'จิราพร' เปิด 6 พฤติกรรม 'ประยุทธ์' ชี้แจงประเด็นเหมืองทองอัคราไร้แก่นสาร

ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ย้ำเดินหน้าสร้างความร่วมมือภาคประชาชนเกาะติดตรวจสอบรัฐบาล พร้อมเชิญชวนติดตามการเจรจาประนีประนอมยอมความในคดีปิดเหมืองทองถูกต้อง สุจริตหรือไม่ เบรกรัฐโยนความผิดรัฐบาลไทยรักไทย เหตุบริษัทเหมืองทองจัดตั้งในไทยก่อน ทักษิณ เป็นรัฐบาล

 

21 ก.พ.2565 ทีมสื่อพรรคเพื่อไทย รายงานต่อสื่อมวลชนว่า จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 ถือเป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านต่อรัฐบาลในการตรวจสอบ ถ่วงดุลของฝ่ายนิติบัญญัติต่อฝ่ายบริหาร ตามวิถีทางในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ฝ่ายค้านได้ซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี และเป็นโอกาสที่พี่น้องประชาชนจะได้รับฟังคำชี้แจงเหตุผลในเรื่องที่ถูกอภิปราย โดยในประเด็นเรื่องเหมืองทองอัครา ได้ถูกนำมาเปิดเผยในสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง รวมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 แต่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมี 6 พฤติกรรมที่การชี้แจงหรือตอบคำถามดังนี้

พฤติกรรมที่ 1 คือ ตอบเหมือนเดิม พรรคเพื่อไทยหยิบยกเรื่องนี้อพิปรายรวม 4 ครั้งแต่พลเอกประยุทธ์และรัฐมนตรี ที่ลุกมาตอบคำถามแทน กลับยังใช้ข้อมูลชุดเดิมที่ไม่ฟังขึ้น มาชี้แจงซ้ำซาก เช่น เมื่อถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของการใช้ ม.44 ก็จะตอบแบบแผ่นเสียงตกร่องว่า การใช้ ม.44 เพื่อปกป้องประชาชนในเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้เคยย้ำถึงจุดยืนของเราหลายครั้งแล้วว่า เราเห็นด้วยที่รัฐบาลจะเข้าไปดูแลปกป้องประชาชนในเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่ต้องใช้กฎหมายปกติ เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการใช้ ม.44 เข้าไปจัดการ เพราะได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศเพิ่มขึ้น สุดท้ายต้องเปิดเหมืองคืนให้กับบริษัทอัคราฯ และยังให้พื้นที่สำรวจแร่ทองคำเพิ่มอีกมหาศาล พี่น้องประชาชนที่เคยเรียกร้องให้ปิดเหมืองวันนี้ก็คงจะงงงวยกับสิ่งที่เกิดขึ้น ดีใจได้เพียง 5 ปีเศษ นึกว่าจะไม่มีการทำเหมืองแล้ว กลับกลายเป็นว่าตอนนี้มีแนวโน้มที่พื้นที่ทำเหมืองจะเยอะกว่าเดิมหลายเท่าตัว

พฤติกรรมที่ 2 เลือกตอบบางคำถามแต่ตอบไม่ตรงคำถาม ซึ่งนางสาวจิราพร กล่าวว่า ได้ซักถามว่าเหตุใดถึงมีการเลื่อนออกคำชี้ขาดไปหลายครั้ง ได้รับคำตอบโดยอ้างว่าเพราะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ข้อเท็จจริงคือ การไต่สวนและสืบพยานหลักฐานของคดีเหมืองทองอัคราฯ จบไปตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 คณะอนุญาโตตุลาการพร้อมอ่านคำชี้ขาดแล้ว แต่มีการขอเลื่อนการอ่านคำชี้ขาดจึงยังไม่ได้มีการตัดสิน และบริษัทคิงส์เกตฯ ยังแจ้งในแถลงการณ์ต่อตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลียเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2564 เองว่า ไทยกับคิงส์เกตฯ ขอเลื่อนการออกคำชี้ขาดไปเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้เจรจาหาข้อยุติข้อพิพาทกัน และยังระบุด้วยว่ากำลังเจรจาต่อรองกันทั้งหมด 11 รายการ อีกด้วย จะเห็นว่าทั้งๆ ที่มีหลักฐานเอกสารชัดเจนแต่ พลเอกประยุทธ์ และรัฐมนตรีที่ลุกขึ้นชี้แจงแทนก็ยังยืนยันเสียงแข็งปฏิเสธ แบบนี้ถือว่าเป็นการพูดเท็จกลางสภาฯ หรือไม่?

พฤติกรรมที่ 3 ไม่ตอบคำถาม เนื่องจากสิ่งที่คนไทยอยากรู้มากที่สุดคือ ไทยถูกบริษัทคิงส์เกตฯ ฟ้องร้องในประเด็นใดบ้างและเรียกร้องค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ และถ้าไทยแพ้คดีใครต้องเป็นคนรับผิดชอบ ประยุทธ์ หรือ ประเทศ? คนไทยทั้งประเทศอยากฟังจากปากพลเอกประยุทธ์ แต่การเปิดเผยคำฟ้อง ซึ่งเป็นเอกสารปกติ ไม่ใช่ความลับ พลเอกประยุทธ์ กลับไม่มีความกล้าหาญมากพอที่จะเปิดเผยกับประชาชน เหตุที่ปิดเพราะละอายต่อสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดมหันต์ ใช่หรือไม่? แต่ถึงแม้พลเอกประยุทธ์จะละอายต่อความผิดพลาดตัวเอง แต่ก็ไม่ได้เกรงกลัวต่อบาป ยังจะมีพฤติการณ์เอาทรัพย์สมบัติชาติไปแลกให้มีการถอนฟ้อง ซึ่งเดิมมีคดีพิพาทในพื้นที่แค่ 3,000 กว่าไร่ แต่ตอนนี้พอเกิดคดีพิพาทและคดียังไม่จบ แต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์กลับรีบอนุมัติคืนพื้นที่ 3,000 ไร่ ซึ่งถือว่าเป็นของกลางอยู่ ให้บริษัทอัคราฯ กลับไปดำเนินการได้แล้ว และยังได้พื้นที่สำรวจเพิ่มกว่า 400,000 ไร่ และจ่อจะอนุญาตคำขอประทานบัตรทำเหมืองแร่อีก 600,000 ไร่ รวมเป็นกว่า 1 ล้านไร่ ซึ่งในห้วง 1 ปีที่ผ่านมาตรวจสอบแล้วพบว่า บริษัทอัคราฯ เป็นบริษัทเดียวที่ได้รับการอนุญาตให้สำรวจแร่ในพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย พฤติกรรมพฤติการณ์แบบนี้ทำให้ยิ่งน่าสงสัยจนไม่มีใครเชื่อสิ่งที่พลเอกประยุทธ์ชี้แจงแล้ว ทั้งยังมีอีกประเด็นในเรื่องของที่ดินที่รออนุมัติคำขอประทานบัตร 600,000 ไร่ ยังมีพื้นที่ทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง และเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าลุ่มน้ำวังทองฝั่งซ้าย จ.พิษณุโลก อีกด้วย

พฤติกรรมที่ 4 คือ ให้คนอื่นตอบคำถามแทน ซึ่งพฤติกรรมนี้ คล้ายกับเหตุการณ์เมื่อครั้งมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งล่าสุดกรณีการทุจริตวัคซีนซิโนแวค พลเอกประยุทธ์ใช้วิธีให้ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขออกมาแถลงข่าวตอบคำถามแทนรัฐบาล ส่วนรอบนี้ ให้ ส.ส. พรรคพลังประชารัฐมาอภิปรายชี้แจงแทน ซึ่งตามหลักการแล้วการยื่นญัตติ ม.152 เป็นการยื่นญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่ออภิปรายซักถามและเสนอแนะปัญหาต่อนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ซึ่งวันนั้นปรากฏว่า ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ได้ลุกขึ้นอภิปรายชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งตามมารยาทต้องให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องได้ตอบ เพราะประชาชนต้องการฟังนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 และเป็นผู้รับผิดชอบต่อคดีนี้โดยตรง

พฤติกรรมที่ 5 คือ กล่าวโทษทุกคนยกเว้นตัวเอง ทุกครั้งที่พลเอกประยุทธ์ ลุกขึ้นชี้แจงจะโทษทุกคน โทษฝ่ายค้าน โทษประชาชน แต่ไม่เคยโทษตัวเอง ล่าสุดมอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลุกขึ้นชี้แจงโดยใช้วิธีเหมือนจะโยนความผิดเรื่องเหมืองทองอัคราให้กับ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเอาภาพตอน ดร.ทักษิณ ไปเปิดเหมืองทองอัคราในปี 2544 มาแสดงต่อสภาฯ ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้ เพราะแม้เหมืองทองอัคราฯ ได้สิทธิส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และเริ่มดำเนินการผลิตทองคำเชิงพาณิชย์ในปี 2544 ตรงกับยุครัฐบาลไทยรักไทยพอดี แต่แท้จริงแล้วเหมืองอัคราฯ จดทะเบียนในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2536 และได้เริ่มสำรวจแร่ในประเทศไทยปี 2537 และได้รับประทานบัตรทำเหมือง รวมเหมืองชาตรีใต้ในปี 2543 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่จะมีรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ดร.ทักษิณทำพิธีเปิดเหมืองตามตำแหน่งหน้าที่ในตอนนั้น แต่จุดศูนย์กลางของปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นในตอนนั้นแต่อย่างใด พลเอกประยุทธ์คิดอะไรไม่ออกก็โทษตระกูลชินวัตร

พฤติกรรมที่ 6 ข่มขู่ผู้อภิปราย ที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์มีการเบี่ยงเบนประเด็นด้วยการข่มขู่ว่าจะฟ้องร้องฝ่ายค้าน ในการอภิปรายมาตรา 152 ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน พลเอกประยุทธ์ ข่มขู่ตนให้ระวังการนำเสนอข้อมูล ซึ่งตนยืนยันว่าไม่กลัว เพราะเอกสารหลักฐานที่นำมาแสดงต่อสภาฯ เผยแพร่อยู่ในเวปไซต์บริษัทคิงส์เกตฯ ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ หากเชื่อว่าเอกสารมีเนื้อหาเป็นเท็จ พลเอกประยุทธ์ต้องไปฟ้องร้องบริษัทคิงส์เกตฯ เอง หากท่านไม่ฟ้องร้องก็แสดงว่าข้อมูลทุกอย่างที่ดิฉันนำเสนอนั้นเป็นเรื่องจริงทั้งหมด

จิราพร กล่าวอีกว่า หากไทยมั่นใจว่าจะชนะคดี เหตุใดจึงมีการเจรจาประณีประนอมยอมความระหว่างไทยกับคิงส์เกตฯ แต่ได้รับคำตอบว่าทำตามคำแนะนำคณะอนุญาโตตุลาการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของทั้งสองฝ่าย แต่อย่าลืมว่าคิงส์เกตฯ ฟ้องร้องประเทศไทย ประเทศไทยตกเป็นจำเลย ถูกเรียกร้องใช้ชดใช้ค่าเสียหาย ถ้าไทยยืนยันว่าที่ใช้ ม.44 เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และมั่นใจว่าจะชนะคดีแน่นอนเหมือนที่ พลเอกประยุทธ์ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เคยตอบคำถามสภาไว้ ก็ต้องยืนยันที่จะสู้คดีจนถึงที่สุด ถ้าชนะไทยไม่ต้องเสียอะไร และได้ค่าชดเชยคืนมาด้วยซ้ำ และพลเอกประยุทธ์ยังยืนยันหนักแน่นว่า การอนุมติให้นำผงเงินผงทองคำที่ถูกอายัดไว้ออกขาย การอนุญาตให้สำรวจแร่ทองคำที่ในพื้นที่จำนวน 400,000 ไร่ และการต่อประทานบัตรทำเหมืองทองชาตรี 4 แปลง ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการประนีประนอมยอมความ หากไม่ใช่แล้วไทยเอาอะไรไปเจรจาต่อรองกับเขา เขาถึงยอมเจรจาด้วย มันมีมีจริงหรือไม่ที่จะมีการเจรจายอมความกันโดยที่ฝ่ายโจทก์ไม่ได้ประโยชน์ที่สมน้ำสมเนื้อกลับไป แต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ก็บ่ายเบี่ยงไม่มีคำตอบในประเด็นนี้ ทำให้ประชาชนยิ่งเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าอาจมีดีลใหญ่เพื่อแลกกับการถอนฟ้องจริงหรือไม่

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยไม่ต้องการให้พลเอกประยุทธ์ลอยตัวเหนือปัญหาและโยนบาป โยนความรับผิดชอบมาให้ประชาชนต้องรับภาระแทน ไม่อยากเห็นประเทศไทยแพ้คดี และต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนมหาศาล และไม่อยากเห็นพลเอกประยุทธ์เอาทรัพย์สมบัติประเทศไปชดใช้แทนความผิดของตนเอง ซึ่งถ้าคำนวณออกมาแล้วมันอาจมากมายมหาศาลมากกว่าที่ไทยต้องชดใช้ในกรณีแพ้คดีเสียอีก เราไม่มีปัญหาหากบริษัทอัคราฯ จะได้สิทธิการทำเหมืองคืนตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและผ่านกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้อง แต่เราไม่อยากเห็นการทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรมของประเทศของรัฐบาลโดยการไปเจรจาที่ไม่เป็นไปตามหลักกฎหมายภายในประเทศ ซึ่งจะก่อปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น สิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะจับตาต่อไปคือ เราจะติดตามว่าการเจรจาประนีประนอมยอมความนั้นถูกต้อง สุจริตหรือไม่ โดยใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎรทุกช่องทาง และร่วมมือกับเครือข่ายภาคประชาชนที่มีอยู่ในการตรวจสอบรัฐบาล หากพบว่ามีความผิดปกติ และส่อทุจริต แน่นอนว่าเหมืองทองอัคราจะเป็นประเด็นสำคัญที่ใช้อภิปรายเป็นครั้งที่ 5 ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงเดือนพฤษภาคม 2565 ที่จะถึงนี้

“คำพูดของชายชาติทหารที่ไร้สัจจะ ไม่ทำให้ดิฉันหวั่นไหวและเกรงกลัวในการทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์แทนพี่น้องประชาชนเลยแม้แต่น้อย เพราะพลเอกประยุทธ์ ชายชาติทหารที่บอกว่ารักชาติรักแผ่นดิน และจะรับผิดชอบคดีเหมืองทองอัคราเองคนนี้ กลับมีพฤติกรรมกลับกลอก ผิดคำพูดตัวเอง เอางบประมาณแผ่นดินกว่า 731 ล้านบาท ไปใช้ในการต่อสู้คดีที่ตัวเองก่อขึ้น โยนความรับผิดชอบให้เป็นภาระของประชาชน ถ้าพลเอกประยุทธ์มีความเป็นสุภาพบุรุษชายชาติทหารที่พูดแล้วไม่คืนคำ ก็ขอให้คืนเงิน 700 กว่าล้านบาท ก้อนนั้นเข้าคลังแผ่นดิน” จิราพรกล่าว

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์