คำ ผกา: การเมืองไทยหลังรัฐบาลอภิสิทธิ์

หมายเหตุ เนื้อหาของบทความปรับปรุงจากการอภิปรายในหัวข้อ ทำนายการเมืองไทยหลังรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 ด้วยลีลาแสบๆ คันๆ จากนักเขียนสาว “คำ ผกา” เธอทำนายว่า จากนี้ไปไทยจะเจริญๆ ยิ่งขึ้นทางด้านศาสนาและจิตวิญญาณ ส่วนด้านเศรษฐกิจนั้นเล่าก็จะก้าวหน้าแบบไทยๆ ชนิดไม่ต้องสนใจโลก

คลิปวีดิโอ อัพโหลดโดย fujikoSNL

ทางด้านเศรษฐกิจ 

มั่นใจว่าหลังรัฐบาลอภิสิทธิ์ยังเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์อยู่เช่นเดิม เศรษฐกิจไทยภายใต้การนำของรัฐบาลอภิสิทธิ์ จะยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจแบบไทย โดยโน้มนำให้คนไทยเชื่อว่า เราไม่จำเป็นต้องพัฒนาเศรษฐกิจให้เหมือนกันประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทย คนไทย ไม่ควรไม่อิจฉาตาร้อนตื่นตูมเรื่องลาวมี 3G ลาวจะมีรถไฟหัวกระสุน เขมรจะสร้างสนามบิน คุณภาพการศึกษาของเวียดนามดีกว่าไทย หรืออื่นๆ เพราะนั่นเป็นการพัฒนาแบบเห็นผิดเป็นชอบ เป็นลัทธิบูชาเงิน บูชาวัตถุ บูชาความเจริญก้าวหน้าแต่เพียงภายนอก แต่ละทิ้งแก่นแกนทางจิตวิญญาณ ประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย ถึงวันนี้รู้สึกผิดกันมาก บอกว่า ไม่น่าพัฒนาประเทศมาแนวทางนี้เลย รู้อย่างนี้ขุดรูอยู่ถ้ำ สุข สงบ ไม่หนัก ไม่เหนื่อย ไม่เครียด มีชุมชนเข้มแข็งดีกว่า 

ดังนั้นประเทศไทยไม่ควรเดินตามรอบประเทศโลกที่ 1 ที่ใช้กิเลสและความโลภเป็นตัวกระตุ้นการพัฒนา เราต้องให้ความสำคัญกับความสุขมวลรวมของประชาชาติมากกว่าตัวเลขจีดีพี 

เมื่อคนไทยได้เชื่อเช่นนี้แล้วว่าเราย่อม “พัฒนา” และ “เจริญก้าวหน้า” ในแบบของเราและไม่จำเป็นต้องเหมือนใครในโลก  เรา ก็จะสามารถทนอยู่อย่างอดๆอยากๆได้ เราจะไม่บ่นหากรัฐไม่สามารถจัดการบริการสาธารณูปโภคให้แก่เราได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ไม่มีรถเมล์ รถไฟ เราต้องเรียนรู้ที่จะเดินเท้า เดินไปด้วยภาวนาไปด้วยก็ได้ประโยชน์สองเด้งคือได้ออกกำลังกายและบริหารจิต ให้เข้มแข็งไปในตัว หากบริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตของประเทศเราเชื่องช้าหรือล่มไปบ่อยๆ ก็โปรดเข้าใจว่านั่นเป็นโอกาสที่เราจะละความสนใจจากจอคอมพิวเตอร์ไปใช้เวลา กับสมาชิกในครอบครัว หยอกล้อกับพ่อ แม่ ลูก อย่างอบอุ่น เมื่อความรักในครอบคัวเกิด พวกเราก็หันมาขอบคุณรัฐบาลที่ไม่ยอมพัฒนาคุณภาพสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ดีกว่า นี้ ถ้าไฟฟ้าในประเทศเราดับบ่อยๆ ขอให้รู้ว่านั่นเป็นโอกาสอันดีที่รัฐบาลอยากให้ประชาชนหันมาเงยหน้ามองขึ้น ไปบนท้องฟ้า เพื่อได้มองดูดวงดาว ดวงจันทร์ที่สว่างเรืองรองในยามที่เราไม่มีไฟฟ้าใช้เท่านั้น พวกเราคนไทยอยู่กับสงไฟอันแข็งกระด้างของไฟฟ้ามามากแล้ว ก็รู้จักอ่อนน้อม ฟังเสียงความเงียบจากความมืดบ้างก็จะดี  

ทางด้านวัฒนธรรม 

เรามีแนวโน้มที่จะเป็นรัฐที่ให้ความสำคัญกับศาสนา จริยธรรม ศีลธรรมมากขึ้น ดูจาก

  • ห้ามใส่เหล้าลงไปในกระเช้า
  • กำหนดเวลาซื้อขายเหล้า
  • งบประมาณที่ทุ่มเทไปกับการกำกับพฤติกรรมส่วนตัวของปชช. จะเพิ่มสูงขึ้น ดูจากโฆษณาของสสส. ทางสื่อต่างๆ
  • สถานีโทรทัศน์อย่างไทยพีบีเอส จะรับลูก ผลิตรายการทีวีที่ให้ความสำคัญกับชีวิต “ทางเลือก”  ปราชญ์ ชาวบ้าน ความเข้มแข็งของชนบท มีการพูดถึงประชาธิปไตยทางตรง หรือประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือมากขึ้น ในทางอุดมการณ์ และเฝ้าโจมตีประชาประธิปไตยระบบตัวแทนอย่างต่อเนื่อง
  • เราจะการเซ็นเซอร์หนังที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม เพราะฝ่ายรัฐมีอำนาจในการผูกขากการตัดสิน ผิดชอบชั่วดีให้กับปชช.ไปแล้ว เช่น แม้เราจะมีการจัดเรทหนังตามอายุ แต่เราก็ยังอุตส่าห์มีแรท “ห” คือ เรท ห้ามฉาย นั่นแปลว่า แม้อาจารย์ชาญวิทย์จะอายุเกิดหกสิบปี อาจารย์อย่าคิดว่ามีสิทธิ์ดูหนังทุกเรื่อง เพราะด่านสุดท้ายคือ  “ห” หรือ ห้ามฉาย นั่นแปลว่า ไม่ว่าคุณจะแก่แค่ไหน รัฐก็ยังไม่เชื่อว่าคุณมีวิจารณญาณในการดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันขอเสนอให้กระทรวงวัฒนธรรม ยกเลิกการจัดเรทหนังตามอายุ แต่แบ่งไปเลยว่า มีเรท ห เรท ค เรท ต สามเรทถือเป็นเรทห้ามฉายทั้งหมด เรทที่จะได้รับการสนับสนุนมีเรท ป. หรือเรทประวัติศาสตร์ (คลั่งชาติ) เรท ส คือ เรทที่ได้ทุนจาก สสส. เรท อ. คือเรท อบอุ่น ตามด้วยเรท พ คือ เรทที่ส่งเสริม เศรษฐกิจพอเพียง
  • เรื่อง “สื่อ” การปฏิรูปสื่อของเรา จะเต็มไปด้วยคำสวยหรู เช่น สื่อต้องเป็นกลาง สื่อต้องเป็นอิสระ ต้องมียุทธศาสตร์ สื่อต้องรู้เท่าทัน  แต่ ไม่ว่ายุทธศาสตร์การปฏิรูปสื่อจะเป็นอย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงยุทธศาสตร์ และกลุ่มปฏิรูปสื่อก็จะหากินกับงบประมาณการหายุทธศาสตร์ปฏิรูปกันได้อีกนาน มาก ตราบเท่าที่เราจะไม่มีการูดถึงการใช้อำนาจทั้งในที่มืดและที่สว่างในการ ปิดปากคนไม่ให้พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด ปิดปากสื่อมิให้เสนอข่าวที่ไม่ควรเป็นข่าว  

ทุก วันนี้ไทย และคนที่อยู่ในสื่อจำนวนมาก ตื่นนอนขึ้นมาด้วยความคิดที่ว่า วันนี้เราควรจะพูดอะไร และไม่ควรจะพุดอะไร การใคร่ครวญ เซ็นเซอร์ตัวเองได้เข้าไปอยู่ในในระดับจิตสำนึกเรียบร้อยแล้วคาดว่าในอีกไม่ นานปี สันดานอันนี้จะค่อยตกผลึกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอหลักของคนไทยที่ส่ง ทอดต่อให้ลูก หลาน เหลน ในอนาคตได้  ด้วยเสรีภาพของสื่อที่เรามีอยู่นี้ มันจะทำให้ประเทศไทยดูเป็นประเทศที่ “โอเค” มีความสุข ไม่มีปัญหา นิตยสารผู้หญิงยังนำเสนอคอลเล็กชั่นล่าสุดจาก มิลาน ปารีส โตเกียวได้ตามปกติ อันเป็นข้อพิสูจน์ว่า สื่อบ้านเรามีเสรีภาพไร้ขีดจำกัด และไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วงเลย 

การเมือง

การเมืองบ้านเราจะมั่นคง มีเสถียรภาพ ตราบเท่าที่สองมิติที่กล่าวไปข้างต้นเป็นไปอย่างเรียบร้อย คนไทยจะเป็นคนที่ว่านอนสอนง่าย  ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดูหนังโป๊ ไม่ดูหนังที่มีเลิฟซีน ไม่ดูหนังกะเทย ใครอยากเป็นกะเทยก็ต้องเป็นกะเทยไทยที่ดี คือ กตัญญูเป็นกุลกะเทย รักษาพรมจรรย์ ไม่แร่ด ไม่ร่าน รู้จักหมอบคลาน รำไทย ให้เป็นกะเทยแบบนี้จะได้รับอนุญาตให้มีชีวิตอยู่ได้ดีตามสมควร  แต่ถ้าคุณเป็นกะเทยที่ทำหนังให้เห็นกะเทยเอาผู้ชาย หนังคุณจะถูกแบน  นอกจากนี้คนไทยจะเป็นคนที่มีความสุขอย่างสมถะ ทำงานเหนื่อยแต่ไม่หนัก เพราะใจเบา โปร่ง ไม่กระหาย ไม่โลภ พอใจในสิ่งที่เรามีเราเป็น รถไฟบ้านเราขี้ ฉี่ ลงดินเหมือนร้อยปีที่แล้ว เราก็พอใจ เพราะเรามุ่งเน้นความเจริญทางจิตวิญญาณมากกว่าทางวัตถุ นอกจากนั้นคนไทยจะสนองนโยบายของรัฐด้วยการสร้างครอบครัวอบอุ่น วันๆยิ้มให้กัน  ชวนกันไปทำบุญ ไปวัด  ไม่ใช่ไปม็อบให้ถูกยิงตาย 

พ่อแม่คนไทย วันๆจะหมกมุ่นอยู่กับขับรถรับส่งลูก ไปโรงเรียนไปเรียนพิเศษ ไปทำกิจกรรมล้านเจ็ด รถจะติดมาก เพื่อให้เราหมดเวลาไปการอยู่บนถนน จะได้ไม่มีเวลามานั่งคิดเรื่องการเมือง หรือตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หรือตั้งคำถามในชีวิต ทำงานเหนื่อยแล้ว กลับบ้านเราจะดูข่าวที่เสพง่ายๆ สั้นๆ ไม่ซับซ้อน  จากนั้นก็ดูละครหล่อหลอมดวงวิญญาณ อ่านทวิตเตอร์จากพระชื่อดังเพื่อให้ได้มีสติก่อนนอน แล้วตื่นขึ้นมามีชีวิตในวันใหม่ ด้วยทวิตเตอร์ของพระรูปเดิม ที่ชี้ทางพบสุขอย่างง่ายๆแค่ชั่วต้มมาม่าสามนาทีแก่คนไทย

ชีวิตคนไทยจะมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เราจะไม่เดือดเนื้อร้อนใจ น้ำท่วม เราก็แก้ปัญหาด้วยการบริจาค  ภัยหนาวก็แก้กันด้วยการแจกผ้าห่ม  ปัญหาขายข้าวไม่ได้ราคาหรือน้ำท่วม ฝนแล้ว รัฐก็แค่จ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกร เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แก้ง่าย แก้เร็ว  ไม่ ต้องไปพัฒนาองค์ความรู้หรือคิดว่าทำอย่างไรน้ำจะไม่ท่วม ฝนจะไม่แล้ง หรือจะให้ชาวนาไทยเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการเกษตรอย่างไรเพื่อลดต้นทุนในการ ผลิต และให้การผลิตมีประสิทธิผลมากขึ้น อันนั้นไม่ทำ ยากไป แจกเงินดีกว่า ง่ายกว่า จากนั้นเราจะชินกับการมีภัยพิบัติทุกฤดู ทั้งภัยหนาว ภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม โดยไม่ต้องตั้งคำถามว่า ประเทศอื่นที่หนาวกว่าเรา ร้อนกว่าเรา ฝนตากมากกว่าจึงไม่มีภัยสามฤดูเหมือนกับเรา เพราะเราชินเสียแล้วว่า เทศกาลแจกผ้าห่มหรือการนั่งฮ. ช่วยเหลือน้ำท่วมนั้นเป็น festival  ประจำฤดูกาลที่มีการถ่ายทอดสดด้วย 

แนวโน้มการแก้ปัญหาในชีวิตของคนไทย  เป็นไปในลักษณะที่เข้าหามิติทางจิตวิญญาณมากขึ้น นับเป็นนิมิตหมายอันดี สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบไทยๆ นั่นคือ คนไทยจะหันมาแก้กรรมกันมากขึ้น เมื่อชีวิตมีปัญหา ผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีทักษะในการดูกรรม แก้กรรม แสกนกรรม จะทรงอิทธิพลมากขึ้นแทนที่นักการเมือง เพราะต่อไปนี้ปัญหาในชีวิตของเราจะไม่เกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ ระดับมหภาค ทีดีอาร์ไอจะค่อยๆลดบทบาทลงตามลำดับ เพราะคนไทยเข้าใจแล้วว่ารากเหง้าของปัญหาในชีวิตมักมาจากกรมตั้งแต่ชาติที่ แล้ว เช่น ผู้หญิงคนหนึ่งมีกรรมเก่าหนักมากเนื่องจากเป็นคนเปิดประตูให้พม่าเข้าเมือง ชาตินี้เธอจึงโดนผู้ชายหลอกครั้งแล้วครั้งเลา แม่ชีแนะนำให้เธอแก้กรรมด้วยการติดมู่ลี่หอยที่หน้าประตู เพื่อที่หอยจะเป็นฝ่ายตั้งรับแทน หอยของเจ้าตัว อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นปัญหาที่ผู้หญิงโดนหลอกมิใช่เรื่อง เจนเดอร์ หรือความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างหญิง ชาย  แต่เป็นเรื่องการเปิดประตูให้พม่าเข้ามามาตั้งแต่ชาติที่แล้ว 

ทางออกที่ลุ่มลึกกว่าการแก้กรรมของผู้ไม่งมงาย หากมีปัญหาในชีวิตก็ไปแสวงหาพระอาจารย์ในการไปวิปัสสนา ปล่อยวางเสีย นักการเมืองเลว ก็ช่างเขา เราทำดี เราไม่เลว เท่านี้เราก็จะช่วยประเทศชาติบ้านเมืองได้มากมาย 

ศาสนายังเป็นที่ล้างบาป คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ ใจโหดหิน รุกที่ป่า หากสามารถสร้างภาพพจน์ว่าเป็นผู้นั่งสมาธิ ถือศีล  ทำทาน ภาวนา เป็นประจำ ก็มีภาพพจน์ที่ดี ไม่ว่าทำเลวแค่ไหน นักร้อง ดารา ถ้ามีข่าวฉาวก็ไปบวชพระ บวชชีสักพัก ก็จะเอาชนะใจมหาชนได้ดังเดิม 

เมื่อเป็นเช่นนี้ดิฉันขอฟันธงว่าอนาคตของประเทศไทยจะสดใสเรืองรอง ประชาชนจะมีแต่ความสุข แม้อดอยากทางกายแต่ใจก็สงบ ชีวิตของพวกเราจะเรียบง่าย ลงตามลำดับ พวกเราจะค่อยๆละกิเลส ความอยากได้ใคร่มี เริ่มปลง และเลิกเปรียบเทียบประเทศเรากับประเทศอื่นๆ เพราะเราพอใจในสิ่งที่เราเป็น  หนักเข้าเราอาจจะเลิก เรียนภาษาต่างประเทศเพราะเราไม่อยากรับรู้ว่าประเทศอื่นพูดถึงประเทศเราว่า อย่างไร เพราะประเทศเหล่านั้นไม่ได้เกิดเป็นคนไทยมันไม่รู้หรอกว่า ความสุขของเราอยู่ที่ไหน  คนต่างชาติชอบเอามาตรฐานของตัวเองมาวัดแล้วประณามว่าเราเป็นรัฐทหารบ้าง ไม่เป็นปชต. บ้าง  ช่างคนเหล่านั้นเถิด เรายืนยันและภูมิใจในเอกลักษณ์ของเราที่ไม่เหมือนใครแค่นี้ก็เกินพอ 

สุดท้ายดิชั้นของเรียกร้องให้พวกเราที่อ่าน เขียนภาษาอังกฤษได้ ร่วมกันช่วยปกป้องชื่อเสียงของประเทศไทยด้วยการเขียนจดหมายภาษาอังกฤษส่งไป ยังสื่อต่างๆทั่วโลกเพื่อชี้แจงจุดยืนในการพัฒนาประเทศของเราให้ชาวโลกได้ รับรู้ ช่วยกันเผยแพร่คุณงามความดีแบบไทยให้คนต่างชาติตระหนัก ร่วมกันประณามการบิดเบือนข่างสารของประเทศไทยโดยสื่อต่างประทศที่ถูกทักษิณ ล้างสมอง  เรียกร้องให้โลกทั้งใบเคารพในวิถีทางการเมืองการปกครองแบบไทยๆที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนใครในโลกนี้ด้วย