องค์กรภาคประชาสังคม 34 องค์กร ยื่นจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้รัฐบาลไทยไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนายอี ควิน เบดั๊บ (Mr. Y Quynh Bdap) นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่า เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2567 เวลา 10.30 น. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในนามเครือข่ายภาคประชาสังคม 34 องค์กร ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกแพทองธาร ชินวัตร ณ สำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องไม่ให้ส่งตัวนายอี ควิน เบดั๊บ (Mr. Y Quynh Bdap) นักปกป้องสิทธิมนุษยชนเพื่อเสรีภาพในการนับถือศาสนาของชาวมองตานญาด (Montagnards Stand for Justice – MSFJ) กลับไปเวียดนามโดยมี นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฯ เป็นผู้แทนรับจดหมายดังกล่าว
ขณะนี้นายเบดั๊บยังคงถูกฝากขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพตามคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2567 ซึ่งได้มีคำวินิจฉัยว่าแม้ประเทศไทยจะไม่มีบันทึกข้อตกลงเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน หากแต่พิจารณาตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 พบว่าเข้าเงื่อนไขให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ หากแต่ขอให้รอผลตัดสินชี้ขาดจากรัฐบาลต่อไป ทนายความของเขาระบุว่าจะมีการอุทธรณ์คำวินิจฉัยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงการพิจารณาคดีต่อจำเลยจำนวนมากในจังหวัดดั๊กลัก ประเทศเวียดนาม เมื่อเดือนมกราคม 2567 ซึ่งเป็นการพิจารณาคดีที่ทั้งไม่โปร่งใสและไม่เป็นธรรม ศาลเวียดนามได้ตัดสินกำหนดโทษจำคุกนายเบดั๊บเป็นเวลา 10 ปี
นายเบดั๊บเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม Montagnards Stand For Justice (MSFJ) ซึ่งเป็นองค์กรที่รณรงค์อย่างสันติเพื่อให้มีการเคารพต่อเสรีภาพด้านศาสนาและความเชื่อ สิทธิมนุษยชน และสิทธิของชนพื้นเมืองมองตานญาดในเวียดนาม การเคารพต่อสิทธิของพวกเขาตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กฎหมายและรัฐธรรมนูญของเวียดนาม และการตรวจสอบ จดบันทึก และเก็บข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการประหัตประหารทางศาสนา กิจกรรมในชุมชนเหล่านี้ส่งผลให้เขาตกเป็นเป้าหมายของรัฐบาลเวียดนาม และเพื่อหลบหนีจากการตกเป็นเป้าสอดแนม ตกเป็นเหยื่อการคุกคาม และอาจถูกจับกุม นายเบดั๊บจึงหลบหนีมายังประเทศไทยในปี 2561 และได้สมัครและต่อมาได้รับสถานะของผู้ลี้ภัยจาก UNHCR ในเหตุโจมตีอาคารราชการที่จังหวัดดั๊กลัก ประเทศเวียดนามในวันที่ 11 มิถุนายน 2566 จึงมีข้อเท็จจริงว่าขณะที่เกิดเหตุเขายังอยู่ในประเทศไทย และปัจจุบันเขาอยู่ระหว่างรอกระบวนการเดินทางไปพำนักเป็นผู้ลี้ภัยในประเทศที่สาม
มาตรา 13 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ห้ามส่งบุคคลกลับไปยังประเทศที่บุคคลนั้นเสี่ยงจะต้องเผชิญกับการทรมาน หรือตกเป็นเหยื่อของการบังคับให้สูญหาย และแม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 (1951) และพิธีสารเลือกรับ พ.ศ. 2510 (1967) ของอนุสัญญาดังกล่าว แต่รัฐบาลมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายจารีตประเพณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยจะต้องไม่ส่งตัวผู้ลี้ภัยซึ่งได้รับสถานะจาก UNHCR ไปยังดินแดนที่อาจทำให้เขาต้องเผชิญกับการประหัตประหาร
“สถานะผู้ลี้ภัยของ UNHCR หมายความว่า ประเทศไทยต้องคุ้มครอง ไม่ใช่ดำเนินการเพื่อประหัตประหารเขา ไม่ว่าภายใต้พฤติการณ์ใด รัฐบาลไทยก็ไม่ควรส่งตัวอี ควิน เบดั๊บกลับไปเผชิญกับอันตรายในเวียดนาม ซึ่งมีความเสี่ยงว่าเขาอาจตกเป็นเหยื่อของการทำร้ายร่างกายและการทรมาน ระหว่างการถูกคุมขังเป็นเวลานานในเรือนจำเจียตรุง ซึ่งมีชื่อเสียงในทางเลวร้ายในภูมิภาคที่ราบสูงตอนกลางของประเทศ” กฤตพร เสมสันทัด ผู้อำนวยการโครงการมูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ กล่าว “นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร มีอำนาจในการสั่งหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนในกรณีคุณอี ควิน เบดั๊บ โดยคำนึงถึงสถานะผู้ลี้ภัยของเขา หลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement principle) และจะต้องดำเนินการดังกล่าวโดนทันที”
มูลนิธิฯ และ 33 เครือข่ายภาคประชาสังคมที่ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกมีความกังวลอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของนายเบดั๊บ ที่อาจตกเป็นเหยื่อการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือ การถูกบังคับให้สูญหาย การตัดสินใจของรัฐบาลไทยว่าจะส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนายเบดั๊บกลับไปเวียดนามหรือไม่ ถือเป็นบททดสอบสำคัญในฐานะสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในวาระปี 2568-2570 และจะสะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของไทยในด้านการเคารพสิทธิมนุษยชนในเวทีสากล
“นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตรควรตระหนักว่า การได้รับเลือกตั้งเข้าไปเป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ทำให้ไทยจะต้องแสดงเจตจำนงอย่างจริงใจที่จะดำเนินการตามนโยบายและมาตรการที่เคารพสิทธิมนุษยชน” ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข รองผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าว “คดีนี้เป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง ทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สหประชาชาติ และนานาประเทศต่างแสดงความกังวล เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับอี ควิน เบดั๊บ เป็นบททดสอบต่อพันธกิจของไทย นายกรัฐมนตรีควรทำสิ่งที่ถูกต้อง และสั่งการให้เขาสามารถเดินทางไปประเทศที่สามได้อย่างปลอดภัย เพื่อให้เขาได้รับการปกป้องคุ้มครอง”
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชน ประชาชน และองค์กรภาคประชาชนที่สนใจ ร่วมติดตามความคืบหน้าของคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่านายเบดั๊บ จะไม่ถูกผลักดันกลับไปเผชิญภัยอันตรายใดๆ และเพื่อให้มั่นใจว่าความร่วมมือระหว่างประเทศในคดีอาญาจะมีการดำเนินการอย่างโปร่งใส และสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจได้ เพื่อป้องกันไม่เกิดกรณีการกดปราบข้ามชาติ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐอย่างเป็นระบบและกว้างขวาง
