#ทำไมครูไทยอยากลาออก 'เพื่อไทย' ชี้การศึกษาไทยบิดเบี้ยว รัฐต้องกล้าลงทุนกับการศึกษามากกว่าซื้ออาวุธ

'อรุณี' รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ชี้การศึกษาไทยบิดเบี้ยวทำครูถอดใจลาออก แนะ 3 ทางออกวอนรัฐต้องกล้าลงทุนกับการศึกษาให้มากกว่าซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ก่อนอนาคตประเทศพัง - 'อนุดิษฐ์'​ ขอกระทรวงกลาโหมตรวจสอบ 3 โครงการ ทอ. ให้รอบคอบ - 'ภาควัต' เรียกร้องแทนชาวนา ทวงสัญญา 'ประยุทธ์-พปชร.' ชี้ราคาข้าวตกต่ำเป็นประวัติการณ์


ดร.อรุณี กาสยานนท์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย

14 พ.ย. 2564 เว็บไซต์พรรคเพื่อไทยรายงานว่า ดร.อรุณี กาสยานนท์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้ระบบการศึกษาไทยกำลังผุพังล้มเหลว จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบหลายด้าน แต่ที่จะสร้างผลกระทบระยะยาวต่อองค์รวมของประเทศคือโครงสร้างการศึกษาที่บิดเบี้ยว สะท้อนได้จากการที่เด็กและเยาวชนยังคงหลุดออกจากระบบการศึกษา และครูที่ตัดสินใจลาออกจากราชการเพราะเน้นคุณค่าการทำประเมินผลงานเลื่อนวิทยาฐานะสำคัญกว่าการสอนเด็กนักเรียน นอกจากจะสร้างความกดดันให้ครูแล้วยังเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการเลื่อนระดับวิทยาฐานะด้วย
หากรัฐกล้าทุ่มงบประมาณแผ่นดินไปกับความมั่นคงทั้งการจ้างนายพล ไปจนถึงพลทหาร กล้าจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ กล้าลงทุนซื้อเรือดำน้ำได้ ก็ต้องกล้าที่จะลงทุนกับการศึกษาได้โดย

1. จ้างครูในอัตราเงินเดือนที่เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่กันดารห่างไกลที่รองรับเด็กด้อยโอกาสเพื่อไม่ให้เด็กหลุดจากรับบการศึกษา

2. ปฏิรูประบบงบประมาณจัดสรรตามความจำเป็นและพื้นที่ซึ่งมีค่าครองชีพไม่เท่ากัน รวมทั้งต้องสอดคล้องกับขนาดโรงเรียน เพราะงบประมาณรายหัวไม่ตอบโจทย์ ให้เน้นความจำเป็นของนักเรียน และความแตกต่างของพื้นที่ซึ่งมีค่าครองชีพไม่เท่ากัน รวมทั้งต้องสอดคล้องกับขนาดโรงเรียน

3. ปรับเปลี่ยน ยกระดับการเรียนการสอน ครูควรเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ (Facilitator) เปิดพื้นที่การเรียนรู้ ไม่ใช่ครูที่ทำแบบประเมินและสอนให้ท่องจำ (Teach) โลกยุคใหม่ความรู้หาได้ง่ายเร็วและแม่นยำ กระทรวงศึกษาธิการต้องเป็นหน่วยงานที่ปลดล็อกรื้อถอนรากปัญหาทั้งระบบ เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการศึกษาของไทย ให้เด็กและเยาวชนเติบโตไปเป็นพลเมืองของโลกได้

ดร.อรุณี กล่าวอีกว่า สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่มีถึง 110 มาตรา ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยการจัดตั้งหน่วยงาน องค์กร และคณะกรรมการที่เป็นครอบปิดอิสระในการสอนของบุคลากรให้ผูกติดกับโครงสร้างขององค์กรใหม่จำนวนมาก ที่จะเข้ามากำกับดูแลในพื้นที่ระดับตำบลและอำเภอ แต่ไม่มีการกล่าวถึงสิ่งที่เด็กและครูผู้สอนจะได้ประโยชน์ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ดังนั้นจึงอยากให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ “การศึกษาคือการลงทุน” ด้วยการเปิดพื้นที่ให้บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง เข้ามามีส่วนร่วมกับการกำหนดยุทธศาสตร์การเรียนการสอน เช่นเดียวกับที่สิงคโปร์ ที่ใช้แนวคิดนี้จนสามารถเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาให้กลายเป็นต้นแบบในหลายประเทศ

“ไม่มีชาติใดในโลกที่พัฒนาได้ หากไม่พัฒนาการศึกษา ปัญหาการศึกษาไม่สามารถแก้ได้ด้วยกฎหมายและอำนาจ เมื่อเรามีผู้นำชื่อพลเอกประยุทธ์ ที่ยังไม่เข้าใจบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลง ไม่น่าแปลกใจที่การศึกษาไทยจะตกต่ำลงทุกปี ” ดร.อรุณีกล่าว

'อนุดิษฐ์'​ ขอกระทรวงกลาโหมตรวจสอบ 3 โครงการ ทอ. ให้รอบคอบ

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติผิดมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร หรือกรรมาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพอากาศ ได้แก่โครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบป้องกันทางอากาศ ระยะที่ 7 (N-SOC  C2), โครงการพัฒนาป้องกันฐานที่ตั้งทางทหารของกองทัพอากาศ (GBAD) และโครงการจัดหาทดแทนวิทยุพื้นดิน-อากาศ มูลค่าเกือบ 3 พันล้านบาทว่า คณะกรรมาธิการได้รวบรวมข้อเท็จจริงจากการให้ถ้อยคำของผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งพยานหลักฐานต่างๆ ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในระหว่างการทำรายงานสรุปผลการตรวจสอบเพื่อส่งไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กระทรวงกลาโหม กองทัพไทย กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ ทั้งนี้เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ได้นำรายงานผลการตรวจสอบไปใช้ให้เป็นประโยชน์ หากเห็นว่ากระบวนการจัดหาในครั้งนี้ไม่ชอบ จะได้ระงับยับยั้งการจัดหาดังกล่าวที่ไม่เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายต่อไป โดยตนเองขอเรียกร้องให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม และ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสอบสวนเรื่องทั้งหมดเป็นการเฉพาะอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากผลการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ชี้ชัดว่าการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทั้ง 3 โครงการ พบข้อพิรุธในการจัดหาหลายประการ และมีพฤติกรรมของการกระทำทุจริตประพฤติผิดมิชอบ ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการสมคบคิดของผู้บริหารระดับสูงหลายคน ซึ่งหากเรียกเพียงหน่วยปฏิบัติมาชี้แจง อาจไม่ได้รับทราบความจริงทั้งหมด และที่สำคัญอาจมีการปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูล ซึ่งหากกองทัพไทยหรือกระทรวงกลาโหมปล่อยผ่านไปโดยไม่ยอมตรวจสอบให้ละเอียด ย่อมทำให้ผู้ลงนามอนุมัติมาตามลำดับชั้น โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้อย่างแน่นอน ซึ่งหากกระทรวงกลาโหมปล่อยปละละเลย ตนเองคงต้องนำการฉ้อฉลครั้งนี้ไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งต่อไป ซึ่งตนเองบอกได้เลยว่าต่างกว่าครั้งที่แล้ว เพราะคราวนี้จะมีใบเสร็จและรายนามของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเนื่องจากความผิดสำเร็จแล้ว ดังนั้นเพื่อความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม และกองทัพอากาศสามารถเดินหน้าจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพอากาศได้ตามวัตถุประสงค์ เป้าหมาย จึงเห็นควรให้ กระทรวงกลาโหม กองทัพไทย กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลง การแก้ไขรายละเอียด และสาระสำคัญของการจัดหายุทโธปกรณ์ทั้ง 3 โครงการ ให้ละเอียดรอบคอบ และสั่งการให้หน่วยปฏิบัติดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

“คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบการจัดหายุทโธปกรณ์ทั้ง 3 โครงการอย่างละเอียด พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญจากที่เคยมาชี้แจงกับสภาฯหลายประการ เป็นการเปลี่ยนตามอำเภอใจ ไม่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ ไม่เป็นไปตามหลักนิยม และไม่เป็นไปตามแผนการพัฒนากองทัพอากาศ ที่อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศแถลงนโยบายเอาไว้ แต่ที่สำคัญก็คือการละเลยความเห็นของฝ่ายกฎหมาย โดยผู้บริหารระดับสูงของ ท.อ. ไม่ยอมสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจงใจดำเนินการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์และสาระสำคัญของโครงการโดยพลการ ซึ่งขณะนี้เอกสารการขออนุมัติจัดซื้อในโครงการต่างๆได้ออกจาก ท.อ.ไปแล้ว จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากองทัพไทยและกระทรวงกลาโหม จะได้ใช้รายงานการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช.ให้เป็นประโยชน์ และสั่งการให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้น ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด แต่ที่ง่ายที่สุดก็คือการสั่งการให้หน่วยปฏิบัติกลับไปแก้ไขและดำเนินกระบวนการจัดหาต่างๆ ให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่กำหนดต่อไป เพราะหากยังฝืนดำเนินการกันไปในลักษณะนี้ คงไม่พ้นคณะกรรมาธิการฯต้องเรียกผู้เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในการจัดซื้อครั้งนี้มาให้ถ้อยคำกันอีก ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้เป็นเช่นนั้น”​ น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

'ภาควัต' เรียกร้องแทนชาวนา ทวงสัญญา 'ประยุทธ์-พปชร.' ชี้ราคาข้าวตกต่ำเป็นประวัติการณ์

นายภาควัต ศรีสุรพล ส.ส. ขอนแก่น คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าเป็นห่วงและเห็นใจความเดือดร้อนของชาวนาอย่างมาก จากราคาข้าวที่ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ราคาข้าวเปลือกเจ้าเหลือเพียงกิโลละ 5-6 บาท ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิเหลือเพียงกิโลละ 8 บาท ซึ่งไม่เคยตกต่ำแบบนี้มาก่อน สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวนาอย่างแสนสาหัส ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เร่งช่วยเหลือชาวนาโดยด่วน หากจำกันได้ พลเอกประยุทธ์ เคยสัญญาว่าจะแก้ราคาข้าวใน 5 ปีแต่ทำไม 5 ปีผ่านไปราคาข้าวกลับลดลง อีกทั้ง นโยบายหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐบอกว่าจะดูแลราคาราคาข้าวเจ้าตันละ 12,000 บาท ข้าวหอมมะลิตันละ 18,000 บาท แต่ทำไมปัจจุบันกลับเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่หาเสียงไว้ แบบนี้ถือเป็นการกระทำผิดสัญญาที่หาเสียงไว้ใช่หรือไม่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรจะต้องลงโทษหรือไม่

ทั้งนี้ ตลอด 7 ปีกว่าที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ ไม่ได้ดูแลชาวนาเลย ชาวนาถูกละเลยมาโดยตลอด ทั้งนี้เพราะการปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดจากการโจมตีการจำนำข้าวทำให้พลเอกประยุทธ์ ไม่ช่วยเหลือชาวนาเลย มีการช่วยแบบเสียไม่ได้ให้เพียงไร่ละ 1,000 บาท ปัญหาหลักของชาวนา เช่น การเพิ่มผลิตผลต่อไร่ การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าว ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำไม่ได้มีการดำเนินการเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตและผลผลิตของไทยสู้ประเทศคู่แข่งไม่ได้ แถมต้นทุนการผลิตยังสูงกว่า จึงทำให้ชาวนามีปัญหามาตลอด จนถึงปีนี้ที่ราคาข้าวตกต่ำสุดขีด

ปัจจุบันชาวนาต้องประสบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ได้เสนอให้พลเอกประยุทธ์ ลดราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนการผลิต ต้นทุนการขนส่ง และ เป็นการลดค่าครองชีพของประชาชน แต่พลเอกประยุทธ์ อาจจะไม่เข้าใจ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ ราคาสินค้าและบริการแพงขึ้น แต่รายได้ของชาวนากลับลดลง โอกาสในอนาคตแทบไม่เห็นเลย กลายเป็น รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ทำให้ประชาชน เพิ่มรายจ่าย ลดรายได้ ทำลายโอกาส ซึ่งตรงข้ามกับนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการให้ประชาชน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ซึ่งเป็นแนวทางของพรรคมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย ดังนั้นอยากให้ชาวนาและเกษตรกรมั่นใจว่า หากพรรคเพื่อไทยได้กลับมาเป็นรัฐบาล จะดูแลความเป็นอยู่ของชาวนาและเกษตรกรให้เป็นอย่างดีและมีรายได้และมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จะขาดดุลการคลังสูง และภาวะการเงินอาจจะไม่ดีถึงขั้นถังแตก ทั้งนี้เพราะพลเอกประยุทธ์ ใช้จ่ายเงินสะเปะสะปะไม่เรียงลำดับความสำคัญตามความจำเป็น ความเดือดร้อนของชาวนาน่าจะเป็นความสำคัญระดับต้นๆ ที่พลเอกประยุทธ์ ต้องช่วยเหลือแต่กลับไม่ยอมทำ ดังนั้นจึงอยากให้พลเอกประยุทธ์ เร่งช่วยเหลือ ซึ่งสำหรับพรรคเพื่อไทย ความเดือดร้อนของชาวนาและเกษตรกรต้องได้รับการดูแลก่อนเสมอ เพราะทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน

 

ที่มาเรียบเรียงจากเว็บไซต์พรรคเพื่อไทย [1] [2] [3]

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

พื้นที่ประชาสัมพันธ์