ต่อยอดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้านเดินหน้าเอาผิดรัฐมนตรี

'เพื่อไทย' เดินหน้าเอาผิดรัฐบาล ต่อยอดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตั้งทีมกฎหมายวางคิวเชือด ขณะที่ 'ก้าวไกล' ย้ำต้องดำเนินการเอาผิดเดินหน้าต่อในกระบวนทางการเมืองและกฎหมาย พร้อมแนะจับตาแก้ รธน.

22 ก.พ.2564 เว็บไซต์พรรคเพื่อไทย รายงานว่า สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวความคืบหน้ากรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลที่ผ่านมาว่า จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่ารัฐมนตรีหลายท่านมีปัญหาไม่สามารถตอบข้อกล่าวหาได้ พรรคเพื่อไทยจึงตั้งคณะทำงานฝ่ายกฎหมายจากพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค เพื่อพิจารณาความผิดของรัฐมนตรีแต่ละบุคคล ว่าจะยื่นกล่าวหาใคร ลักษณะฐานความผิดใดนั้นจะมีเกณฑ์วินิจฉัยหลักอยู่ 2 กรณี คือเกณฑ์ความผิดทางอาญา และเกณฑ์ความผิดทางจริยธรรม และรัฐมนตรีท่านใดเข้าเกณฑ์มีหลักฐานเพียงพอก็จะนำหลักฐานไปยื่นให้หน่วยงานตรวจสอบที่เกี่ยวข้องตรวจสอบต่อไป แน่นอนว่า ต้องมีนายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลหลักแน่นอน และจะไปยื่นหลักฐานที่หน่วยงานใดนั้น ก็ต้องไปดูรายละเอียดต่อไปเพราะแต่ละรัฐมนตรีฐานความผิดไม่เหมือนกันก็จะมีรายละเอียดดำเนินแตกต่างกันไป ส่วนประเด็นวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภาวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์นี้ พรรคฝ่ายค้านมีความเห็นพ้องกันว่า ในวาระ 2 พรรคเพื่อไทยยืนยันดำเนินการตามที่ได้เคยแปรญัตติไว้แล้วก่อนหน้านี้ และเมื่อเข้าสู่วาระ 3 พรรคเพื่อไทย จะได้ปรึกษาหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอีกครั้งว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านจะมีมติต่อไปกันอย่างไร

ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทย มุ่งเป้าไปที่นายกรัฐมนตรี เรื่องการปฏิบัติหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เรื่องการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ท่านถัดมา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เรื่องเกี่ยวกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และการทุจริต ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง และใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ส่อไปในทางทุจริต ส่วนรัฐมนตรีท่านอื่นแม้จะยังไม่ยื่นแต่จะมีมาตรการตรวจสอบทางการเมืองต่อไป ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะตั้งคณะทำงานเพื่อสรุปประเด็นต่างๆ เพื่อนำไปสรุปเพื่อดำเนินต่อ

ขณะที่ ชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้า และคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภาวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์นี้ว่า ที่ประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านได้รับทราบความคืบหน้ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ผ่าน กมธ.มาแล้วว่ามีประเด็นสำคัญอะไรบ้าง และมีการสงวนความเห็นและแปรญัตติอย่างไรบ้าง แต่วันนี้ที่ประชุมตั้งข้อสังเกตว่า กรณีที่นายไพบูลย์ นำเรื่องยื่นรัฐสภาและรัฐสภาได้ส่งเรื่องไปศาล รธน. และศาล รธน. รับเรื่องไว้พร้อมกับมีข่าวว่าจะเชิญบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐธรรมนูญ 4-5 ท่าน มารับฟังความคิดเห็นดังที่ปรากฏในข่าวเช่น นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นต้น เราเห็นว่าบุคคลดังกล่าวเหล่านั้นล้วนมีส่วนในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งสิ้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้มากน้องเพียงไรควรต้องมีความเห็นที่หลากหลายจากนักวิชาการมหาชน ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐธรรมนูญ ซึ่งในอดีตก็เคยมีผู้แสดงความเห็นไว้จำนวนมาก พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงให้คณะทำงานยกร่างหนังสือ ถึงศาลรธน. ขอความกรุณาให้ศาลได้ฟังความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิให้กว้างขวางมากขึ้นกว่านี้ เพื่อเป็นประโยชน์กับประชาชน โดยน่าจะรับฟังความเห็นจากนักกฏหมายด้านกฏหมายมหาชนและอื่นๆ ว่า รธน. นี้จะแก้ไขได้หรือไม่อย่างไร เพื่อให้การแก้ไขได้รอบคอบมากกว่านี้

ไทยพีบีเอส รายงานเพิ่มเติมด้วยว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า จะต้องดำเนินการเอาผิดเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับประชาชน และเดินหน้าต่อในกระบวนทางการเมืองและกฎหมาย ไม่ว่าจะยื่น ป.ป.ช., ศาลรัฐธรรมนูญ, ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะจะต้องกระตุ้นให้สังคมรับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะพรรคก้าวไกลเตรียมลงพื้นที่ที่ได้อภิปรายในช่วงการปิดสมัยประชุมนี้

ส่วน วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า หากศาลฎีการับคำร้อง รัฐมนตรีจะต้องยุติปฏิบัติหน้าที่ทันที ซึ่งที่ผ่านมาก็มีธรรมเนียมปฏิบัติให้เห็นอยู่ ก่อนจะย้ำว่าพรรคการเมืองฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ จนถึงที่สุดตามที่ประชาชนมอบอำนาจให้

แนะจับตาแก้ รธน.- ห่วงแก้ รธน.ใช้เสียง 500 คน

รังสิมันต์ โรม ส.ส.ก้าวไกล กล่าวว่า ให้จับตาการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 3 ประเด็น ที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ ได้แก่ 1. การกำหนดห้ามแก้หมวด 1-2 ทั้งที่มีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเรียกร้องให้แก้ไข ซึ่งหากไม่แก้ไข อาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ และจะไม่เป็นทางออกของปัญหาทางการเมืองอย่างแท้จริง 2. การกำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตต้องใช้เสียงเห็นชอบรัฐสภา 2 ใน 3 ในทางปฏิบัติค่อนข้างเป็นไปยาก ซึ่งหากเกิดปัญหาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐสภาจะไม่สามารถฝ่าวิกฤตไปได้

และ 3. กรณีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ส.ส.ร. หากร่างไม่ผ่านประชามติ ซึ่งอาจไม่ได้หมายถึงประชาชนเลือกที่จะอยู่กับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ฉบับปี 2560 และแม้มีช่องทางการตั้ง ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้องใช้เสียงรัฐสภา 2 ใน 3 ให้ความเห็นชอบ เชื่อว่าเป็นเรื่องที่ยากในการดำเนินการ โดยตั้งข้อสังเกตว่าแนวทางการแก้รัฐธรรมนูญอาจจะต้องเกิดรัฐประหารถึงจะร่างใหม่ทั้งฉบับได้ ก่อนจะย้ำว่าพรรคฝ่ายค้านยืนยันการสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของประชาชน

ร.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ย้ำตรงกันว่าฝ่ายค้านห่วงเรื่องการแก้ไขที่จะต้องใช้เสียงรัฐสภาเห็นชอบ 500 คน ทั้งนี้ ในชั้นวาระที่ 2 ฝ่ายค้านในแปรญัตติไว้ ต้องมาชั่งน้ำหนักกันดู

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์