ชายชื่อ สรรเสริญ: จับตัวกลางดึก-ถูกซ้อม จับต้นชนปลายไม่ถูก

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

หลังรัฐประหาร คสช.2557 ชายชื่อ สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน นักสังคมนิยมแนวทางสันติวิธี นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย วัย 63 ปี ถูกจับกุมตัวนำเข้าค่ายทหาร เขาถูกซ้อมทรมานด้วยการช็อตด้วยไฟฟ้าในค่ายทหารเพื่อบังคับให้เขายอมรับสารภาพในข้อหาร้ายแรง แต่เขาก็ยังยืนยัน ไม่ยินยอมที่จะสารภาพในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ 

การไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องทฤษฎีการเมืองที่จังหวัดขอนแก่น ที่มีจำเลยในคดีปาระเบิดหน้าศาลอาญาเข้าร่วม เป็นเหตุที่รัฐพยายามเชื่อมโยงให้สรรเสริญอยู่ในผังของผู้ที่ใช้ความรุนแรงต่อต้านรัฐ ถูกขังระหว่างพิจารณาคดีนานประมาณสี่ปี กว่าจะได้รับสิทธิในการประกันตัว ปัจจุบันคดียังไม่สิ้นสุด

“สวัสดีครับพี่ ผมโย” 

“มีอะไรหรือเปล่า”

“ที่บ้านมีคนแปลกหน้ามาสอบถามแปลกๆ” 

“ไม่มีอะไร” ผมตอบน้องชายกลับไป 

เมื่อเวลาประมาณ 1 ทุ่มรถวิ่งมุ่งหน้าไปลาดพร้าวบนถนนเลียบด่วน เอกมัย-รามอินทรา รถเคลื่อนตัวได้ตลอดไม่ติดขัด ยังไม่มีผู้โดยสาร มีสายเข้าอีกสาย 

“พี่ ผมขอถามเรื่องระเบิดหน้าศาลอาญารัชดา ว่าเป็นฝีมือของใคร พวกทหารสร้างสถานการณ์เองหรือเปล่า”

“อย่าด่วนสรุปว่าใครทำ ผมว่า พอแยกได้เป็น 3 แบบ

1.สิงห์ร้ายผู้โดดเดี่ยว การกระทำแบบนี้กำลังเกิดขึ้นบ่อยในหลายภูมิภาคของโลก คนลงมืออาจกระทำคนเดียวหรือ 2 คน วางแผนและลงมือเองโดยอิสระ ไม่เกี่ยวข้องกับใคร เช่น ที่บอสตัน สหรัฐอเมริกา มือระเบิด 2 คนพี่น้องที่อพยพเข้าเมืองมาอยู่สหรัฐอเมริกา จากดินแดนอดีตสหภาพโซเวียตที่นับถืออิสลาม การกระทำลักษณะนี้ป้องกันยากที่สุด เป็นปัญหาภัยคุกคามที่รับมือยากที่สุด ต่างจากการกระทำของกลุ่มก่อการแบบเดิม ที่กระทำเป็นขบวนการ เช่น กองทัพแดงญี่ปุ่น อัลกออิดะห์ กลุ่มกบฏตอลีบาน

2.ผู้ไม่พอใจการรัฐประหาร อยากแสดงการต่อต้าน แต่ไม่มีศักยภาพ พวกนี้จะเป็นเหยื่อถูกยืมมือโดยเปิดโอกาสและใช้สายข่าวเข้าร่วม ‘ยืมดาบฆ่าคน’ สมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เพิ่มความชอบธรรมให้กับคณะยึดอำนาจ อ้างสถานการณ์เพื่อควบคุมอำนาจไปเรื่อยๆ

3.สร้างสถานการณ์โดยกลุ่มยึดอำนาจ เพื่อความชอบธรรมของกลุ่มรัฐประหารจะได้อยู่ในอำนาจ อยู่ยาวอ้างความไม่สงบ ยึดความสงบเป็นตัวประกันให้สังคมยอมรับพวกเขา บ้านเมืองจะได้สงบ แต่แบบที่ 3 ผมว่ามีความเป็นไปได้น้อย เขายังไม่จำเป็นต้องใช้วิธีนี้ ส่วนจะเป็นฝีมือใคร ขอให้ผ่านไปสักระยะหนึ่ง เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย มีรายละเอียดมากขึ้นก็พอจะมองเห็นทิศทาง”

“แต่ผมว่ามันสร้างสถานการณ์แน่” ปลายสายแสดงความคิดเห็น 

กับสายนี้ผมพูดคุยกับเขาเกือบครึ่งชั่วโมง พยายามอธิบายเหตุผล ให้หลักคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ มีความคิดที่เป็นระบบ มีเหตุมีผลรองรับ ไม่ใช้จินตนาการหรือความเชื่อนึกเอา 

2 ทุ่มเศษมีสายใหม่เข้ามาเป็นน้องชายที่อยู่ฝั่งธนฯ 

“พี่อยู่ไหน?” 

“ขับรถอยู่จะกลับบ้านสัก 4 ทุ่ม” 

“มีอะไรหรือเปล่า?” 

“ไม่มี” ผมตอบ 

หน้ามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตริมคลองประปา 

“ไปตั้งฮั่วเส็งธนบุรีไหมครับ” 

“เชิญครับ”

ส่งคนโดยสารคนสุดท้ายซอยหลังตั้งฮั่วเส็งธนบุรี แวะปั๊มเอสโซ่ ตลิ่งชัน ที่มีร้านเทสโก้ ซื้อโครงไก่ไปเป็นอาหารหมา ซื้อโยเกิร์ตไปกิน แวะเติมก๊าซ NGV ที่ขนส่งสายใต้ แวะใช้ห้องน้ำของปั๊มบางจาก มุ่งหน้ากลับบ้าน เลี้ยวซ้ายเข้าพุทธมณฑลสาย 4 เผื่อได้คนโดยสารมามหิดลศาลายา แต่ไม่มี กลับรถหน้าพุทธมณฑล มุ่งหน้าศาลายา แต่ดูผิดสังเกต เหมือนมีรถขับตาม เพราะเขาไม่มีจำเป็นต้องขับเข้าสาย 4 ถ้าจะไปศาลายา แค่สงสัยแต่ไม่ได้คิดอะไรมาก 

เมื่อถึงหน้าโรงพักพุทธมณฑลรถคันที่ขับตาม มีอาการขับประกอบด้านขวา ใจคิดว่าเขาคงต้องการรถถ่ายคนไปส่งที่ใดสักแห่ง สุดท้ายเขาขับตามอีก ในตัวมีเงินสดเกือบ 2,000 บาท เมื่อเลยแยกกลับบ้านมาแล้วก็เลยไปฝากเงินสดกับตู้รับฝากของธนาคารกรุงไทย สาขาสี่แยกตัดสาย 5 ตรงข้ามแมคโครศาลายา เผื่อถูกจี้จะได้ไม่เสียเงินเยอะ 

เมื่อทำรายการเสร็จเดินกลับมาที่รถ เห็นรถเก๋งจอดชิดด้านหน้า มีคนเดินมาคู่และบอกว่าขอเชิญตัวไปคุยกันหน่อย ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่การจี้หรือปล้น แต่ต้องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ผมยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเป็นเรื่องอะไร ทั้งที่คิดไว้ว่าวันหนึ่งคงถูกเชิญแน่ ทำใจมาตั้งแต่เขาประกาศอัยการศึกแล้ว เพื่อนหลายคนก็ถูกเชิญไปปรับทัศนคติ บางคนถึงไม่ถูกเชิญก็ถูกติดตาม มีทหารไปตรวจค้นที่ดินใกล้บ้านเขา เขาเคยปรึกษาผมว่าจะไปรายงานตัวดีไหม? ผมบอกไม่ต้องไป ตราบใดที่เขาไม่มีหนังสือเชิญมา หรือจัดกำลังมารับค่อยไปกับเขา ถ้ารู้สึกไม่ปลอดภัยก็ไปพักที่อื่นก่อนก็ได้ 

...นี่เรากำลังจะโดนเข้าแล้วหรือนี่ 

ถึงแม้เขาจะไม่ได้แต่งเครื่องแบบ หรือแสดงตนว่าเป็นใคร สังกัดหน่วยไหน? ผมได้แต่พ้อว่า ที่จริงโทรศัพท์แจ้งให้ผมไปหาที่ไหนก็ได้ ก่อนหน้านี้เมื่อตอน พล.อ.สพรั่ง ร่วมกับ พล.อ.สนธิยึดอำนาจปี 49 เคยให้ทหารพระธรรมนูญมาแจ้งความว่าผมหมิ่นประมาทใส่ความไว้ที่ สน.ชนะสงคราม รอง ผกก.ก็โทรศัพท์ให้ผมไปให้การถึง2 ครั้ง แต่เขาไม่ตอบโต้ พาผมเดินขึ้นรถเขา ให้นั่งเบาะหลัง เขานั่งประกบ เขาแจ้งว่าให้รอนายก่อน พวกเขาหารือกันว่าจะไป สน.พุทธมณฑล ให้ร่วมรับทราบไหม 

ระหว่างรอเขายังถามผมว่าเข้าไปส่งคนโดยสารหลังตั้งฮั่วเส็ง ทำไมจึงไม่ออกมาทางซอยที่เข้าไป (ติดตั้งฮั่วเส็ง) ข้างในทะลุออกได้หลายซอย ผมจึงไม่กลับรถออกทางเดิม และถึงทราบว่าผมถูกติดตามตลอด ภายหลังเขายังถามว่าที่บ้านเปิดประตูใหญ่ทิ้งแบบนั้นเสมอหรือ ผมตอบว่า วันนี้ผมออกจากบ้านช้า แม่กำลังเดินทางจะถึงบ้านแล้วจึงไม่ปิดประตู จึงทราบได้ว่าเขาวางกำลังประกบผมทุกฝีก้าว 

รออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง มีรถเมอร์เซเดสเบนซ์ เอสคลาสมาจอดด้านหน้า กลุ่มชายดังกล่าว พูดคุยกันแล้วรถก็เคลื่อนตัวออกโดยมีคนขับรถแท็กซี่ของผมไปด้วย มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ขึ้นยกระดับมาข้ามสะพานพระราม 8 เข้าราชดำเนินเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาเข้าศรีอยุธยาข้ามทางรถไฟข้ามแยกแล้วเลี้ยวขวาเข้าสืบสวนนครบาล หน้าโรงพยาบาลสงฆ์ พาผมเดินขึ้นตึกไปนั่งรอ มีคนแจ้งผมว่า ทหารจะมารับตัวผมไป คนหนึ่งถามผมว่าจะดื่มกาแฟไหม จะชงให้ “ขอบคุณ ไม่ต้อง ผมไม่ดื่ม” ผมนั่งนึกว่า ทหารจะพาผมไปที่ไหน? มทบ. 11 หรือสนามเป้า หรือราบ 11

“ต้องการกระดาษเขียนอะไรถึงใครไหม” ชายคนหนึ่งถามผม 

“ครับ” เขาจัดให้ ผมรับมาแล้วลงมือเขียนข้อความว่า 

ขณะที่เขียนหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะครบถ้วน 

1 ขอมอบร่างกายของข้าพเจ้าให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้เป็นอาจารย์ใหญ่ 

2 เมื่อใช้เป็นอาจารย์ใหญ่เสร็จแล้วไม่ต้องเผา ให้เก็บโครงกระดูกไว้ใช้ในการศึกษาต่อไป ส่วนเศษที่เหลือใช้ นำไปฝังไว้บนดอยแม่ยะ อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่

ลงชื่อ 
(นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน) ผู้เขียน

พยาน 

พยาน

 *บ่ายวันที่ 11 ที่กองรักษาการณ์ติดห้องขัง ไอ้คนเสียงเล็กแหลมที่ตบหน้าผมได้พูดว่า “ถ้าตายก็เอาไปโยนให้ไอ้เข้แดก” แสดงว่าเขาเห็นเอกสารฉบับนี้ 

เขา (ตำรวจ) ถ่ายเอกสารไว้แล้วคืนต้นฉบับให้ผมถือติดตัวไปหน่วยทหาร 

ถ้าผมถูกควบคุมตัวด้วยกฎอัยการศึก ผมตั้งใจจะงดน้ำงดอาหารทุกชนิดตลอดเวลาที่ถูกควบคุมซึ่งไม่เกิน 7 วัน ความตั้งใจนี้ผมได้แสดงไว้หลายครั้ง หลายสถานที่ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ และคนอื่นอีกหลายท่านก็ไม่เห็นด้วย ขอร้องว่าอย่าทำเลย “พี่รักษาชีวิตไว้ทำประโยชน์อย่างอื่นจะดีกว่า” แต่ผมก็ยืนยันตลอดมาว่า ถ้าใช้อัยการศึกกับผม เจอกัน และผมเชื่อมั่นว่าผมจะไม่เสียชีวิต คนที่ติดอยู่ในอาคารถล่มบางแห่ง ยังมีชีวิตอยู่ได้เกิน 10 วัน 

เจ้าหน้าที่ทหารมาแล้ว ผมได้รับแจ้ง พวกเขาใส่กุญแจมือ ปิดตา คลุมทับด้วยวัสดุคล้ายถุงอีกชั้นป้องกันการมองเห็น เขาพาเดินลงมาที่ลานจอดรถเพื่อนำตัวขึ้นรถทหารที่มารับ ผมนั่งคิดคะเนว่า ทหารจะเอาไปไหน รถขับออกมาด้วยความเร่งรีบ ไม่ข้ามทางรถไฟ ถ้าไปสะพานเกษโกมล ที่ตั้ง มทบ.11 ถนนอำนวยสงคราม ก็จะใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที หวลคิดถึงหลวงอำนวยสงคราม วีรชนผู้พิทักษ์ระบอบใหม่ ปกป้องรัฐธรรมนูญในสมรภูมิทุ่งบางเขน มีคลองบางเขนและสถานีรถไฟบางเขนเป็นแนวรับ ‘กบฏเจ้าบวรเดช’ ที่ใช้ดอนเมืองเป็นกองบัญชาการส่วนหน้าเข้าตีพระนคร 

รถวิ่งมาได้ 3 นาทีมีอาการเหมือนกลับรถ วิ่งข้ามลูกระนาด 2 ครั้ง รถหยุด ผมถูกนำตัวลงจากรถ พาเข้าห้อง เมื่อเปิดตา ห้องนี้คงเป็นห้องทำงาน ทหารให้ถอดกางเกงขายาว เปลี่ยนเป็นกางเกงขาสั้นที่ทหารใหม่ใส่วิ่งฝึกในหน่วย เขายึดแว่นตา เสื้อสหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิสีครีม เหลือเสื้อตัวในสีเทาตัวเดียว ห้องนี้เป็นห้องปรับอากาศ ผมไม่รู้ว่าเวลากี่โมงกี่ยาม แต่ประมาณเอาว่าน่าจะไม่เกินเที่ยงคืน 

ทหารพาออกจากห้องโดยปิดตาและครอบทับศีรษะอีกชั้น นำไปยังห้องควบคุม เขาเปิดตาเมื่อเข้ามาอยู่ในห้องใหม่ เมื่อสามารถมองเห็นได้ ผมเริ่มกวาดตาไปทั่วห้อง มีความกว้างกว่าห้องแรกมาก เมื่ออยู่คนเดียวจึงเริ่มสำรวจสิ่งต่างๆ ที่มีในห้อง ด้านประตูเป็นลูกกรงเหล็กขนาดใหญ่ มีผ้าห่มโบตั๋นขึงบังสายตาตั้งแต่พื้น ไม่สามารถมองเห็นภายนอกได้ อีกสามด้านเป็นผนังปูน ไม่มีหน้าต่าง ผนังด้านตรงข้ามลูกกรงบนสุดมีช่องพอมองลอดออกไปได้ ไว้สว่างก่อนคงได้สำรวจว่าทหารนำผมมาขังที่ไหน? กลางห้องมีเบาะสีเขียวแก่คล้ำสกปรก คล้ายเบาะรถเมล์สาย 8 แต่มีความกว้างพอกับเบาะเตียงพยาบาล พื้นที่ผมเดินเต็มไปด้วยฝุ่นหนา คงไม่ได้เจอไม้กวาดหรือการเช็ดถูมานาน ไม่มีพัดลมเพดาน ห้องโล่งจริงๆ มีแต่ไฟส่องสว่างจ้าทั่วห้อง 

สับสนจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเขาเชิญเรามาเรื่องอะไร? เป็นแขกของ คสช. (คนสุดช...) เมื่อความรับรู้กลับคืนมา สิ่งที่ต้องเผชิญคือ ยุง มีมากกว่าตามท้องถนนเวลากลางคืนของกรุงเทพฯ หรือเมื่อผมไปนอนที่ท้องสนามหลวง พวกมันคงมาเยี่ยมและอยู่เป็นเพื่อนผมเป็นกองร้อยกองพัน ผมคิดว่านอนคงไม่หลับ ห้องทึบ อากาศเดือนมีนาอันร้อนอบอ้าวเรียกเหงื่อได้ดีไม่แพ้ห้องอบลดน้ำหนัก ผมเดินจงกรมแผ่เมตตาจิต กำหนดจิตเพื่อเผชิญกับวันต่อไปที่ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไร? จากเดินจงกรมเปลี่ยนเป็นนั่งสมาธิ หลับไปตอนไหนไม่ทราบ 

เมื่อตื่นขึ้นมาเห็นแสงสว่างบนช่องด้านบน พยายามหามุมมองออกไปให้เห็นอาคารตึกสูงย่านนั้น จากประมาณการเดินทาง เวลาที่ใช้น่าจะเป็นถนนโยธี ที่ตั้งหน่วยของ พ.อ.ปราบ โชติกเสถียร สมัยยังเติร์กเฟื่องฟู (กบฏ 43 กองพันร่วมกับพ.อ.มนูญ รูปขจร พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิต) มองเห็นตึกคล้ายโรงพยาบาลโรคไต ตึกของหน่วยทหารเสนารักษ์ ด้านถนนพญาไท ผมจึงแน่ใจว่าถูกขังอยู่ที่หน่วยสารวัตรทหารบก ถนนโยธี ผมเคยมาส่งผู้โดยสารในกองพันเวลากลางคืนไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง การจอดแลกบัตรวิ่งข้ามลูกระนาดจึงเป็นข้อมูลที่มีอยู่ในหัว แม้จะปิดตา แต่ไม่สามารถปิดความรับรู้ที่อยู่ในความทรงจำ

ตลอดเวลาจะมีเสียงวิทยุสื่อสารดังมาเป็นช่วงๆ ผมคาดว่าน่าจะถูกขังอยู่ที่ห้องติดกองรักษาการณ์ บางข้อความกล่าวถึง ‘วีไอพี 4’ เป็นช่วงๆ ผมเข้าใจว่าพวกเขามีภารกิจต้องอารักขาบุคคลสำคัญ แต่มาทราบภายหลังว่ามีคนถูกขังอยู่หน่วยนี้ 4 คน หนึ่งในนั้นคือผม แต่อีก 3 คนจะเป็นใคร? 

ตอนเช้าทหารได้นำอาหารกล่องและน้ำมาวางไว้ให้ ใกล้ประตูด้านในห้อง แต่ผมไม่ได้ใส่ใจแม้แต่จะไปดู ประมาณ 10 โมงเช้าของวันที่ 10 มีนาคม ทหารให้ผมไปยืนที่ประตูหันหน้าเข้าห้อง เขานำผ้าดำมาปิดตา ใส่กุญแจมือไพล่หลัง แล้วพาเดินไปยังห้องที่ใช้สอบสวน เขาจับให้นั่งบนเก้าอี้ เป็นห้องปรับอากาศ

ผมไม่เห็นอะไร นอกจากได้ยินเสียง มีคนมากกว่า 2 

“มึงฆ่าทหารมาแล้วกี่คน” 

“ผมไม่เคยฆ่าใคร” 

“แต่มึงเข้าป่าเมื่อ 2519” 

“ใช่ ผมไม่ได้เกลียดทหาร พ่อผมก็เป็นทหาร” 

“ยศอะไร?” 

“พลทหารผ่านศึกอินโดจีน” 

พลั่ก! หมัดสัมผัสหน้าท้องอย่างแรง เขาคงคิดว่าผมกวนเขา แต่ผมภูมิใจในตัวพ่อผม (วันหลังเจ้าหน้าที่ข่าวที่มาพูดคุย ผมเล่าว่าผมพาพ่อไปดูบริเวณที่หน่วยทหารขนส่งซึ่งพ่อผมสังกัดเคยพัก ตั้งแต่กว๊านพะเยา ท่าข้ามน้ำกกฝั่งเหนือไปแม่สาย เชียงแสน เขายังชมผมว่า ทำดีที่พาพ่อไปรำลึกความหลังครั้งปฏิบัติการสนับสนุนการเข้ายึดเชียงตุงของแม่ทัพผิน ชุณหะวัณ) 

“เอ้าพูด ดีโมแครซี่!” มันตะโกนเสียงเล็กแหลม 

ผมไม่พูดตามและถามกลับว่า “ทำไมผมต้องพูด” 

มันตบหน้าผมแล้วพูดว่า “มึงนิยมประชาธิปไตยนัก ทำไมไม่พูดล่ะ” 

เขาแสดงอำนาจบาตรใหญ่ เหมือนระบบว้ากในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ชั้นปี 1 ในบางคณะ 

“ผมไม่ใช่แนวรุนแรง เขตงานที่ผมอยู่ไม่เคยปะทะทั้งที่มีอาวุธเก็บไว้จำนวนไม่น้อย” 

เขาแย้งว่า “ไหนบอกว่าไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ แล้วจะมีเขตอำนาจอะไร” 

“ตั้งแต่ 2519-2523 ที่นั่นไม่มีการปะทะ นี่คือข้อเท็จริง คุณไม่เข้าใจหรอกว่าอำนาจกับบารมีเมื่อถึงจุดหนึ่งอะไรเหนือกว่ากัน” 

เขตงานทั้งหมดไม่ได้เกิดจากพรรคคอมมิวนิสต์ เชิงความสัมพันธ์ผู้นำชุมชนติดต่อกับนักศึกษาและพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ปี 2518 อินสอน บัวเขียว ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรเชียงใหม่เขตใต้ หางดง สันป่าตอง จอมทอง แม่แจ่ม ฮอด ดอยเต่า อมก๋อย มีผมเป็นตัวแทนพรรคฯ ดูแลแก้ปัญหาที่ชาวบ้านเดือดร้อนจากการทำเหมืองแร่ ตัดไม้ บริเวณต้นน้ำลำธารของชุมชนกะเหรี่ยง ปัญหาสิทธิที่ดินทำกิน ทุกเรื่องเมื่อเขาเดือดร้อน ปัญหาซึ่งสะสมหมักหมมไว้จากรัฐเผด็จการทหาร ตั้งแต่ปี 2500 เรื่อยมา เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเดือนตุลาคม 2516 จึงเหมือนภูเขาไฟปลดปล่อยพลังงาน ทั้งนักศึกษาและผมมีเรื่องเข้ามาให้ทำเกือบทุกวัน ผมจึงเป็นที่รักและไว้วางใจของชาวบ้าน 

“วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 มึงทำอะไร” 

ผมนึกไม่ออกว่ามันเป็นวันอะไร เพราะวันที่ใช้ทั้งปีคือ วันจันทร์ อังคาร พุธ จนชนวันอาทิตย์ ไม่สนใจวันที่ เมื่อผมนิ่ง เขาจึงทักทายด้วยหมัดเข้าที่ลิ้นปี่ ผมเจ็บปวดรวดร้าวระคนจุก เขาแสดงน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ถ้าวันนั้นเป็นวันตรุษจีน ผมได้รับการติดต่อจาก อ.วิภา ดาวมณี ให้มาที่มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตยก่อน 8 โมงเช้า ให้พิจารณาเอกสารอนุมัติจ่ายเงินโครงการอบรมกรรมกร ยอดเงินประมาณ 15,000 บาทเศษ เป็นโครงการที่เล็ก นักกิจกรรมด้านแรงงานขอการสนับสนุนจากมูลนิธิฯ 

เมื่อผมไหว้เสร็จ บอกแม่ว่าจะไปมูลนิธิแต่เช้า ไม่อยู่กินข้าวด้วย แม่ให้ติดขนมที่ไหว้แล้วไปกินด้วย จึงเป็นอาหารเช้าทั้งของผมและ อ.วิภา เพราะร้านค้าปิดหมด แม้แต่ส้ม อ.วิภายังหาซื้อไม่ได้ เมื่อเสร็จธุระมูลนิธิ ผมก็ออกรถหาคนโดยสาร 

“แต่วันนั้นมึงอยู่แถวนั้นเกือบทั้งวัน” 

ผมจำไม่ได้ แต่หลายครั้ง ถ้าเข้าไปส่งคนโดยสารในอิมแพค รถติดกว่าจะออกได้ใช้เวลาเป็นชั่วโมง เขาเปลี่ยนมาชกที่ชายโครงซ้ายสลับขวา หน้าท้อง จนรู้สึกเจ็บระบมไปทั่ว ดีที่ในกระเพาะว่างเปล่า อาการเจ็บจึงเกิดกับซี่โครง เส้นเลือดฝอยใต้ผิว และกล้ามเนื้อหน้าท้องเท่านั้น ขณะถูกชกจะมีคนยืนอยู่ด้านหลังผมหนึ่งคน เอามือจับบนไหล่ขวาของผม แต่ไม่มีอาการคุกคาม เพียงคุมไว้เฉยๆ และบางครั้งก็พูดกับผมว่า “อย่าดื้อหรือขัดขืนเพราะจะทำให้เจ็บตัว ให้ความร่วมมือจะได้คุยกันดีดี” 

ผมยังคงพูดบนหลักการของผมคือ ความจริง จะให้กล่าวใส่ร้ายอันเป็นเท็จต่อผู้อื่นหรือตนเอง ยอมตายดีกว่า ใช้เวลานานเท่าไรผมไม่ทราบ เขากล่าวว่า “วันนี้เอาแค่นี้ เอาตัวกลับไปห้องขัง”

เมื่อกลับเข้าห้อง ทหารเอาผ้าปิดตาออก ถอดกุญแจมือ บอกให้ผมกินข้าว เขาจัดไว้ให้แล้ว ผมนั่งบ้าง เดินบ้าง คิดทบทวนว่าเขาต้องการอะไรจากผม มันเรื่องอะไรกัน ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก มันเกี่ยวอะไรกับวันตรุษจีน มาเข้าใจภายหลังว่า เขาจะให้ผมเกี่ยวข้องกับการวางระเบิดที่ข้างสยามพารากอน ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ปทุมวัน 
 

(ยังมีต่อ)

 

เบื้องหลัง 'สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน' ไม่รับสารภาพ คดีระเบิดหน้าศาล

ลาก 'เก้าอี้' มานั่งคุย: สรรเสริญ-ชาญวิทย์ ‘คนเดือนตุลา’ ที่ถูกลืมในเรือนจำ

คุยกับแม่สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน ผู้ต้องหาสูงวัย คดีปาระเบิดลานจอดรถศาลอาญา

ชวนรู้จัก สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน คนธรรมดาที่ใช้ชีวิตราวนักพรตมาตลอดชีวิต

ประชาไท: คดีปาระเบิดศาลอาญา

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์