่ปลอดภัยด้วยกันทั้งคู่ มันไม่ใช่แฟนตาซีสวยงามหรือเครื่องมือหาเสียงที่โก้หรู แต่มันคือการตัดสินใจทางการเมืองที่มีราคาที่ต้องจ่ายสูงมากด้วยเหมือนกัน และถึงเวลาที่พรรคการเมืองทั้งหลายต้องพิสูจน์ว่ามีความฉลาดและกล้าหาญเพียงพอที่จะจ่ายราคานั้นหรือไม่ ประชาชนทั้งหลายไม่ได้โง่เขลาที่จะปล่อยให้นักการเมืองสร้างวาทกรรมตีกินแบบสบายๆได้อีกต่อไปแล้ว ถึงเวลาเข้าคูหา ถ้าไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอนโยบายที่สัมผัสได้อย่างจริงจัง……Vote No ก็สบายใจกว่า

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง