Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ทุกปี การแข่งขัน All Japan High School Soccer Tournament ดึงดูดผู้ชมนับล้าน ภาพของเยาวชนญี่ปุ่นที่มุ่งมั่นและมีวินัยกลายเป็นแรงบันดาลใจทั่วโลก แต่เบื้องหลังความสวยงาม ตัวเลข 0.02% เปิดเผยความจริงที่โหดร้าย จากนักเตะมัธยมปลาย 146,133 คน มีเพียง 27 คนเท่านั้นที่จะได้สัญญา J.League และที่มืดมนกว่านั้นคือสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการทารุณกรรม การเหยียดเชื้อชาติ และแรงกดดันที่นักเตะเยาว์ต้องเผชิญ

  • ปี 2026 นี้ จากนักเตะมัธยมปลาย 146,133 คนทั่วญี่ปุ่น จะมีเพียง 27 คนที่ได้สัญญา J.League หรือคิดเป็นแค่ 0.02% ขณะที่นักเตะระดับท็อปเริ่มหันไปเลือกระบบทีมเยาวชนของสโมสรแทน
  • รายงานของ Human Rights Watch พบการทารุณกรรมนักกีฬาเยาวชน 39 กรณีระหว่างปี 2008-2020 ทั้งการทำร้ายร่างกาย การเหยียดเชื้อชาติ และการกลั่นแกล้ง ท่ามกลางวัฒนธรรมที่ยอมรับความรุนแรงว่าเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อม
  • แม้โรงเรียนที่แข็งแกร่งที่สุดและมีโครงสร้างเทียบเท่าสโมสรมืออาชีพ ก็ยังเผชิญข้อจำกัดของระบบ เมื่อนักเตะที่ไม่ได้โอกาสไม่สามารถย้ายทีมได้ ต่างจากยุโรปที่มีความยืดหยุ่นกว่า


ภาพจาก: soccerdigestweb.com

ทุกปี การแข่งขัน All Japan High School Soccer Tournament ดึงดูดผู้ชมนับล้านคนทางโทรทัศน์ เป็นหนึ่งในอีเวนต์กีฬาเยาวชนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น ภาพของนักเตะรุ่นเยาว์ที่มุ่งมั่น ฝึกซ้อมอย่างหนัก และแสดงวินัยจนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนทั่วโลก ระบบฟุตบอลมัธยมปลายญี่ปุ่นได้ผลิตนักเตะชื่อดังมากมาย ตั้งแต่ Keisuke Honda และ Yuto Nagatomo ในยุคก่อน ไปจนถึง Daizen Maeda, Reo Hatate และ Daichi Kamada ที่กำลังเล่นอยู่ในยุโรปในปัจจุบัน

แต่เบื้องหลังภาพอันสวยงามนั้น ภูมิทัศน์นี้กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบๆ นักเตะรุ่นเยาว์ที่มีความสามารถสูงเริ่มหันหลังให้กับระบบมัธยมปลายและเลือกเข้าร่วมทีมเยาวชนของสโมสร J.League แทน ส่งผลให้คุณภาพของการแข่งขันลดลงอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญกว่านั้น ก็มีตัวเลขเปิดเผยความจริงที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

0.02% เท่านั้นที่ได้สัญญานักเตะอาชีพจาก J.League

ข้อมูลจาก Nihon Shimbun ระบุว่าในปี 2026 นี้ จากนักเตะมัธยมปลาย 146,133 คน ทั่วประเทศญี่ปุ่น จะมีเพียง 27 คน เท่านั้นที่จะได้สัญญา J.League หรือคิดเป็นแค่ 0.02%

ในขณะที่การแข่งขันยังคงดึงดูดความสนใจมหาชน ความเป็นจริงเบื้องหลังกำลังเปลี่ยนไป ข้อมูลจากทีมชาติญี่ปุ่นในฟุตบอลโลก 2022 แสดงให้เห็นว่า มีผู้เล่นที่เริ่มต้นเส้นทางนักฟุตบอลจากระบบทีมเยาวชนของสโมสร (Academy) 11 คน, จากระบบการแข่งขันระดับมหาวิทยาลัย (University) 8 คน และจากระบบการแข่งขันมัธยมปลาย (High School) 7 คน ซึ่งหมายความว่าระบบมัธยมปลายไม่ได้เป็น 'จุดเริ่มต้นของเส้นทางหลัก' อีกต่อไป

เมื่อเจาะลึกลงไปในระบบพัฒนาเยาวชนของญี่ปุ่น ข้อมูลจาก Twenty First Group ที่วิเคราะห์เส้นทางอาชีพของนักเตะแสดงให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจน นักเตะจากระบบทีมเยาวชนของสโมสรเทิร์นโปรเมื่ออายุเฉลี่ย 18.6 ปี ในขณะที่นักเตะจากระดับมัธยมปลายต้องรอจนถึง 20.1 ปี และระดับมหาวิทยาลัยรอถึง 21.9 ปี ในแง่ของคุณภาพผู้เล่น Twenty First Group ยังประเมินว่านักเตะระดับมหาวิทยาลัยมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุดที่ 481 เปรียบเทียบกับระดับมัธยมปลายที่ 413 และระบบทีมเยาวชนของสโมสรที่ 390 อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ล่าช้ากว่า 1.5 ปีของระบบมัธยมปลายถือเป็นข้อเสียที่สำคัญ เพราะนักเตะพลาดช่วงทองของการพัฒนาทักษะในระดับมืออาชีพ

ความล่าช้านี้ยิ่งเด่นชัดเมื่อเทียบกับยุโรป ลีกใหญ่ 5 อันดับแรกมีอายุเฉลี่ยในการเดบิวต์อยู่ที่ 21-21.8 ปี ขณะที่ J.League อยู่ที่ 22.5 ปี มีงานวิจัยระบุว่าการได้ลงเล่นในระดับผู้ใหญ่ก่อนอายุ 21 ปี มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโอกาสในการพัฒนาเป็นนักเตะระดับสูง (elite) ซึ่งหมายความว่านักเตะจากระดับมัธยมปลายกำลังพลาดช่วงทองของการพัฒนาไป

กรณีของ Keisuke Honda เป็นตัวอย่างที่หลายคนมักอ้างถึง เขาไม่สามารถเข้าทีม U-18 ของ Gamba Osaka จึงเลือกเล่นในระดับมัธยมปลายแทนและประสบความสำเร็จในที่สุด แต่นั่นเป็นยุคที่ระบบทีมเยาวชนของสโมสรยังไม่แข็งแกร่งเท่าปัจจุบัน สถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว แม้ในระดับมัธยมปลายจะมีการแข่งขันระบบลีก เช่น Prince Takamado U-18 Premier League ที่มีทีมจากทั้งสองระบบแบ่งกันประมาณครึ่งๆ และ Ohzu High School ก็คว้าแชมป์ลีกนี้ได้ในปี 2024 แต่คุณภาพโดยรวมของระบบมัธยมปลายกำลังลดลงเมื่อนักเตะระดับท็อปเลือกไป J.League youth teams แทน

J.League พยายามแก้ปัญหาด้วยระบบ "designated special players" ที่อนุญาตให้สโมสรเลือกนักเตะจากมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัยได้สูงสุด 3 คนต่อทีม แต่จากนักเตะมัธยมปลายหมื่นคนในแต่ละปี มีเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้นที่จะได้รับโอกาสนี้ ความจริงก็คือ ระบบฟุตบอลมัธยมปลายกำลังถูกแซงหน้าโดยทั้งจากระบบทีมเยาวชนของสโมสรและระดับมหาวิทยาลัย ตัวเลขที่เหลือเพียง 27 คน จาก 146,133 คน พร้อมกับแนวโน้มที่นักเตะระดับท็อปเริ่มหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้ บอกได้ชัดเจนว่าระบบมัธยมปลายไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดอีกต่อไป

เบื้องหลังความสำเร็จกลับเป็น ‘วัฒนธรรมที่ทำร้ายเด็ก’


รายงานของ Human Rights Watch ที่เผยแพร่เมื่อปี 2020 ระบุว่าความรุนแรงและการทารุณกรรมมักเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ของนักกีฬาเด็กในญี่ปุ่น

ตัวเลขเชิงสถิติเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความจริงที่ปรากฏเท่านั้น แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงคือสภาพแวดล้อมที่เหล่านักเตะรุ่นเยาว์ต้องเผชิญภายในระบบฟุตบอลระดับมัธยมปลาย

Human Rights Watch ได้เผยแพร่รายงานเมื่อปี 2020 ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์นักกีฬาเด็กมากกว่า 50 คน โดยรายงานระบุว่า "ความรุนแรงและการทารุณกรรมมักถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์ของนักกีฬาเด็กในประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้กีฬากลายเป็นต้นเหตุของความเจ็บปวด ความหวาดกลัว และความทุกข์ทรมานสำหรับเด็กชาวญี่ปุ่นจำนวนมากจนเกินไป"

จากการตรวจสอบพบกรณีการทารุณกรรมถึง 39 กรณีในช่วงระหว่างปี 2008-2020 ซึ่งครอบคลุมทั้งการทำร้ายร่างกาย การใช้ความรุนแรงทางวาจา การกลั่นแกล้งกันเองภายในทีม การล่วงละเมิดทางเพศ และพฤติกรรมไม่เหมาะสมในรูปแบบอื่นๆ ประเด็นที่น่ากังวลคือ "ความรุนแรงทางกายภาพถูกตีความว่าเป็นเทคนิคการฝึกซ้อมที่มีประเพณีสืบทอดกันมาอย่างยาวนานในวงการกีฬาญี่ปุ่น โดยมักถูกมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการก้าวไปสู่ความเป็นเลิศทั้งในด้านการแข่งขันและด้านการเกลาบุคลิกภาพส่วนบุคคล ประเพณีที่อันตรายเช่นนี้เองที่ทำให้การกำจัดการทารุณกรรมทางกายภาพออกจากวงการกีฬาเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง"

ประสบการณ์ของเด็กไทยในระบบฟุตบอลมัธยมปลายญี่ปุ่น

นักเตะไทยคนหนึ่งที่เคยเล่นในโรงเรียนที่ทำการแข่งขันในระบบฟุตบอลมัธยมปลายญี่ปุ่น เล่าผ่านคุณแม่ว่า ตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียนจักรยานถูกเพื่อนแอบกรีด เมื่อเข้าชั้น ม.4 เขาถูกจัดให้เล่นในทีม A ทันที ขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันถูกจัดไปทีม C หรือ D สิ่งนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง

วันหนึ่งเขาลื่นล้มในห้องน้ำอย่างแรงจนลุกไม่ขึ้น แต่เพื่อนๆ ม.4 ไม่มีใครช่วย ทุกคนยืนดูเฉยๆ จนกระทั่งรุ่นพี่ผ่านมาเห็นจึงด่าพวกเขาว่า "ยืนดูทำไมไม่ช่วยกัน" ในสนามฟุตบอล เมื่อสปีดบอลยังไม่ทัน พอรับลูกไม่ได้ก็ถูกเพื่อนในทีมตะโกนด่าว่า "ไอ้คนไทย"

คุณแม่ขอร้องให้ลูกเลิกเล่นหลายครั้ง พยายามพาลูกกลับไทย ยอมทิ้งค่าเทอมทั้งที่เสียเงินไปมาก แต่เขาไม่ยอม ช่วงหลังเขาไม่เล่าอะไรให้แม่ฟังอีก เล่าให้แต่พ่อฟังเพราะกลัวแม่จะกังวล ในที่สุดเขาเริ่มปรับตัวด้วยการพยายามเข้าหาเพื่อน ชวนซ้อมบอลนอกรอบ คุยด้วย จนสามารถมีเพื่อนและอยู่รอดในระบบได้

แต่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถปรับตัวได้ กรณีที่รุนแรงกว่ามากเกิดขึ้นที่ Ozu High School ในจังหวัด Kumamoto โรงเรียนที่มีศิษย์เก่าหลายคนเป็นนักเตะ J.League และทีมชาติ ในเดือนตุลาคม 2023 คณะกรรมการสืบสวนอิสระเปิดเผยรายงานว่า นักเตะอายุประมาณ 15-16 ปี ถูกบังคับโดยรุ่นพี่ให้คุกเข่าเปลือยกายขอโทษหลังจากถูกกล่าวหาผิดๆ ว่าเยาะเย้ยรุ่นพี่ เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างทริปการแข่งขัน National High School Soccer Championship ช่วงต้นปี 2022 และถูกถ่ายรูปด้วยสมาร์ทโฟน เหยื่อรายงานเหตุการณ์หนึ่งปีครึ่งหลังจากนั้น

คณะกรรมการพบว่าทีมมีวัฒนธรรมการ "แกล้งกัน" ในชีวิตประจำวันซึ่งโค้ชยอมรับ รวมถึงการตั้งฉายา การบังคับให้แสดงตลก และกิจกรรมที่ดูเหมือนไร้เดียงสาแต่สร้างสภาพแวดล้อมที่การกลั่นแกล้งสามารถเกิดขึ้นได้ ทีมฟุตบอลของโรงเรียนมีสมาชิกมากกว่า 200 คน คิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของนักเรียนทั้งหมด แต่มีเพียงไม่กี่คนที่จะได้ลงเล่นจริง เมื่อทีมเดียวมีนักเรียน 200 คน แข่งขันกันเพื่อ 11 ตำแหน่ง ลำดับชั้นย่อมแทรกซึมเข้าไปในทุกแง่มุมของชีวิตในโรงเรียน

รายงานของ Human Rights Watch ยังระบุเพิ่มเติมว่า ทั้งตัวโค้ช ผู้ปกครอง รวมถึงนักเตะบางคนในระบบ ยังคงยึดติดกับความเชื่อที่ผิดว่าการทารุณกรรมทางกายภาพในการเล่นกีฬานั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ประเด็นสำคัญที่ซ้ำเติมปัญหาคือ ไม่มีกฎหมายที่ขยายขอบเขตการห้ามทารุณกรรมเด็กให้ครอบคลุมไปถึงโลกของกีฬาโดยเฉพาะ ส่งผลให้แนวทางการคุ้มครองเด็กที่มีอยู่ในตอนนี้เป็นเพียงข้อเสนอแนะที่ขาดสภาพบังคับและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

จุดจบของยุคทอง ข้อจำกัดที่แม้แชมป์ก็หนีไม่พ้น


นักเตะ Aomori Yamada ก้มหน้าหลังพ่ายแพ้จุดโทษในไฟนอล National High School Soccer Championship ปี 2021 การแพ้ครั้งที่ 2 ติดต่อกันทั้งที่เป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุด | ภาพจาก: sponichi.co.jp

แม้แต่โรงเรียนที่แข็งแกร่งที่สุดอย่าง Aomori Yamada ซึ่งผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ National High School Soccer Championship ถึง 4 ครั้งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ก็ยังเผชิญกับปัญหาที่สะท้อนข้อจำกัดของระบบ โรงเรียนแห่งนี้มีโครงสร้างที่ใกล้เคียงสโมสรมืออาชีพ มีทีมถึง 4 ชุด พร้อมทีมโค้ช 10 คน รวมถึงโค้ชที่ถือใบอนุญาต S-License ซึ่งสามารถฝึกทีมใน J.League ได้ แต่ทว่าพวกเขาแพ้ในรอบชิงชนะเลิศซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงการพ่ายแพ้อย่างน่าเสียดายในปี 2021 หลังจากนำไป 2-1 แต่กลับถูกไล่ตีเสมอและแพ้ในจุดโทษ

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการขาดคุณภาพ แต่มาจากแรงกดดันและข้อจำกัดของระบบ เมื่อทีมมีสมาชิกมากกว่า 200 คน แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ได้ลงเล่นจริง นักเตะที่ไม่ได้โอกาสก็ไม่สามารถย้ายทีมเพื่อหาเวลาลงเล่นได้ ต่างจากยุโรปที่นักเตะสามารถย้ายไปหาสโมสรที่ให้โอกาสมากกว่า ในญี่ปุ่น ระบบฟุตบอลมัธยมปลายทำให้พวกเขาติดอยู่กับทีมเดียวตลอดช่วงมัธยมปลาย แม้จะไม่ได้รับโอกาสเลยก็ตาม

ที่ Aomori Yamada โค้ช Takeshi Kuroda ซึ่งคุมทีมมา 26 ปี เคยกล่าวหลังแพ้ในรอบชิงชนะเลิศว่าทีมของเขากลายเป็น "ผู้แพ้ที่น่าจดจำ" (remarkable losers) คำพูดนี้สะท้อนถึงความคาดหวังที่สูงเกินไปและแรงกดดันที่นักเตะเยาว์ต้องแบกรับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ฝังลึกในระบบฟุตบอลมัธยมปลายญี่ปุ่น

จากระบบที่เคยเป็นหัวใจของฟุตบอลเยาวชนญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความท้าทาย ทั้งการสร้างนักเตะสู่ระบบอาชีพ สภาพแวดล้อมที่มีปัญหา และการที่นักเตะระดับท็อปเริ่มเลือกเส้นทางอื่น ล้วนชี้ให้เห็นว่าอนาคตของฟุตบอลญี่ปุ่นอาจไม่ได้อยู่ที่สนามหญ้าของโรงเรียนมัธยมปลายอีกต่อไป เมื่อระบบทีมเยาวชนของสโมสร และระบบมหาวิทยาลัยที่สามารถให้ทั้งโอกาสและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกว่า.
 

ที่มาข้อมูล:
"I Was Hit So Many Times I Can't Count": Abuse of Child Athletes in Japan (Human Rights Watch, July 2020) 
Player Pathways: How Japanese Football can Maximise its Talent (Ben Marlow, Twenty First Group, 30 May 2023) 
A Brief Overview: Japan's Youth Systems (John Di Mazon, Coffee Shop Casual, 25 May 2024) 
Drama, dreams: Japan's wildly popular school football breeds future stars (France 24, 29 December 2024) 
Why Japanese Football Is Rising: A Unique Development Path (Taito Kojima, The Football Week, 7 August 2025) 
J.League designated special players (Wikipedia, เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 15 มกราคม 2569) 
0.020% คือตัวเลขที่นักเตะ ม.ปลาย ได้สัญญา เจลีก ปี 2026 (นิฮง ชิมบุญ - Nihon Shimbun, 12 มกราคม 2569) 
มุมมืดโรงเรียนญี่ปุ่นจากปากคุณแม่ ภูมิรพี สิริบุญญากุลย์ หลังโดนรับน้องหนัก และการไม่ยอมรับของเพื่อน (สายเลือดฟุตบอล - DNA, 13 มกราคม 2569)

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง