Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สรุป คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยืนตามศาลชั้นต้น สั่งควบคุมตัว 'อี ควิน เบดั๊บ' ผู้ลี้ภัยชาวมองตานญาด เพื่อส่งไปรับโทษที่เวียดนาม ศาลมองหลักฐานไม่พอให้เชื่อได้ว่า การส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับไปจะทำให้เขาต้องเผชิญอันตรายที่ประเทศต้นทาง ทีมทนายเตรียมร่างหนังสือถึงนายกฯ ยุติการส่งตัวกลับ หวั่นซ้ำรอยเคสอุยกูร์

 

27 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวานนี้ (26 พ.ย.) เวลาประมาณ 14.00 น. ที่ศาลอาญา รัชดาฯ ห้องพิจารณาคดี 608 ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์กรณีสำนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ มีคำร้องส่งตัว อี ควิน เบดั๊บ (Y Quynh Bdap) ผู้ลี้ภัยชาวมองตานญาด และนักสิทธิเสรีภาพการนับถือศาสนา กลับไปรับโทษทางอาญาที่ประเทศเวียดนาม ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน

โดยก่อนหน้านี้เมื่อ 30 ก.ย. 2567 ศาลชั้นต้น เคยมีคำสั่งขังอี ควิน เบดั๊บ เพื่อรอให้รัฐบาลตัดสินใจส่งตัวกลับประเทศเวียดนาม 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

สำหรับคดีนี้ได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างมาก เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่จากสถานทูตประเทศต่างๆ องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรระหว่างประเทศ และบุคคลทั่วไป เข้าร่วมสังเกตการณ์การอ่านคำพิพากษาวันนี้ จนเก้าอี้ในห้องพิจารณาคดีไม่พอนั่ง และต้องมีคนยืนฟังคำพิพากษาตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ

'อี ควิน เบดั๊บ' เป็นใคร ?

อี ควิน เบดั๊บ เป็นชาวมองตานญาด อายุ 32 ปี รูปร่างเล็ก อาศัยอยู่ในพื้นที่ราบสูง จังหวัดดั๊กลัก ตอนกลางของเวียดนาม เขาอธิบายในคำขอคัดค้านการส่งกลับว่า คนที่นั่นส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ และมักประกอบศาสนกิจที่โบสถ์บ้าน เรื่องนี้ทำให้ชาวมองตานญาดถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ เพราะแม้ว่า รธน.เวียดนามจะให้เสรีภาพการนับถือศาสนา แต่ในทางปฏิบัติ รัฐกลับมีข้อจำกัดในการนับถือศาสนา และต้องประกอบศาสนกิจในสถานที่ที่รัฐกำหนดเท่านั้น หากฝ่าฝืน รัฐบาลจะมองว่าคุณกำลังซ่องสุมวางแผนที่จะเป็นปฏิปักษ์กับรัฐ

ตัวของอี ควิน เบดั๊บ ให้การว่า เมื่อปี 2553 เขาเคยถูกจำคุกเป็นเวลา 5 เดือน เนื่องจากไปร่วมชุมนุมเรียกร้องเสรีภาพในการนับถือศาสนา และให้รัฐบาลปล่อยตัวชาวมองตานญาดที่ถูกจับกุมจากเรื่องการนับถือศาสนา ซึ่งช่วงที่อยู่ในเรือนจำ เขาต้องเผชิญกับการถูกทำร้ายร่างกาย ไม่ให้ญาติเข้าเยี่ยม และถูกขู่บังคับสูญหาย

ปี 2556 ผู้ลี้ภัยชาวมองตานญาดเคยถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว เนื่องจากประกอบศาสนพิธีที่โบสถ์บ้าน โดยอ้างว่าเป็นการสร้างความเสียหายแก่รัฐ และเมื่อถูกปล่อยตัวก็ยังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามอยู่ตลอด

ปี 2559 อี ควิน เบดั๊บ เคยถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจโดยไม่มีการตั้งข้อหา เป็นเวลา 7 วัน เนื่องจากเขาเดินทางไปในประเทศไทย เพื่อร่วมกิจกรรมอบรมเกี่ยวกับเสรีภาพทางศาสนา และหลังจากถูกปล่อยตัว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาหาเขาที่บ้าน เพื่อชักชวนให้เลิกนับถือศาสนา และยุติการประกอบศาสนพิธี เมื่อเขาปฏิเสธก็จะถูกทำร้ายร่างกาย และขู่ว่าจะทำให้เขาหายไป รวมถึงถูกค้นบ้านและยึดมือถือไปด้วย 

ด้วยความกลัวว่าจะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต อี ควิน เบดั๊บ เลยตัดสินใจลี้ภัยมายังประเทศไทยเมื่อปี 2561 และในเวลาต่อมา เขาได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำประเทศไทย ก่อนที่เมื่อ มิ.ย. 2567 เบดั๊บ ถูกควบคุมตัวในประเทศไทย ตามคำขอของรัฐบาลเวียดนาม

ยืนตามศาลชั้นต้น 

สำหรับคดีของอี ควิน เบดั๊บ เขาถูกทางการเวียดนามกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปลุกระดม และสั่งการผ่านทางออนไลน์ ให้คนก่อจลาจลด้วยอาวุธที่สถานีตำรวจ และที่ทำการตำบล ในจังหวัดดั๊กลัก เมื่อ มิ.ย. 2566 จนมีผู้เสียชีวิต 9 ราย รวมถึงตำรวจ และเจ้าหน้าที่ตำบล และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 2 ราย

ต่อมา ศาลประชาชนจังหวัดดั๊กลัก ได้พิจารณาคดีและมีคำพิพากษาลับหลัง (เนื่องจากอี ควิน เบดั๊บ อยู่นอกประเทศเวียดนาม) ลงโทษอี ควิน เบดั๊บ ข้อหาร่วมกันก่อการร้าย มีโทษจำคุก 10 ปี ซึ่งตัวเขาให้การปฏิเสธมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว และเขาเคลื่อนไหวเรียกร้องเสรีภาพการนับถือศาสนาด้วยสันติวิธีเท่านั้น 

ชั้นอุทธรณ์ อี ควิน เบดั๊บ สู้คดีโดยขอให้มีการเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้สั่งขังเพื่อรอส่งกลับประเทศเวียดนาม เพราะขัดต่อ พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน โดยเขาระบุว่าคดีที่เขาถูกกล่าวหาเข้าข่ายคดีการเมือง และการพิจารณาคดีของเวียดนามไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ส่งตัวอี ควิน เบดั๊บ ผู้ลี้ภัยชาวมองตานญาด กลับไปรับโทษที่ประเทศเวียดนาม โดยให้เหตุผลประกอบว่า กรณีที่อี ควิน เบดั๊บ สู้ว่าคดีก่อการร้ายของเขาเป็นการพิจารณาคดีแบบลับหลัง ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการพิจารณาคดีอาญาของประเทศไทย แต่ศาลอุทธรณ์ มองว่า ศาลไทยไม่มีสิทธิก้าวล่วงการพิจารณาคดีของเวียดนาม แต่ศาลจะพิจารณาว่าความผิดของอี ควิน เบดั๊บ เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่

ประเด็นนี้ ศาลมองด้วยว่าเมื่อถูกดำเนินคดีก่อการร้าย ซึ่งในประเทศไทยก็บัญญัติเป็นความผิดในไทยเช่นกัน ก็อยู่ในขอบข่ายที่ศาลจะพิจารณาว่าจะส่งกลับไปได้หรือไม่   

ขณะที่ทางจำเลย หรืออี ควิน เบดั๊บ จะสู้ว่าคดีก่อการร้ายเป็นคดีการเมือง ไม่ใช่คดีอาญา แต่ศาลอุทธรณ์ให้น้ำหนักกับความเห็นพยานฝ่ายโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ที่ระบุว่าคดีของอี ควิน เบดั๊บ ไม่เข้าข่ายคดีทางการเมือง แต่เป็นคดีอาญาทั่วไป

ทั้งนี้ แม้ว่าไทยและเวียดนามจะไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน แต่ทางการเวียดนามสามารถส่งหนังสือทางการทูตร้องขอความร่วมมือมายัง กต.ไทย ให้มีการพิจารณาให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องไม่เป็นคดีการเมืองหรือเกี่ยวกับทหาร และคดียังไม่ขาดอายุความ นอกจากนี้ สถานะผู้ลี้ภัยของ UNHCR ก็ไม่ได้เป็นข้องดเว้นตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดนของไทยอีกด้วย

ส่วนกรณีที่อี ควิน เบดั๊บ สู้ว่าการส่งกลับไปประเทศเวียดนาม "มีเหตุให้เชื่อได้ว่า" จะทำให้ตัวของเขาตกอยู่ในอันตราย ถูกซ้อมทรมาน และถูกบังคับสูญหาย ซึ่งอาจจะขัดกับมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและบังคับสูญหาย 

ในประเด็นนี้ ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องของทางการเวียดนาม โดยทางเวียดนามให้การรับรองว่าหากมีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ตัวของอี ควิน เบดั๊บ จะได้รับความคุ้มครองตามหลักสากล และมีสิทธิตรวจสอบคำพิพากษาของศาลได้

กรณีที่อี ควิน เบดั๊บ อ้างว่าเคยถูกทำร้ายร่างกายระหว่างอยู่ในเรือนจำช่วงปี 2555-2559 ศาลพิจารณาแล้ว เห็นว่าจำเลยยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด และเมื่อประกอบกับหนังสือของกระทรวงความมั่นคงเวียดนามแล้ว จึงมองว่าคำกล่าวอ้างของจำเลยยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าจำเลยจะตกอยู่ในอันตราย หรือถูกทำให้สูญหายเมื่อถูกส่งตัวกลับ

ดังนั้น ศาลอุทธรณ์จึงยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปประเทศเวียดนาม ส่งผลให้คดีเป็นที่สิ้นสุด ทำให้รัฐบาลไทยมีสิทธิอนุญาตส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับประเทศต้นทาง

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า แม้ว่าฝั่งจำเลยจะมีพยานผู้เชี่ยวชาญที่มาให้ความเห็นและข้อมูลสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศเวียดนามก็ตาม แต่ดูเหมือนศาลจะไม่ได้ให้น้ำหนักในการพิจารณาในส่วนนี้เท่าใดนัก และมีการแจ้งนัดฟังคำพิพากษาที่ค่อนข้างกระชั้นชิด หรือ 1 วันก่อนนัดหมายเท่านั้น

คอรีเยาะ มานุแช ทนายความของอี ควิน เบดั๊บ ให้สัมภาษณ์หลังฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยกล่าวว่า ตอนนี้อี ควิน เบดั๊บ อาจจะถูกส่งกลับไปที่เวียดนาม เพื่อรับโทษตามคำพิพากษาของศาลเวียดนามได้ตลอดเวลา 

คอรีเยาะ มานุแช

ต่อประเด็นที่สื่อถามว่า กรณีที่ศาลอุทธรณ์มีความเห็นว่า หลักฐานที่ตัวของผู้ลี้ภัยชาวมองตานญาด ให้การว่าเคยถูกทำร้ายร่างกาย และถูกข่มขู่เอาชีวิตระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำจังหวัดดั๊กลัก ไม่เพียงพอให้เชื่อได้ว่า หากถูกส่งกลับไปแล้วจะต้องเผชิญกับภยันตรายที่ประเทศต้นทาง ในทางปฏิบัติ เราจะพิสูจน์ในเรื่องนี้ได้อย่างไร 

คอรีเยาะ กล่าวว่า ทางฝั่งจำเลย พยายามใช้พยานหลักฐานทั้งรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเวียดนาม ซึ่งจัดทำโดยสหรัฐฯ ที่ระบุว่ากลุ่มชาวมองตานญาดเป็นกลุ่มคนที่ถูกจับตา และถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการนับถือศาสนา ประกอบกับความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งให้ความเห็นสอดคล้องกันว่ารัฐบาลเวียดนามมีการเลือกปฏิบัติและคุกคามคนกลุ่มนี้เป็นการเฉพาะ ซึ่งทางเรามองว่าพยานหลักฐานในส่วนนี้มีความเชื่อถืออย่างมาก โดยไม่ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นบาดแผลตามร่างกาย เพื่อบอกว่าจำเลยถูกซ้อมทรมานทารุณกรรมมาก่อน

"เราก็กังวลว่าประเทศเวียดนามไม่เคยมีชื่อเสียงกับการเคารพสิทธิมนุษยชนเลย และมีหน่วยงานที่ส่งเสียงเป็นเสียงเดียวกันถึงความน่ากังวลตรงนี้ จริงๆ ก็น่าผิดหวังที่ศาลไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน จากองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ แต่ให้น้ำหนักกับคำรับรองที่ไม่สามารถพิสูจนได้" คอรีเยาะ กล่าว

คดีการเมือง หรือคดีอาญา ?

ต่อประเด็นที่สื่อถามว่า มีข้อสังเกตหรือไม่ต่อกรณีที่กรมสนธิสัญญาฯ ตีความว่า คดีของอี ควิน เบดั๊บ เป็นคดีอาญาทั่วไป ไม่ได้เป็นคดีทางการเมือง ทางทนายความมองว่าคดีการเมือง และคดีอาญา แบ่งได้โดยชัดเจน ขึ้นอยู่กับว่าคดีมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองหรือไม่ อย่างกรณีของอี ควิน เบดั๊บ เป็นผู้เรียกร้องเสรีภาพในการนับถือศาสนาในประเทศเวียดนาม ซึ่งเวียดนามมีนโยบายค่อนข้างเข้มงวดในการนับถือทางศาสนา กำหนดกรอบอย่างชัดเจนว่าหากปฏิบัติศาสนกิจต้องลงทะเบียน หรือไปเฉพาะศาสนสถานที่รัฐกำหนด เมื่อมีนโยบายของรัฐแบบนี้ และมีนักเคลื่อนไหวต่อต้านนโยบายที่ว่า ตามครรลองแล้ว มันไม่สามารถตีความเป็นอย่างอื่นได้ นี่เป็นการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อสิทธิในการนับถือศาสนา ซึ่งยอมรับว่า ผิดหวังกับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยที่มองว่าเรื่องนี้เป็นคดีก่อการร้าย โดยลำพังไม่มีเหตุจูงใจทางการเมือง

หลังจากนี้ทางทีมทนายความจะรีบทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีการยุติส่งผู้ร้ายข้ามแดนของ อี ควิน เบดั๊บ ต่อไป 

"ที่ผ่านมาเราเพิ่งส่งอุยกูร์กลับประเทศจีน และก็ภายหลังมีรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เราก็อยากจะเรียกร้องให้ประเทศไทยยุติการเดินตามรอยเท้าเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน" คอรีเยาะ กล่าว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง