Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เครือข่าย Tanah Kita 8 ตำบลใน 4 อำเภอนราธิวาส ยืนยันพื้นที่เขาเมาะแตไม่เคยถูกประกาศเป็นป่าอนุรักษ์-ป่าสงวน คัดค้านแนวทาง คทช. ชี้ไม่เป็นธรรม ขอ ศอ.บต.ช่วยขับเคลื่อนออกโฉนดที่ดินให้ชาวบ้าน ด้านเลขาฯ ศอ.บต.รับปากร่วมแก้ปัญหา นัดติดตามความคืบหน้าทุก 2-3 เดือน

เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2567 ตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องสิทธิในที่ดินรอบพื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (Tanah Kita Network) ซึ่งเป็นเครือข่ายประชาชนใน 8 ตำบลของ อ.ระแงะ อ.ศรีสาคร อ.ดุซงญอ และ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปทับที่ดินของประชาชนและการไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ได้เข้าพบหารือกับเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ ถึงปัญหาการไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ทั้งนี้ Tanah Kita Network เห็นว่า ที่ผ่านมา ศอ.บต. มีบทบาทที่น่าชื่นชมในการติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งรวมถึงการเร่งรัดออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกินที่ไม่มีหลักฐาน ซึ่งตั้งอยู่นอกเขตที่ดินของรัฐทุกประเภทและไม่เป็นที่หลวงหวงห้ามหรือที่สาธารณประโยชน์  อันเป็นคุณลักษณะของที่ดินรอบเขาเมาะแต ที่ไม่ได้เป็นป่าอนุรักษ์หรือป่าสงวนหวงห้ามใดๆ มาก่อน  อันสามารถให้กรมที่ดินมาทำการรังวัดเพื่อออกโฉนดได้ทันที

ในการหารือ มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันถึงแนวทางที่จะให้ประชาชนมีความมั่นคงในที่ดินทำกิน โดยเฉพาะในประเด็นที่กรมป่าไม้มักอ้างว่าที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดินเป็น “ป่า” ตามนิยามในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 โดยกรมป่าไม้มีหน้าที่ต้องปกป้องรักษาป่านี้ ซึ่งในประเด็นนี้ทาง Tanah Kita Network  มีความเห็นว่า เจตนารมณ์เดิมของพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 นั้นเป็นไปเพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจในการอนุญาตตัดไม้หรือสัมปทานป่า ไม่ใช่เพื่อการสงวนรักษาป่าแต่อย่างใด อีกทั้ง “ป่า” ตามนิยามของพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ก็ไม่มีพระราชกฤษฎีกาที่ต้องมีแผนที่แนบท้ายระบุแนวเขตของป่า ดังนั้น ที่ดินรอบเขาเมาะแตจึงเป็นที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินที่รัฐยังไม่เคยออกเอกสารสิทธิให้ และประชาชนมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะได้เอกสิทธิในรูปแบบโฉนดที่ดิน

นอกจากนั้น แม้ว่าเดิมพื้นที่รอบเขาเมาะแตจะเคยเป็นแปลงสัมปทานป่าโครงการไม้กระยาเลยฝั่งขวาแม่น้ำสายบุรี (นธ.1) แต่ในความเป็นจริง ผู้ได้รับสัมปทานได้ใช้อิทธิพลทำการตัดไม้ในพื้นที่ที่มีประชาชนครอบครองทำประโยชน์อยู่แล้ว ต่อมาเมื่อการให้สัมปทานสิ้นสุดลงจึงเป็นที่ดินที่ทบวงการเมืองเลิกใช้แล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 นั้น อธิบดีกรมที่ดินสามารถนำไปจัดเพื่อประชาชนได้ตามความในมาตรา 10 ของประมวลกฎหมายที่ดิน  

ที่สำคัญ Tanah Kita Network เห็นว่า เป็นความไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งหากทางการ โดยเฉพาะกรมป่าไม้ จะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เข้ามาจัดที่ดินเทือกเขาเมาะแตให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับการจัดที่ดินให้ผู้ยากไร้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เนื่องจากที่ดินรอบเขาเมาะแตไม่ได้เป็นป่าอนุรักษ์หรือป่าสงวนหวงห้ามใดๆ มาก่อน ดังนั้นจึงเป็นพื้นที่ที่กรมที่ดินสามารถดำเนินการออกโฉนดหรือนำมาจัดให้ประชาชน Tanah Kita Network เห็นว่าเข้าสู่กระบวนการของ คทช. ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่นี่ เพราะ คทช. มีขั้นตอนการพิสูจน์ในประเด็น “การทำกินต่อเนื่อง”  ด้วยภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งทำได้ยากในระบบเกษตรแบบผสมผสานในเขตป่าเขา ที่สภาพสวนดูคล้ายคลึงกับป่าธรรมชาติ จนอาจทำให้ประชาชนไม่ได้รับสิทธิในที่ดิน ยังไม่นับรวมประเด็นที่ว่าเป้าหมายในการจัดที่ดินของ คทช. คือการเพิ่มพื้นที่ปลูกป่าเพื่อขายคาร์บอนเครดิตมากกว่าเพื่อสร้างความมั่นคงในที่ดินของประชาชน

ในตอนท้ายของการหารือ  Tanah Kita Network ได้ขอให้ ศอ.บต. เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาที่ดินรอบเขาเมาะแต ด้วยการขับเคลื่อนการออกโฉนดที่ดินให้กับประชาชน หรือทำการจัดที่ดินในรูปแบบที่ไม่รอนสิทธิเหนือที่ดินที่มีอยู่เดิมของประชาชน ซึ่งในเบื้องต้น Tanah Kita Network เห็นว่าการจัดที่ดินให้ประชาชนในรูปแบบนิคมสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 นั้นเอื้อต่อสิทธิเหนือที่ดินของประชาชนมากกว่าแนวทางการจัดที่ดินของ คทช. ทั้งนี้ เลขา ศอ.บต.กล่าวว่า ทาง ศอ.บต.ยินดีให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกในการแก้ไขปัญหาเอกสารสิทธิที่ดินของ Tanah Kita Network และอยากให้มีการพบปะกันทุก 2-3 เดือน เพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา

อ่านเนื้อหาจดหมายฉบับเต็ม เรื่อง ขอให้ ศอ.บต. ขับเคลื่อนการออกโฉนดที่ดินรอบเขาเมาะแต ได้ที่ https://drive.google.com/file/d/1tIkdkgqXOE5oryAMHbRUs20iR3RA1DG3/view?usp=drive_link

ภาคผนวก: ความเป็นมาปัญหาที่ดินรอบเขาเมาะแต

บริเวณเทือกเขาเมาะแตและโดยรอบเป็นที่ตั้งรกรากถิ่นฐานของชุมชนชาวมลายูมุสลิมที่สืบเนื่องมาแต่ดั้งเดิมเป็นเวลานับร้อยปี มีวิถีชีวิตและจารีตวัฒนธรรมการทำมาหากินด้านการเกษตรในพื้นที่ป่าเขา (บูเก๊ะ) ที่ได้สืบทอดกันมาโดยราบรื่น แม้ในอดีตรัฐบาลมีนโยบายการให้สัมปทานทำไม้โดยการออกพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. 2481 เพื่อประกาศเขตสงวนและคุ้มครองป่าไว้สำหรับการทำไม้ และออกพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 เพื่อกำหนดวิธีการในการทำไม้ นโยบายนี้ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่นี้แต่อย่างใด เนื่องจากไม่ได้มีการประกาศให้พื้นที่แถบนี้เป็นป่าคุ้มครองหรือป่าสงวน ต่อมาทางการได้ประกาศบังคับใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ซึ่งกำหนดให้บุคคลที่ครอบครองที่ดินมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินบังคับใช้ ต้องไปแจ้งการครอบครองที่ดิน (สค.1) ต่อนายอำเภอท้องที่ แต่เนื่องจากพื้นที่นี้อยู่ห่างไกลทุรกันดารและในเวลานั้นประชาชนยังมีข้อจำกัดในการสื่อสารภาษาไทย ประชาชนในพื้นที่จึงไม่ทราบข่าวและไม่ได้ไปแจ้งการครอบครองที่ดิน ทำให้ไม่ได้รับเอกสารสิทธิในที่ดิน เมื่อไม่มีเอกสารสิทธิจึงเป็นสาเหตุให้ทางราชการเข้ามาประกาศเป็นพื้นที่สัมปทานไม้บ้าง ประกาศเป็นพื้นที่จัดตั้งนิคมสร้างตนเองบ้าง แต่กระนั้นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนและการทำมาหากินของประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด แม้กระทั่งต่อมาทางราชการออกนโยบายป่าไม้แห่งชาติ พ.ศ.2528 ที่ต้องการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้เป็นร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ บริเวณเทือกเขาเมาะแตและโดยรอบก็ไม่เคยมีการประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ  อุทยานแห่งชาติ หรือพื้นที่ป่าตามกฎหมายใดๆ เลย    

จนกระทั่งเมื่อมีการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557  ซึ่งหนึ่งในข้ออ้างในการทำรัฐประหารคือปัญหาการบุกรุกทำลายป่า  และต่อมา คสช. ได้มีนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้เริ่มเข้มงวดในการทำมาหากินของประชาชนในพื้นที่ป่าเขามากขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีนักวิชาการด้านป่าไม้ที่ทำงานรับใช้คณะรัฐประหารออกมาตีความว่า “ที่ดินที่ประชาชนไม่มีเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดินนั้น เป็นพื้นที่ป่า ตามนิยามใน พรบ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484” ก็ยิ่งกลายเป็นข้ออ้างของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในการข่มขู่คุกคามประชาชนในพื้นที่ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ประกอบกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีนโยบายเตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปในพื้นที่นี้ด้วย  โดยมีการตั้งหน่วยงานของกรมอุทยานฯ ขึ้นในพื้นที่ และมีเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ มาห้ามไม่ให้ประชาชนเข้าไปทำมาหากินในพื้นที่ป่าเขาเช่นเดิม การจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการดำรงชีวิตประชาชนในพื้นที่รอบเขาเมาะแต ดังนั้นประชาชนจึงได้รวมตัวกันเป็น เครือข่ายประชาชนปกป้องสิทธิในที่ดินรอบพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป หรือ Tanah Kita Network เพื่อร่วมกันเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหา  

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง