เปิดสไลด์ ‘พิธา’ อภิปรายลำดับเวลาสะท้อนปัญหาจัดการวัคซีน-ชุดตรวจโควิด

เปิดสไลด์ ‘พิธา’ อภิปรายไล่เลียงลำดับเวลาสะท้อนปัญหาจัดการวัคซีน-ชุดตรวจโควิด ตั้งแต่ ‘วัคซีนดี’ โดนเทลงอ่าวไทย ม้าเต็งไม่มาตามนัด ชิโนแวค ม้ามืดก็เลยกลายเป็นม้าหลักไป ชี้มาถึงจุดนี้เพราะหกเดือนก่อนสภาเลือก ‘ประยุทธ์’ ไม่เลือกประเทศ ถามใหม่ ครั้งนี้จะเลือก ‘ประชาชน’ หรือ เลือก ‘ระบอบปรสิต’ กัดกินอนาคต

 

3 ก.ย.2564 ทีมสื่อพรรคก้าวไกล รายงานการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล วันที่ 2 ก.ย.64  พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า 6 เดือนที่แล้ว ในเดือนกุมภาพันธ์ ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจและตั้งคำถามต่อสมาชิกในสภาว่า พวกท่านจะเลือก ‘ประเทศ’ หรือจะเลือก ‘ประยุทธ์’ ถ้าเลือกประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ คือ สลักแรกที่ต้องถอด แต่วันนั้นสภาเลือกประยุทธ์ หมายความว่าสภาแห่งนี้รับได้กับความไม่ชอบธรรม การทุจริตเชิงนโยบาย การเอื้อพวกพ้อง การแทรกแซงการทำงานของตำรวจและตั๋วช้าง วันนั้นมีผู้ติดเชื้อ 25,000 เสียชีวิต 82 คน รวมทั้งสองเดือนที่แล้ว ทุก 90 นาที มีคนฆ่าตัวตาย และเตือนรัฐบาลว่าประเทศที่มีความพร้อมแต่ปล่อยให้คนตายเป็นใบไม้ร่วง บีบคั้นมากเกินไป น้ำตาเวลาออกจากตามันเป็นน้ำ แต่ถ้าตกถึงพื้นเมื่อไหร่ก็ลุกเป็นไฟ วันนั้นมีผู้ติดเชื้อ 230,000 คน เสียชีวิต มากกว่า 2,000 คน ถึงวันนี้ เดือนกันยายน มีผู้ติดเชื้อ 1.2 ล้านคน ผู้เสียชีวิตจำนวน 12,103 คน ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 4,800 % เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 14,000 % นี่คือราคาที่สภาแห่งนี้และประเทศต้องจ่าย จากเวลาที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจห่างกันแค่ 6 เดือน

‘วัคซีนดี’ โดนเทลงอ่าวไทย  

พิธา ยังได้อภิปรายต่อไปว่า ตลอดสองวันของการอภิปรายที่ผ่านมาชุดคำตอบของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลบอกว่า ทำอย่างเต็มที่แล้ว นายกฯไม่เคยต้องไปขอวัคซีนใคร วัคซีนเป็นของหายาก วัคซีนเป็นสิ่งที่ทุกประเทศต้องการ ตลาดวัคซีนเป็นของผู้ผลิต ไม่มีบริษัทไหนพร้อมขาย การเข้าโคแวกซ์ไม่มีประโยชน์ มีเพียงยี่ห้อเดียวที่พร้อมส่งคือชิโนแวค แต่รัฐบาลกลับไม่มีคำตอบให้กับคนที่ถามว่าทำไมคนที่ตายต้องเป็นพ่อของเขา แม่ของเขา ทำไมหมอจึงไม่สามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้ ทั้งๆ ที่อยากช่วย

พิธา กล่าวต่อว่า เพื่อหาคำตอบต่อความล้มเหลวในการบริหารจัดการวัคซีนของรัฐบาล จะต้องหาด้วยการย้อนกลับไปมองว่าโลกพูดกับไทยว่าอะไรเพื่อให้เห็นภาพทั้งหมด นั่นก็คือการย้อนกลับไปมองผ่าน ‘การทูตวัคซีน’ ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจที่ขอตั้งเป็นข้อกล่าวหาต่อรัฐบาลว่า ตั้งใจเทวัคซีนคุณภาพและเทไมตรีจิตลงอ่าวไทย และกล้าพูดได้เลยว่าไม่ใช่รัฐบาลที่ต้องไปตามไฟเซอร์ในช่วงที่ผ่านมา แต่เป็นไฟเซอร์ต่างหากที่ต้องตามไทย โดยเราได้เทโอกาสนี้ทิ้งไป

“เดือนกันยายน 2563 มีโทรเลขจากสถานทูตไทยในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ส่งกลับมาว่า บริษัท Pfizer พยายามติดต่อทั้งกรมควบคุมโรค ทั้งสถาบันวัคซีน เรื่องการจองวัคซีน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ก็คือ 1 ปีกับอีก 2 เดือนที่แล้ว Pfizer พยายามติดต่อกับรัฐบาล แต่ไม่ได้รับคำตอบ ไม่ติดต่อกลับ ในการหาวัคซีนที่มีคุณภาพชนิด mRNA ลองไปดูรัฐบาลอื่นเขาตามกันเต็มที่ อิสราเอล นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู โทรไปหา  Pfizer ถึง 30 ครั้ง หรืออย่างญี่ปุ่น ผู้นำบินไปพบด้วยตัวเอง แต่รัฐบาลไทยในเรื่องการจัดหาวัคซีนที่ผลเป็นแบบนี้ อย่างน้อยสุดคือเกียร์ว่าง อย่างมากที่สุดคือตั้งใจที่จะไม่พิจารณาม้าตัวนี้ ต้องขอโทษที่ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่การแทงม้าตัวเดียว แต่คือ การล็อกผลม้า เดือนพฤศจิกายน 2563 Pfizer แจ้งเตือนมาอีกครั้ง บอกให้ประเทศไทยรีบไปจองวัคซีน เพราะความต้องการทั่วโลกสูง เป็นห่วงว่าเราจะจองไม่ทัน แต่รัฐบาลของเราก็ไม่สนใจตอบกลับทั้งที่เขาแทบจะใส่พานให้รัฐบาลไทยด้วยซ้ำ”

พิธา กล่าวต่อไปว่า  ไม่ใช้แค่ Pfizer  เท่านั้นที่ไทยไม่ตอบ แต่จากหลักฐานเอกสารการสื่อสารระหว่างรัฐบาลไทยกับ  COVAX เขาก็เป็นห่วงเราเช่นกัน เขาตามแล้วตามอีกว่าเราจะเข้าร่วมหรือไม่ แต่สิ่งที่รัฐบาลไทยทำคือคุยกันอยู่ดีๆ ก็หายไปเป็นเดือนๆ ไม่ตอบเขาว่าจะเอาอย่างไร ที่ทำเช่นนี้จึงไม่รู้ว้าเกียร์ว่างหรือแค่ไม่มีมารยาทในการทำงาน ในขณะที่ประเทศอื่นต้องไล่โทรทำงานเชิงรุก แต่ประเทศไทย กำลังมีคนเสียชีวิตมหาศาลกลับทิ้งโอกาสไป 

ช่วงต่อมา วันที่ 22 เม.ย. เบื้องหน้ารัฐบาลให้ข่าวแสดงความมั่นใจว่า เป็นศูนย์กลางการผลิตวัคซีนที่มีคุณภาพและพร้อมส่งออก แต่เบื้องหลังคือ 2 วันหลังจากนั้น กระทรวงต่างประเทศไปติดต่อขอบริจาควัคซีน ติดต่อสถานทูตอเมริกาในไทย ขอบริจาควัคซีน AstraZeneca เฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน 1 ล้านโดสภายในเดือนพฤษภาคม อีก 2 วันถัดมา ขอบริจาคเพิ่มอีก 10 ล้านโดส ในไตรมาสที่สาม

“ในวันนั้นกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ บอกว่าพร้อมที่จะช่วย แต่จะช่วยผ่าน COVAX  เช่นเดียวกัน หรือต่อมาไทยหารือเรื่องการบริจาควัคซีน Sanofi ของฝรั่งเศส ทางฝรั่งเศสก็บอกไทยว่าจะบริจาคผ่าน COVAX ทั้งที่เรามีโอกาสได้ทั้ง AstraZeneca และวัคซีนของ Sanofi แต่การยืนยันไม่ยอมกลับลำเข้า COVAX ทำให้เสียโอกาสนี้ไป”

พิธา ยังกล่าวถึง ปัญหาการทูตวัคซีนในอีกประเด็นว่า มาจากความไร้เอกภาพของรัฐบาล ซึ่งในประเทศก็ปรากฏข่าวที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องหย่าศึกระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงสาธารณสุข  ซึ่งในสถานการณ์ที่มีคนตายวันละ 200 คนเหมือนเครื่องบินตกทุกวันเช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีภาวะผู้นำทำให้มือซ้ายกับมือขวาประสานกัน แต่การปรากฏเหตุการณ์เช่นนี้จึงไม่สามารถไว้วางใจได้

“เมื่อประติดประต่อเบื้องหน้าเบื้องหลังแล้ว สาเหตุที่สถานการณ์เดินมาถึงจุดนี้ เพราะเทม้าตัวอื่นทิ้ง พอม้าเต็งไม่มาตามนัด ชิโนแวค ม้ามืดก็เลยกลายเป็นม้าหลักไป” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุ

ความน่าเชื่อถือสำคัญที่สุด

“วัคซีนหลักไม่ใช่แค่เรื่องประสิทธิภาพ ราคา จำนวน เวลา แต่มันคือความน่าเชื่อถือ เพราะวัคซีนคืออาวุธสำคัญที่จะสยบวิกฤตนี้ ดังนั้น ต้องดูว่ามันน่าเชื่อถือหรือไม่”

พิธา กล่าวในประเด็นนี้ว่า ได้มีการอภิปรายไปแล้วว่า บริษัทผลิตวัคซีนชิโนแวคเคยมีประวัติในเรื่องการติดสินบนต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2002 - 2011 ไม่ว่าวัคซีนไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู รวมทั้งยังเป็นบริษัทที่หลักฐานปรากฎว่ามีเงินทอนจากการซื้อขายในวัคซีนต่างๆ อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจบริษัทเอกชนแต่คือการอภิปรายนายกรัฐมนตรี จึงมีคำถามว่า การเลือกบริษัทที่มีประวัติแบบนี้มาเป็นวัคซีนหลักได้คิดรอบด้านแล้วหรือยัง เพราะตอนนี้อาวุธสำคัญในการสยบโควิดคือวัคซีน เพราะไม่ว่าจะมีแผนกี่แผนแต่ก็แค่แผน เพราะช่วงที่เราต้องการที่สุด มันไม่มาถึง เราเทวัคซีนตัวอื่นที่มีคุณภาพทิ้ง ชิโนแวคจึงเป็นม้ามืด เป็นยี่ห้อหลัก ความผิดพลาดและความพังพินาศที่ต้องยอมรับก็คือ ชีวิตของคนมากกว่า 12,000 คน พวกเขาฟื้นกลับมาไม่ได้

หวั่นจัดซื้อ ATK ซ้ำรอยเส้นทางชิโนแวค

พิธา กล่าวว่า ประเด็นที่ต้องพูดก่อนก็คือชุดตรวจโควิด ATK  (Antigen Test Kit) เข้าสู่ไทย ช้าไป น้อยไป สายไป ซึ่งเรื่องนี้พรรคก้าวไกลได้พูดและนำเอาไปใช้ตั้งแต่รัฐบาลยังบอกว่าการตรวจแบบนี้ไม่แม่นยำ และต้องเน้นย้ำไว้ด้วยว่าต้องใช้ของมีคุณภาพ ซึ่งเราได้นำชุดตรวจไปตรวจพันชุดพบว่าผู้ติดเชื้อ 70 คน มีการยืนยันอีกครั้งด้วยการตรวจแบบ RT-PCR จึงยืนยันว่าการตรวจด้วย ATK สามารถนำมาใช้ได้และจำเป็นต้องนำมาใช้

“เราเห็นด้วยว่าต้องใช้ของมีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ เห็นด้วยว่าต้องเอาของคุณภาพและเน้นคุณภาพ ประสิทธิภาพ เพราะการแปรผลแม้ผิดนิดเดียวก็มีผลต่อการแพร่กระจายเชื้อ  ซึ่งก่อนหน้านี้มี ATK จากจีน ยี่ห้อหนึ่ง อย.อนุมัติให้นำเข้า แต่ต่อมา นายอนุทิน ชาญวีระกุล ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ อย.ว่าผ่านเข้ามาได้อย่างไร เพราะมีปัญหาแปรผลผิดพลาดที่สเปนและสหภาพยุโรป ซึ่งถ้าจะใช้บรรทัดฐานนี้ก็ต้องนำมาใช้กับ ATK  8.5 ล้านชุดจากจีนยี่ห้อ Lepu ด้วย”

พิธา ชี้ว่า ได้หาข้อมูลจากทาง FDA หรือ อย.สหรัฐเพื่อตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไร เพราะบางคนบอกว่ายี่ห้อนี้ถูกสหรัฐสั่งเก็บ บริษัทไม่ได้เน้นธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการแอบลักลอบนำเข้า ข้อเท็จจริงพบว่า บริษัทนี้มีธุรกิจในสหรัฐ และสาเหตุที่ต้องเก็บคืนได้เขียนว่า ชุดตรวจนี้แปรผลผิดพลาดไม่ใช่เรื่องการลักลอบแต่อย่างใด อีกทั้ง FDA ยังได้ส่งเอกสารไปถึงบริษัท Lepu ในจีนเพื่อแจ้งว่ามีปัญหาการแปรผล ดังนั้น เมื่อ ATK จากจีนยี่ห้อก่อนมีการท้วงว่าแปลผลผิดพลาด กรณีนี้ก็เช่นกันยี่ห้อเดียวกับที่ไทยจัดซื้อชุดตรวจ 8.5 ล้านชิ้น ยี่ห้อนี้ได้มีการถูกทักท้วงจากสหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ และอินเดีย ก็น่าจะต้องทำเหมือนกรณีแรกคือการตั้งกรรมการตรวจ อย. และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่าให้ผ่านมาได้อย่างไร นอกจากนี้ Lepu ก็มีประวัติการติดสินบนเช่นเดียวกับชิโนแวค คำถามเดิมจึงกลับไปที่นายกฯและรัฐบาลว่าทำไมจึงไว้ใจบริษัทที่มีประวัติเช่นนี้ได้ รวมทั้งขอให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนด้วยบรรทัดฐานเดียวกัน การซื้อวัคซีนก็ผิดพลาดแล้ว ยังมีเรื่องชุดตรวจอีก ที่ดูเหมือนว่าจะซ้ำรอยกับวัคซีนด้วยเหตุนี้ตนจึงไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ที่ผิดแล้วผิดเล่า ผิดซ้ำผิดซาก

ทะลวงเครือข่าย ‘ปรสิต’ กินรวบ

พิธา ยังได้อภิปรายในอีกประเด็นหนึ่งว่า  กลุ่มคนที่เลือกมาไม่กี่สิบคนที่จะมากุมชะตาชีวิตพวกเราน่าไว้วางใจแค่ไหน นายกรัฐมนตรีมีภาวะผู้นำแค่ไหนที่จะเอาคนมาแก้วิกฤติที่ยากที่สุดในรอบ 100 ปีของประเทศไทยหรือไม่ ตนก็ไปไล่ดูรายชื่อคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ คณะกรรมการองค์การเภสัชกรรมในขณะที่ตรวจสอบอยู่นั้น มีเอกสารฉบับหนึ่งของกองทุน ป.ป.ช. รายงานที่พึ่งเผยแพร่ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ โดยรายงานนั้นชื่อว่า การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมของนักการเมืองไทยตั้งแต่ปี 2550 - ปัจจุบัน เขียนไว้ว่า เครือข่ายจากหลักสูตรพิเศษในรัฐสภาสูงสุดตามลำดับดังนี้ 1. สมาชิก คสช. ยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 2. สมาชิกรัฐสภาชุดที่ 25 ยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และหากให้ความเป็นธรรมอาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ที่มีความสัมพันธ์กัน เหมือนที่มีการนำเสนอข่าวกันไปแล้วว่า รัฐมนตรีกับผู้บริหารบริษัทเอกชนที่นำเข้าชุดตรวจ ATK เรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรหรือ วปอ.61 รุ่นเดียวกัน อาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ และที่เอาของมาบริจาคก่อน 1 วันที่จะมีการเปิดซองประมูลก็อาจเป็นเรื่องบังเอิญอีกเหมือนกัน เรื่องที่มีการเคยซื้อเครื่องบินมีความสัมพันธ์อันดีกันก็อาจเป็นเรื่องบังเอิญเช่นเดียวกัน

จากรายงานที่กล่าวไปเมื่อสักครู่ พิธา กล่าวต่อไปว่า ในรายงานเขาก็เขียนว่า ข้อมูลที่พบความเชื่อมโยงและเครือข่ายจากการศึกษาชิ้นนี้ไม่ได้เป็นการบ่งบอกว่าในยุคใดมีการโกงหรือคอร์รัปชันสูงที่สุด แต่เป็นเพียงการศึกษา Social Network Analysis เพื่อดูว่าในรัฐสภาแต่ละยุคมีความหลากหลายมากน้อยแค่ไหน และมีการเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์แต่ละยุคเป็นอย่างไร หรือหากมีเครือข่ายในทางใดทางหนึ่งเยอะเป็นพิเศษก็อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายนั้นในการเอื้อผลประโยชน์ให้พวกพ้องหรือเครือญาติตัวเองได้มากขึ้นเช่นกัน

พิธา กล่าวต่อในประเด็นนี้เพิ่มเติมว่า ในรัฐสภาไทยพบเครือข่ายที่เยอะที่สุดมาจาก ครอบครัวและเครือญาติ และเครือข่ายลำดับถัดมาคือ เครือข่ายโรงเรียนเตรียมทหาร และเครือข่ายลำดับถัดมาคือเครือข่ายหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ตนก็เลยลองนำข้อมูลมาตรวจสอบดูและก็เอาสิ่งที่เกิดขึ้นกับคณะกรรมการที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนเลือกมาเพื่อดูแลทั้งวัคซีนและชุดตรวจ ATK ที่พูดไปแล้วในเบื้องต้น ปรากฎว่าคณะกรรมการที่เห็นชัดคือ คณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม โดยคณะกรรมการนี้เมื่อจัดหมวดหมู่พบว่า มีกลุ่มคนอยู่ 3 ประเภท 1.เครือข่ายญาติและพี่น้องของรัฐบาล มีพี่ชายรัฐมนตรี มีสามีรัฐมนตรี เป็นคณะกรรมการ กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่รู้เรื่องด้านนี้มากเกินไป มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำงานให้กับเจ้าสัวที่มีอุตสาหกรรมบริษัทยา และกลุ่มที่ 3 คือ มาจากภาควิชาการบ้าง มาจากภาคเอกชนบ้าง มาจากข้าราชการบ้าง ก็ไม่แน่ใจว่ามีความรู้ความสามารถด้านยาหรือไม่ อันนี้ไม่ใช่หน้าที่ของตน เพราะไม่ได้จะมาอภิปรายพวกเขา แต่ส่วนใหญ่แล้วมีความเหมือนกันนั่นอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้อีกเหมือนกัน คือมีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจผ่านทาง วปอ. ผ่านทางเครือข่ายโรงเรียนมัธยมโรงเรียนหนึ่ง ผ่านทางบริษัทรับเหมาก่อสร้างบริษัทหนึ่ง และมีภาคเอกชนที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นทั้งคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม และเคยเป็นกรรมการที่ทำเกี่ยวกับสายการบิน ในอีกกระทรวงหนึ่ง และบางคนนั่งในกรรมการนี้และยังนั่งอยู่ในกรรมการที่ดูแลเรื่องทางด่วน ในอีกกระทรวงหนึ่งด้วย

“ถ้าหากรู้หลายเรื่อง รู้เกี่ยวกับเรื่องยาจริง สามารถตัดสินใจได้โดยไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ตัดสินใจโดยคิดถึงประชาชนส่วนใหญ่ อันนี้ผมไม่มีปัญหา แต่ผมต้องถามนายกรัฐมนตรีว่าท่านไว้วางใจกลุ่มคนเหล่านี้หรือไม่ ที่จะให้ตัดสินใจแทนท่าน ให้คำปรึกษาท่านในเรื่องของการซื้อวัคซีนซีโนแวคก็ดี ในเรื่องการซื้อชุดตรวจ ATK ก็ดี ในช่วงที่วิกฤติขนาดนี้เราต้องการคนที่เขาเก่งที่สุดในประเทศไทยในเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่หรือ ที่จะเป็นคนตัดสินใจว่าควรจะเอายาแบบไหน วัคซีนแบบไหน อุปกรณ์แบบไหน วัคซีนแบบไหน ยาแบบไหน ที่ประเทศไทยควรจะมีเพื่อรักษาชีวิตของเพื่อนร่วมชาติให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมคิดว่าประเทศไทยทำได้ดีกว่านี้” พิธา กล่าว

ถึงเวลาเลือกใหม่ ‘ประชาชน’ หรือ ‘ปรสิต’

“ด้วยเหตุที่เป็นจึงเข้าใจคนที่ออกมาชุมนุม ความเครียดแค้นมันพิเศษ มันไม่ใช่ความเศร้าหรือโมโห แต่มันอยู่ในใจ เรียนจบมาก็ไม่มีงานทำ พอมาเรียกร้องวัคซีน เรียกร้องเยียวยา ก็โดนกระสุน พอบอกให้สู้อย่างตรงไปตรงมาอย่าเอาสถาบันมาแอบอ้างเป็นเกราะกำบังก็กลับทำตรงกันข้าม เห็นเขาเป็นศัตรู แทนที่จะขอโทษไปแก้ปัญหา เพื่อจะไม่กลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตและซ้อนวิกฤต ไม่เป็นระบอบปรสิต เป็นพยาธิที่คอยกินอาหารในท้องพวกเขาไป

“แล้วจะไปกันอย่างไร คราวที่แล้วถามผิด และถามแค่ในสภาว่าจะเลือกประยุทธ์หรือประเทศ ซึ่งแต่ถามแคบไป ครั้งนี้ต้องถามใหม่ว่าระหว่างประชาชนกับปรสิตที่กินประเทศ เราจะเลือกอะไร และจะถามดังๆไปมากกว่าแค่สมาชิกในห้องนี้ คือถามกับพี่น้องประชาชนที่ได้โหวตเลือกพวกเรามาด้วย ว่าจะไว้ใจกับระบอบที่กัดกินประเทศไทยแบบอยู่แบบนี้หรือ

“ถ้าท่านเป็นนายทุนเป็นเจ้าสัว ได้สัมปทานการท่องเที่ยว มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าไม่มีคนมาเที่ยวประเทศไทยของท่าน?

“ถ้าท่านเป็นเจ้าสัวเจ้าของรถไฟฟ้า แต่ไม่มีคนนั่งอยู่ในรถไฟฟ้ามันจะมีประโยชน์อะไร ?

“ถ้าท่านเป็นเจ้าสัวธนาคาร เพียงเพื่อมีพนักงานเฝ้าอยู่หน้าเคาเตอร์ที่ว่างเปล่า มันจะมีประโยชน์อะไร?

“ถ้าท่านเป็นชนชั้นกลางที่คิดว่าไม่เดือดร้อน ไม่ได้ติดโควิด ยังมีงานประจำอยู่ เป็นข้าราชการมีเงินเดือนประจำ ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าในอนาคต ลูกหลานของท่านที่จะโตมา จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่ากับท่าน?

“มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าท่านเห็นแต่เพียงประโยชน์เฉพาะหน้าของตัวเอง แล้วเลือกความสบาย เลือกรับประโยชน์จากระบอบปรสิต หรือวางเฉยต่อมัน?

“สิ่งที่ผมได้พูดมาทั้งหมด คนที่ถูกกดขี่ละเลยมาเป็นเวลานานในประเทศไทย เขามีคำตอบในเรื่องนี้มานานมากแล้ว ว่าเขาต้องการอะไร ผมเชื่อว่าอนาคตของประเทศไทยดีกว่านี้ได้ มีรัฐบาลที่ดีกว่านี้ได้ นี่คือสิ่งที่พวกเราต้องเลือก เพราะท่านเห็นแล้วว่าการที่พวกท่านผลักเวลาออกไปถึง 6 เดือน ไม่ยอมเลือกตั้งแต่ตอนนั้น เลือกอะไรที่มันเป็นเรื่องเฉพาะหน้า เลือกสัมปทานเฉพาะหน้า คุณภาพชีวิตเฉพาะหน้า หน้าที่การงานเฉพาะหน้า มันมีราคาที่ต้องจ่ายในภายหลังอีกเยอะแยะมากมาย

“มาถึงตอนนี้ ผมถึงเรียกร้องให้สภาแห่งนี้ สังคมแห่งนี้ ประเทศนี้ ต้องเลือกว่าจะเอาชีวิตของประชาชนหรือเอาระบอบปรสิต ที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ต่อไป" หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวทิ้งท้าย

 

 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์