“วันนี้เราอยู่ในปี 2566 ก็มีความพยายามคิดอ่านประเมินกันว่า พรรคการเมืองที่อยากชนะเลือกตั้งต้องทำด้วยวิธีการรวบรวม สส.ให้เข้ามามากๆ รวบรวมเอาคนที่มีโอกาสชนะเลือกตั้งเข้ามามากๆ เสร็จแล้วก็เข้าไปมีอำนาจรัฐและแบ่งอำนาจรัฐมนตรีกัน ไม่คำนึงถึงความคิดอุดมการณ์ ทำนโยบายแบบเดิมซ้ำไปอีก เวลาลงคะแนนก็ถูกข่มขู่เชื้อเชิญบอกว่าให้ลงคะแนนอย่างมียุทธศาสตร์ ให้ลงคะแนนเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลชุดเดิมกลับมาได้อีกเพื่อเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี เวลาเราจะลงคะแนนเขาก็บอกว่าให้เราลงคะแนนด้วยความหวาดกลัวๆ ว่ารัฐบาลเดิมจะกลับมา ไม่ต้องลงคะแนนด้วยความหวัง เวลาเราจะตัดสินใจใดๆ ทำพรรคการเมืองแบบมวลชนที่ทุกคนเป็นเจ้าของ พวกเขาก็บอกว่าพรรคการเมืองแบบนี้อุดมคติเป็นไปไม่ได้ในประเทศไทย พรรคก้าวไกลออกแบบนโยบายกว่า 300 นโยบาย พวกเขาก็บอกว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน ไม่มีทางเป็นไปได้จริง เดี๋ยวขึ้นมามีอำนาจชนชั้นนำจารีตประเพณีก็จะเอาออกจากอำนาจอีก”
('ปิยบุตร' ปลุกอย่าปล่อยให้สังคมไทยถูกดึงกลับยุค ปชต.ครึ่ง-ทศวรรษ 2540)
คงต้องย้อนไปในวันที่พรรคอนาคตใหม่คือ “ความหวัง” ของการเมืองไทย ฉันเองก็เคยเชื่อเช่นนั้น และดีใจมากที่ประเทศไทยเราจะมีพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคประชาธิปไตยปีกอนุรักษ์นิยมและมีนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมคล้ายๆ พรรคแอลดีพีของญี่ปุ่น และมีพรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตยปีกสังคมนิยมแบบพรรคอนาคตใหม่ สองพรรคนี้จะเสริมแรงกันทำให้ประชาธิปไตยในประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น และหาจุดสมดุลของนโยบายทางเศรษฐกิจ เช่น ยังคงเป็นทุนนิยมเสรีนิยมแต่มีมิติของสวัสดิการโดยรัฐ หรือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการตัวเองได้อย่างอิสระ
ฉันเคยเชื่อเช่นนั้นและชื่นชมพรรคอนาคตใหม่ จนกระทั่งพวกเขาบอกว่าจะทำ “การเมืองใหม่” จนกระทั่งพวกเขาบอกว่าการเมืองใหม่ของพวกเขาคือการทำการเมืองแบบไม่ใช้เงิน และไม่มีการซื้อเสียงอย่างเด็ดขาดเพราะการซื้อเสียงคือ “การเมืองเก่า”
ฟังดูดีและตบหัวเข่าฉาดได้ง่ายๆ เลยว่า นี่แหละความหวังของประเทศ แต่ตัวฉันครางออกมาว่า “อ้าว สลิ่ม”
ไม่ได้แปลว่าฉันสนับสนุนการซื้อเสียง แต่การออกมาบอกว่านี่คือนิยามของการเมืองใหม่มันสะท้อนวิธีคิดและโลกทัศน์แบบ “ฉันเป็นคนดี” คนอื่นดำ ฉันขาว คนอื่นสกปรก ฉันสะอาด และขัดแย้งกับการโฆษณาว่า “เราต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง” เพราะหากสนใจปัญหาเชิงโครงสร้างจริงจะต้องรู้ว่า การซื้อเสียงขายเสียงหรือระบบอุปถัมภ์ในการเมืองไทยนั้นสัมพันธ์กับปัญหาเชิงโครงสร้าง และสัมพันธ์กับการสร้างเรื่องเล่ากับวาทกรรมว่าด้วยการเมือง “คนดี” มาเป็นเครื่องมือบ่อนเซาะทำลายให้ประชาธิปไตยและสถาบันพรรคการเมืองอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องต่างหาก
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันจึงเรียกพรรคสีส้มว่า “สลิ่มเฟสสอง” สิ่งนี้ไม่เกี่ยวกับการออกมาต่อต้านประยุทธ์หรือ 112 แต่มันคือวิธีการมองโลกแบบธรรมะกับอธรรม โดยเชื่อว่าตนเองและพวกคือ “ธรรม” ร่องรอยของโลกทัศน์เช่นนี้ยังปรากฏในความเคลื่อนไหว “มีกรณ์ไม่มีกู” หรือ “มีส้มไม่มีเทา” หรือการพร่ำพูดเรื่อง “ทลายทุนผูกขาด” อย่างเหวี่ยงแห ฉาบฉวย คิดอะไรไม่ออกก็ด่านายทุนกับเอ่ยคำว่าความเหลื่อมล้ำออกมาก็ดูฉลาดได้อย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ตามด้วยโลกทัศน์ธรรมะสู้กับอธรรมของพรรคสีส้มนี้เองที่ทำให้พรรคได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะมันคือโลกทัศน์ที่สอดคล้องกับโลกทัศน์กระแสหลักของสังคมไทยอยู่แล้ว
คนไทยชอบดูรายการคนค้นคน + โหนกระแส ฉันใด พรรคสีส้มก็ตอบสนองต่อแรงปรารถนาและความฝันของคนไทยโดยเฉลี่ยฉันนั้น ซึ่งไม่ได้แปลว่าโง่ ไม่ได้แปลว่าเลวร้าย ฉันแค่บอกว่า สิ่งที่เขาเป็นมันสอดคล้องกับ grand narrative ของสังคมไทย มีแค่เรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์กับปฏิรูปกองทัพที่เป็นทั้งปัญหาและเสน่ห์ของพรรคสีส้ม เพราะมันทำให้พรรคสีส้มได้ชื่อว่าเป็นพรรค progressive ได้ใจ intellectual community ไปพร้อมๆ กับถูกแปะป้าย (อย่างไม่ธรรม) ว่าเป็นพรรคล้มเจ้า
หากเราดูการเดินทางของพรรคสีส้ม เราจะเห็นว่า ช่วงที่เป็นพรรคอนาคตใหม่พวกเขาได้คะแนนนิยมจากโหวตเตอร์ของพรรคเพื่อไทยนั่นแหละ จนมีสำนวน “ตกปลาในบ่อเพื่อน” ความโดดเด่นของพรรคอนาคตใหม่คือมีความกล้าหาญ กล้าชน ท้าทาย กล้าพูดทะลุเพดาน ส่วนพรรคเพื่อไทยในวันนั้นใช้ยุทธศาสตร์ “แตกแบงค์พัน” ตั้งพรรคไทยรักษาชาติมารองรับกติกาการเลือกตั้งใหม่
คะแนนเสียงที่ได้มาในครั้งนั้น เกิดจากคะแนนนิยมต่อตัวพรรคเอง + คนเสื้อแดงเลือกส้มหนึ่งใบแดงหนึ่งใบ และเขตที่พรรคเพื่อไทยไม่ลง เพราะไม่คิดว่าพรรคไทยรักษาชาติจะถูกยุบจากการมีแคนดิเดตแห่งประวัติศาสตร์
ผลการเลือกตั้งออกมา พรรคเพื่อไทยได้ที่หนึ่งแต่ไม่พอที่จะตั้งรัฐบาลจึงจับมือกับพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวกันที่โรงแรมแลงคาสเตอร์พรรคเพื่อไทยจะหนุน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นนายกรัฐมนตรี และคนที่กล่าวชื่อธนาธรคือ ศรีนวล คำลือ สุดท้ายได้เสียงไม่พอ ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ กับชาติไทยพัฒนาไม่เอาด้วย พรรคพลังประชารัฐพลิกกลับมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่เป็นฝ่ายค้านร่วมกัน
ณ วันนั้นเป้าหมายมันชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่จับมือกันเป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตย ส่วนพรรคที่เหลือได้ชื่อว่าเป็น “นั่งร้านเผด็จการ” โหวต ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหาร เป็นนายกฯ ต่อ
ไม่นานหลังจากนั้นพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ธนาธร ปิยบุตรโดนตัดสิทธิทางการเมือง กลายเป็นพรรคก้าวไกล หัวหน้าพรรคคือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เลขาฯ พรรคคือ ชัยธวัช ตุลาธน มือขวาของธนาธร
วันวานที่ยังหวานอยู่ของพรรคเพื่อไทยกับก้าวไกลมีแรงหนุนส่งจากประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนเริ่มเบื่อรัฐบาลประยุทธ์ บวกกับความล้มเหลวในการบริหารประเทศในช่วงโควิด เกิดม็อบเยาวชน เกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่จากกระแสโบว์สีขาว เด็กมัธยมยังไม่ทน แล้วผู้ใหญ่จะเพิกเฉยได้อย่างไร
แกนนำนักศึกษาอย่างรุ้งหรือเพนกวินมีบทบาทสูงในการปลุกมวลชนให้ตื่น พร้อมๆ กับที่คนรุ่นใหม่หันไป revisit ขบวนการของคนเสื้อแดง เกิดภาวะที่ฉันอยากจะเรียกว่า “เสื้อแดง Renaissance” ฉันเองก็พลอยอิ่มอกอิ่มใจว่า ประวัติศาสตร์คนเสื้อแดงจะไม่ตกหล่นสูญหายแล้ว มีคนรุ่นใหม่มารับไม้ต่อแล้ว
คนจะตาสว่างกันทั้งแผ่นดิน
ภูมิทัศน์สื่อในช่วงนั้นเป็นอย่างไร?
สื่อกระแสหลักยังกล้าๆ กลัวๆ การทำข่าวม็อบคล้ายกับหรือเท่ากับการสนับสนุนขบวนการล้มล้างสถาบันฯ ในวันนั้น ภาพลักษณ์ของพรรคก้าวไกลยัง “น่ากลัว” สำหรับสื่อกระแสหลักอยู่ จุดนั้นเองที่กระแสความนิยมของ VoiceTV ขึ้นสู่จุดพีค การถ่ายทอดสดม็อบคนดูนับล้าน รายการสดคนดูไม่ต่ำกว่าห้าหมื่น ยอดดูคลิปล้านวิวกลายเป็นเรื่องปกติ จากช่องทีวีจัณฑาล กลายเป็นช่องทีวี “ปัญญาชนหัวก้าวหน้า” และ VoiceTV นี่แหละที่สนับสนุน เชียร์พรรคก้าวไกลอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูอย่างเป็นออร์กานิกส์ด้วย เพราะคนรุ่นใหม่ที่ทำงานในวอยซ์ต่างก็ชื่นชมพรรคก้าวไกล ไม่นับว่าคนในพรรคก้าวไกลหลายคนก็ไปจากวอยซ์ทีวี
วันนั้นเรามองว่าพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกลคือพันธมิตรของเพื่อไทย วันนั้นเรามองว่าจะผนึกกำลังกันสร้างประชาธิปไตยในประเทศนี้ให้แข็งแรง ตัวฉันเองแม้จะไม่ชอบความตื้นเขินในวิธีคิดของพรรคส้ม (การมองโลกแบบนักกิจกรรม) แต่ก็มองว่า มันคือความหลากหลายของคนการเมืองและเฝ้าดูพลวัตของพวกเขา
แต่ดูเหมือนจะมีรอยสะดุดระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกลอยู่เนืองๆ ต่างกรรมต่างวาระในขณะที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน
จุดหักเหสำคัญและเป็นโมเมนต์ที่ “นางแบก” ได้ถือกำเนิดขึ้นคือ เมื่อช่วงวันที่ 24 - 28 ก.พ. 2563 มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ปรากฏว่า เวลาที่ฝ่ายค้านได้รับการจัดสรรมา 21 ชั่วโมง หมดลง ทำให้ รังสิมันต์ โรม ไม่ได้อภิปราย ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในกรณีตั๋วช้าง ที่ปิยบุตรโพสต์ลงทวิตเตอร์หรือ X ว่า เป็นเรื่อง “คุณขอมา” ทำให้พรรคเพื่อไทยโดนรุมด่าอย่างหนักทางโซเชียลมีเดียว่า ไปฮั้วไปดีลกับประวิตร สกัดไม่ให้โรมอภิปราย ต้องระเห็จมาอภิปรายนอกสภา
“นางแบก” ก็ถือกำเนิดขึ้นจากเรื่องนี้ เพราะตัวฉันเองไปอธิบายข้อเท็จจริง (ความเผือก) เพราะตัวเองก็ร้อนใจเหมือนกัน จนต้องโทรไปถาม สส. ในพรรคหลายคนหลายเสียง รวมทั้งถามคุณสุทิน คลังแสง (ต้องโน้ตไว้ว่า ในเวลานั้น สส. เพื่อไทยยังไม่มีใครใช้ X หรือทวิตเตอร์เพื่อการสื่อสาร การ “สนทนา” โต้ตอบ ฟาดฟันทาง X ยังไม่เป็น norm อย่างในทุกวันนี้)
ปรากฏการณ์นี้ถูกบันทึกไว้โดยข่าวของ ผู้จัดการออนไลน์ สามารถเข้าไปอ่านได้ที่
“คำ ผกา” แหก “ติ่งส้ม” หลังปิยบุตรโร่ขอโทษหญิงหน่อยปมขัดแย้งอภิปรายไม่ไว้วางใจ
หลังจากเหตุการณ์นั้น “คำผกา” ก็ถูกเรียกว่า “นางแบก” และกองเชียร์สีส้มเรียกคนที่ออกมาแก้ต่างให้พรรคเพื่อไทยว่า “นางแบก” คงหวังว่าจะทำให้อับอาย ที่ไหนได้คำว่า “นางแบก” กลายเป็นมีม และกลายเป็นสิ่งที่ผู้สนับสนุนพรรรคเพื่อไทยย้อนศรเอามาใช้เรียกตัวเองด้วยความภูมิใจเหมือนคำว่า “ควายแดง” หรือ “อึ่งไข่” พลิกสถานการณ์กลับจากถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามกลายมาเป็นชื่อเรียกและ empowering
ส่วน “นางแบก” ทำไมจึงมาเป็นนางแบก? นางแบกไม่ได้เกิดมาเพราะรักพรรคเพื่อไทย แต่นางแบกเกิดขึ้นมาเพราะคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่งทนไม่ได้ที่พรรคเพื่อไทยชอบนิ่งเป็นอีเย็นไม่ตอบโต้เวลาเจอการใส่ร้ายป้ายสี หรือการถูกโจมตีด้วยวิธีการพูดความครึ่งเดียว พูดง่ายๆ ว่า นางแบกไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความรัก แต่นางแบกเกิดขึ้นเพราะความรำคาญ
นั่นคือรำคาญการสื่อสารของพรรคเพื่อไทยในยุคนั้น (กว่าจะมี ศึกษิษฏ์)
ฉันไล่เรียงเหตุการณ์มาอย่างหยาบๆ ว่า ทางแยกของพรรคเพื่อไทยกับพรรคส้ม อนาคตใหม่/ ก้าวไกล มันแยกกันตรงที่พรรคส้มมักมีวิธีพูดที่ทำให้คนเห็นว่า พรรคเพื่อไทยมันเก่า มันแก่ มันล้าหลัง มันทำการเมืองระบบบ้านใหญ่ นายใหญ่ มันคอยแต่จะฮั้ว จะดีล ได้อำนาจมาตอนยิ่งลักษณ์ก็จะทำนิรโทษกรรมเหมาเข่ง เป็นรัฐบาลแล้วก็ไม่ยอมไปศาลอาญาระหว่างประเทศ ไม่ยอมต่อสู้เพื่อความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง คอยแต่จะดีล จะกราบ จะหมอบ หวังแต่จะได้ “อำนาจ” แต่ไม่ยอมเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ เพราะขี้ขลาด ไม่จริงใจต่อประชาชน เหยียบศพเสื้อแดง ฯลฯ
ในวันที่เป็นพรรคก้าวไกล ปิยบุตรมักจะใช้อุปมาอุปไมยว่า พรรคเพื่อไทยเล่นการเมืองบน “ความกลัว” ส่วนพรรคก้าวไกลเล่นการเมืองบน “ความหวัง”
ประชาชนฟังแล้วก็ฮึกเหิม พรรคเพื่อไทยคิดแต่เรื่องปากท้อง ประชานิยม เศรษฐกิจ ส่วนพรรคก้าวไกลเต็มไปด้วยทะเยอทะยาน เศรษฐกิจปากท้องเป็นกายหยาบ ผู้กล้าต้องทะลุ “ฝ้า” เปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศ ต้องกล้าทำเรื่องยากๆ ต้องกล้าพูดในเรื่องที่คนอื่นไม่พูด ต้องพาประเทศออกจากระบบอุปถัมภ์ พอกันทีการเมืองบ้านใหญ่และการใช้เงินในการเลือกตั้ง
หันกลับมาที่พรรคเพื่อไทย มันก็ยังพูดอะไรเชยๆ ในแบบเพื่อไทย เช่น “ก่อนจะนิ่งพี่กลิ้งมาก่อน”
ในขณะที่พรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล มักจะพูดเรื่อง
“ประกาศปักธงทางความคิด” หรือ “การเมืองคือความเป็นไปได้ คือการสร้างจินตนาการใหม่ คือการทำในสิ่งที่คนเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้”
ในวันที่เพื่อไทยยังมีอดีตนายกฯ 2 คนลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ถูกทุบ ถูกยุบพรรค ถูกตัดสิทธิทางการเมือง บุคลากรของพรรคติดคุกครั้งแล้วครั้งเล่า มวลชนของพรรคที่เป็นคนเสื้อแดงตาย ติดคุก สิ้นเนื้อประดาตัว ลี้ภัย ตายก็หลายสิบศพ ไม่ใกล้ไม่ไกล นิสิต สินธุไพร พ่อของ สส.น้ำ และ สส.เบียร์ ยังลี้ภัยในขณะที่ลูกเป็น สส. ด้วยซ้ำ
ฉันกำลังจะบอกว่า ในสภาวะเช่นนี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่ในจุดที่จะผลักดันประเด็นที่แหลมคมทางการเมืองได้เหมือนพรรคก้าวไกล ทุกอย่างต้องทำด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ แตะไปตรงไหนก็มีแต่แผล มีแต่ความบอบช้ำ สิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำคือกลับไปหาจุดแข็งเดิมของตัวเอง คือ เน้นนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งฉันเคยอธิบายแบบอุปมาอุปไมยเอาไว้ว่า การโค่นต้นไม้ใหญ่มันเสี่ยง ทำไม่ดี ทำไม่ระมัดระวัง โค่นลงมาแล้วล้มทับคน กิ่งไม้ฟาดลงมาบนบ้านเรือนผู้คน มีคนเจ็บคนตาย จะรับผิดชอบได้ไหม วิธีการของเพื่อไทยคือไม่โค่นต้นไม้ใหญ่ แต่ขอถางหญ้า ตัดเล็มกิ่งที่เป็นส่วนเกินเพื่อให้แสงแดดตกลงมาถึงพื้น เปิดโอกาสให้ต้นไม้ใบหญ้าเล็กๆ ที่อยู่กับพื้นได้รับแสง ได้รับอากาศ และชูช่อแตกดอกออกผลบ้าง
อัตลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยกับก้าวไกลจึงแตกต่างกันอย่างชัดเจน
พรรคเพื่อไทย เน้นประนีประนอม ไม่แตกหัก ไม่ไปเล่นในเกมสุ่มเสี่ยง
พรรคก้าวไกล เป็นสัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ ไม่ก้มหัวให้กับความอยุติธรรม ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมเชิงโครงสร้าง ตายสิบเกิดแสน ยักไหล่แล้วไปต่อ ไม่ยี่หระ ไม่กลัว เป็นผู้กล้า ผู้ทรนง
ในการรับรู้ของสังคม พรรคเพื่อไทยขี้ขลาด ฮั้ว ดีล ส่วนพรรคอนาคตใหม่/ ก้าวไกล คือผู้กล้าหาญ ผู้ท้าชน ผู้ไม่สยบยอม ผู้แสวงหาความเป็นธรรมและความเสมอภาค
จากจุดนี้เองที่สังคมชนชั้นกลางไทยที่เพิ่งตื่นจากหลับใหล เปลี่ยนจากผู้สนับสนุนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สาวกสุเทพ กปปส. อดีตโหวตเตอร์พรรคประชาธิปัตย์ เกิดตื่นรู้ขึ้นมาว่า เราสามารถชุบตัวจากสลิ่มนกหวีดไปเป็นคนหัวก้าวหน้ากว่าใครได้ง่ายๆ เพียงหันมาเป็นกองเชียร์พรรคก้าวไกล เพราะคุณสมบัติของพิธาดูรวมๆ แล้วเก๋ไก๋เหมือนอภิสิทธิ์เมื่อแรกเล่นการเมือง แถมยังรอดพ้นจากการเป็น “ควายแดง” โดยละม่อม เพราะพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกลให้ option กับเรามาแล้ว
“คุณก็เป็นผู้รักประชาธิปไตยและความเป็นธรรมได้ โดยไม่ต้องเป็นเสื้อเหลือง แถมยังได้เกลียดทักษิณเท่าเดิม”
โอ้โห นี่มันพรรคการเมืองในฝันชัดๆ
จากสลิ่มสนับสนุนรัฐประหาร ใส่ตระกร้าล้างน้ำกลายเป็นคนกระดูกสันตรงกว่าคนเชียร์เพื่อไทยได้ในชั่วข้ามคืนเพียงเพราะเป็น “ด้อมส้ม”
ส่วนพรรคเพื่อไทย โหวตเตอร์เพื่อไทย นางแบก กลับไปอยู่จุดเดิมคือ ทาสทักษิณ พวกเห็นแก่ปากท้องเหนืออุดมการณ์
ในอดีตพรรคเพื่อไทยเชื่อมโยงกับคนเสื้อแดง เชื่อมโยงกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่ในปัจจุบันเมื่อมีพรรคก้าวไกล แทนที่ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะเข้มแข็งขึ้น คนรุ่นใหม่ที่ทำให้เกิด Renaissance ของประวัติศาสตร์คนเสื้อแดง สร้างเรื่องเล่าขึ้นมาใหม่ว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่สู้ไปกราบไป พรรคเพื่อไทยทรยศต่อมวลชน เรื่องเล่านี้ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อแกนนำเสื้อแดงอย่าง อ.ธิดา หมอเหวง กล่าวกับสังคมว่า
“ในวันที่เสื้อแดงสิ้นหวังกับพรรคเพื่อไทย” (เปิดใจ หมอเหวง ในวันที่เสื้อแดงไร้ความหวังกับเพื่อไทย ขอก้าวไกล ทวงความยุติธรรมปี 2553 | TODAY)
ปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคก้าวไกลสร้างภาพจำนี้สำเร็จ เพราะวาทกรรมเช่นนี้เล่นเกมกับจิตใจคน ทำให้แปลความหมายได้ว่า “เสื้อแดง” ไม่เอาเพื่อไทยแล้ว ส่วน “เสื้อแดง” ที่ยังอยู่กับเพื่อไทยคือ เสื้อแดงที่ละทิ้งอุดมการณ์ (นั่นคือสิ่งที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เจอ)
พรรคก้าวไกลมีภาพลักษณ์เป็นเหมือนพรรคกรีนในยุโรป เหมือนพรรคแรงงานในอังกฤษ เหมือนพรรคเดโมแครตในอเมริกา เหมือนพรรคฝ่ายซ้ายในลาตินอเมริกา นักการเมืองในพรรคล้วนแต่พร่ำพูดเรื่องความเลวร้ายของนายทุน การกดขี่ขูดรีดของชนชั้นนำ การกดทับเสรีภาพของผู้คนผ่านกฎหมายปิดปาก การกักขังนักต่อสู้แสนงามของพวกเขา นักวิชาการหัวก้าวหน้า ไอลอว์ ศูนย์ทนายฯ สื่อมวลชนผู้มีอุดมการณ์ ฯลฯ เหล่านี้ก่อร่างสร้างตัวตนมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความฉลาดเฉลียว กล้าหาญ นักวิชาการและ NGOs จากประเทศโลกที่หนึ่ง ต่างปฏิบัติต่อบุคลากรพรรคส้มประหนึ่ง “ผู้ปลดแอก” ไม่ต่างจากกระบวนการ idolized นักต่อสู้ของประเทศโลกที่สามตามสายตาของ “คนหัวก้าวหน้าในชาติอาณานิคม” ในอดีต
ส่วนคนอื่นๆ รวมถึงเพื่อไทย คือพวกขี้ขลาด วนเวียนอยู่กับการเมืองล้าหลัง ระบบอุปถัมภ์ เนโปเบบี้ ลูกท่านหลานเธอ การเมืองสืบสันดาน ฉุดรั้งประเทศชาติให้ถอยหลัง
ดังที่ปิยบุตรปราศรัยที่สามย่านมิตรทาวน์ว่า
“หัวจิตหัวใจของความหวังกว้างขวางมหึมากว่าความกลัว… เขายังกลัวอีกว่า ถ้าวันนี้เขาไม่แลนด์สไลด์ เขาจะไม่ได้กลับมามีอำนาจอีก แต่สำหรับพวกเรา เรามีความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี และเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปด้วยกัน หมดเวลาเอาความสำเร็จในอดีต ความทรงจำในอดีตมากักขังอนาคตของประเทศไทย”
ในขณะที่พรรคเพื่อไทยพยายามอธิบายยุทธศาสตร์หาเสียงแลนด์สไลด์ว่า
“เราต้องชนะแลนด์สไลด์ เพราะถ้าไม่แลนด์สไลด์ ย่อมหมายถึงการตั้งรัฐบาลผสมตามคณิตศาสตร์ทางการเมือง” ซึ่งแพทองธารพูดประโยคคลาสสิคว่า
“อะไรก็เป็นไปได้”
พรรคก้าวไกลใช้จุดจี้ว่า “จะจับมือกับ 2 ลุงหรือไม่”
เพื่อไทยก็ยังยืนยันว่า แลนด์สไลด์ตั้งรัฐบาลพรรคเดียว แต่ถ้าไม่แลนด์สไลด์แปลว่า ต้องเป็นรัฐบาลร่วมกับพรรคอื่น อันเป็นจุดที่ก้าวไกลเอาไปหาเสียงโจมตีเพื่อไทยว่า “ไม่ชัดเจน”
แม้แต่แคนดิเดตนายกฯ 3 คน ของเพื่อไทยก็ถูกเรียกโดยพรรคก้าวไกลว่า “นายกฯ กล่องสุ่ม”
สื่อทุกสื่อบนเวทีดีเบตแทนที่จะมีสติตั้งมั่นอยู่บนหลักการประชาธิปไตยระบบรัฐสภาว่าด้วยเสียงข้างมาก กลับไปเน้นย้ำเรื่อง “จับมือกับลุงหรือไม่”
เสียงของประชาชนคือเสียงสวรรค์ พรรคก้าวไกลครองใจประชาชนด้วยกระแสที่สูงยิ่ง และชัดเจนว่าคนเคยเลือกประชาธิปัตย์หันมาเทคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ให้พรรคก้าวไกล คนเสื้อแดง โหวตเตอร์พรรคเพื่อไทยก็ใจดี โหวตส้มใบแดงใบ
สุดท้ายคะแนนออกมา 151 กับ 141
ความโอละเห่โอละพ่อ พิธากลายเป็นนายกฯ ว่าว เพราะหาเสียง สว. มาเติมไม่ได้ แม้เพื่อไทยเทให้ทุกเสียง 2 ครั้งในการโหวต สุดท้ายเพื่อไทยผละจากพรรคก้าวไกล ตั้งตัวเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้นายกฯ เป็นเศรษฐา
วันนั้นเองที่วาทกรรม “ตระบัดสัตย์” ดังกระหึ่ม
คำว่า “ดีลปิศาจ” กลับมา และการพูดซ้ำๆ ว่า “ไม่เลือกแล้วเพื่อไทย”
พรรคก้าวไกลก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของความนิยม
VoiceTV จากคนดูเป็นแสนๆ เหลือหลักพัน “คนมีอุดมการณ์” ในวอยซ์ทีวี พากันตบเท้าออกจากสถานี นัยว่า ไม่อาจเกลือกกลั้วกับความต่ำตมของพรรคเพื่อไทยได้อีกต่อไป
พร้อมกันกับการกลับมาของทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลเพื่อไทย ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไปอีกครั้ง สื่อพร้อมรักทุกคนที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับเพื่อไทย พรรคก้าวไกลกลายเป็น “ดาว” เจิดจรัส เป็นที่รักของสื่อกระแสหลักกระแสรอง ต่างก็ใช้นักการเมืองจากพรรคส้มพูดในสิ่งที่รับใช้ “วาระ” ของตนเอง นั่นคือ วาระของความแพนิกอันเนื่องจากการได้เห็นพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง และเห็นทักษิณ ชินวัตร ตัวเป็นๆ กลับ “แผลงฤทธิ์” เย้ยหยันสลิ่มทุกเฟส
โรมขยี้เรื่องชั้น 14 จนฉันงงว่า นี่เขาอยู่ในฝั่งต้านรัฐประหารจริงๆ ใช่ไหม? เขาไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ว่า แค่การต้องลี้ภัยต่างประเทศ 17 ปี เพราะถูกรัฐประหาร ก็เพียงพอที่ทักษิณไม่ควรติดคุกแม้แต่นาทีเดียวด้วยซ้ำ
ตลอดระยะเวลาของรัฐบาลเศรษฐา รัฐบาลแพทองธาร ดูเหมือนว่าศัตรูของพรรคก้าวไกล/ประชาชนไม่ใช่ “รัฐพันลึก” แต่คือพรรคเพื่อไทย
ความน่าสนใจคือ ยิ่งพรรคประชาชนพยายามทำลายความชอบธรรมของพรรคเพื่อไทยด้วยวาทกรรม และด้วยการใช้ narrative “คนดี” ของฝ่ายขวาในอดีตมาโจมตีเพื่อไทย (การเมืองเก่า เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง การเมืองสืบทอดในสายตระกูล ฯลฯ) ก็ชวนให้ฉงนว่า หรือนี่จะซ้ำรอย “ซ้ายไม่จริง ขวาไม่แท้ ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์” พรรคสีส้มไม่ใช่ปีกประชาธิปไตย แต่เป็นปีกก้าวหน้าของฝ่ายขวาต่างหากเล่า
แต่สิ่งที่เปิดเปลือยความปลอมของพรรคสีส้มอย่างหมดจด (ชนิดที่ฉันไม่คิดว่าจะมาเร็วขนาดนี้) นั่นคือ การไปยกมือโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ และเป็นรัฐบาล
ฉันขอบันทึกความผิดปกติไว้ดังต่อไปนี้
หนึ่ง พรรคประชาชนดูพึงพอใจที่แพทองธารถูกถอดออกจากนายกฯ บนคำอธิบายว่า ความเลินเล่อเรื่องคลิปเสียงของแพทองธาร ผนวกกับการดื้อดึงไม่ยุบสภา นำพามาสู่จุดที่ศาลรัฐธรรมนูญถอดนายกฯ ทำให้การเมืองไทยมาถึงทางตัน เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยก็งงว่า มันจะถึงทางตันได้อย่างไร เพราะพรรคเพื่อไทยมีแคนดิเดตนายกฯ อีก 1 คน หรือหากพรรคประชาชนไม่เอานายกฯ จากเพื่อไทย จะข้ามขั้วไปจับมือกับภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลแล้วให้อนุทินเป็นนายกฯ ก็ยังเป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย
(ยังไม่นับว่า แม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังวินิจฉัยบทสนทนาของแพทองธารไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบหรือไปยกผลประโยชน์ให้กัมพูชา ซึ่งไม่มีใครในพรรคส้มออกมาทำความเข้าใจกับสังคมเรื่องนี้ ปล่อยให้มันเลยเถิดเป็นเรื่องการขายชาติให้อังเคิลตามกระแสไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว)
สอง พรรคประชาชนเลือกทางที่ประหลาดมาก นั่นคือ อุปโลกน์ MOA ขึ้นมาแล้วบอกว่าจะโหวตอนุทินเป็นนายกฯ สร้างรัฐบาลเสียงข้างน้อย จากนั้นให้อนุทินยุบสภาภายใน 4-6 เดือน ณัฐพงษ์ย้ำเองว่าไม่ได้เลือกมาบริหารประเทศแต่เลือกมาเพื่อยุบสภา
สภาพพรรคประชาชนในวันนี้จึงแปลกประหลาดเข้าขั้นวิตถาร อ้างว่าภูมิใจไทยไม่กล้าหือ เดี๋ยวถูกพรรคประชาชนเช็คบิล “ไอ้เท้งเอาตาย”
แต่ความจริงคือ พรรคภูมิใจไทยสั่งสมอำนาจบารมีขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่พรรคชาติไทยพัฒนายังยกพรรคไปหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับภูมิใจไทย
การย้ายข้าราชการอย่างมโหฬาร
การใช้งบฯ กลางไปกับคนละครึ่ง
การต่อสัญญาโมโตจีพีด้วยเงินที่มากถึง 4,000 ล้าน
การเคลียร์คดีฮั้ว สว. และที่ดินเขากระโดง
ไอ้เท้งไม่ได้เอาตาย แต่ไอ้เท้งหัวเราะหน้าแหยๆ ไม่หือ ไม่อือ พล่ามคำพูดกลวงๆ วกไปวนมา แถไปเรื่อยๆ โรมกับรักชนกไปทำก๋ากั่นการละครปราบทุนเทา ขุดเรื่องเบน สมิท มา 2-3 อาทิตย์แล้วก็ทิ้งไป เหมือนคนจับจด จุดประเด็นใหม่ทุกวัน แต่ไม่สามารถเคลียร์อะไรให้จบเป็นเรื่องๆ ตั้งแต่ตึกประกันสังคม จนมาถึงเรื่อง กัน จอมพลัง กับธรรมนัส จนมาเรื่องจับทุจริตห้าบาทสิบบาท สร้างกระแสเหมือนพวกทนายหิวแสงไปให้มดม้ือหมดวัน
เรื่องรัฐธรรมนูญว่าวแน่นอน
อภิปรายไม่ไว้วางใจก็ไม่ทำ แถมยังไปล็อบบี้เพื่อไทยไม่ให้ยื่นอภิปราย
สุดท้ายเรื่องน้ำท่วม หาดใหญ่ ชุมพร สตูล พรรคประชาชนก็ได้แค่กระจองอแง แต่ไม่กล้าหือกับภูมิใจไทยแม้แต่น้อย
ไอ้เท้งไม่ได้เอาตาย ไอ้เท้งซีดยิ่งกว่าหมาโดนยาเบื่อ
ส่วนศิริกัญญา หน้าซีดปากสั่น เงอะงะตอบคำถามสรยุทธ์ไม่ได้ แถไปเรื่องใช้สื่อกดดันรัฐบาลเร็วกว่าใช้กลไกสภาฯ
ฉันเขียนมายืดยาวนับตั้งแต่เดย์วันของอนาคตใหม่ วันนี้พรรคประชาชนเหลืออะไร?
จากความฝันอันยิ่งใหญ่ที่ปิยบุตรร่ายเอาไว้เมื่อปี 2566 ว่า
“ในช่วงเวลาที่ความกลัวปะทะกับความหวัง ที่สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงกำลังพัดเข้ามาอย่างเต็มที่นั้น …ย้ำอีกครั้ง ระฆังแห่งการเปลี่ยนแปลงดังอุโฆษอยู่หน้าประตูบ้านทุกท่านแล้ว จงหยิบฉวยมันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการเปลี่ยนแปลง ถ้าเรามีโอกาสที่ดีที่สุด ใกล้ที่สุดอยู่ตรงหน้า เราไม่ใช้มัน เราจะเสียใจไปตลอดชีวิต”
หันมาดูสภาพพรรคประชาชนในวันนี้ รุ่งริ่งยิ่งกว่าผ้าขี้ริ้วใช้แล้วและไม่ได้ซัก ซ้ำเอาไปเช็ดขี้หมาจากนั้นเอามาวางเป็นผ้าเช็ดปากให้ “ด้อม”
ไม่มีแล้วเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
ไม่มีแล้วปฏิรูปกองทัพ
ไม่มีแม้กระทั่งแก้ไขรัฐธรรมนูญลดอำนาจองค์กรอิสระ
ไม่มีแล้วเสียงระฆังดังอุโฆษ ถ้ำมืดของเพลโต มีแต่เสียงหัวเราะระริกระรี้ยามถูกถามว่า จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือไม่?
วันนี้พรรคประชาชนเหลืออะไร
ไทยไม่เทา
ไทยเท่าเทียม
ไทยทันโลก
เบาหวิวกว่าเสียงผายลมของผีเสื้อ
จากพรรคการเมืองที่หวังจะสร้างจินตนาการใหม่ ความเป็นไปได้ใหม่ ความปกติใหม่ มาสู่พรรค Grand Compromise
อย่าได้ห่วงพรรคเพื่อไทยเลย ท่านทั้งหลาย เพราะเพื่อไทยมันก็คือเพื่อไทย มันไม่เคยดีกว่านั้นและไม่เคยแย่กว่าที่มันเป็น
โปรดหันกลับไปดูพรรคส้มของท่านดีกว่าว่า ทุกวันนี้เป็นการเมืองแห่งความหวัง หรือเป็นได้เพียงหางเครื่องของชนชั้นนำเก่าที่กำลังเถลิงอำนาจอย่างองอาจผ่าเผย
มันจบแล้วละครฉากนั้นที่ว่าด้วย สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง
