Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'โดนัลด์ ทรัมป์' เพิ่งจะชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งล่าสุดและกำลังจะกลายเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เรื่องนี้สร้างความกังวลให้กับผู้คนในหลายภาคส่วน เนื่องจากประเด็นต่าง ๆ เสี่ยงต่อการที่จะได้รับผลกระทบและการละเมิดสิทธิในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำแท้ง, ผู้อพยพ, สิ่งแวดล้อม, กฎหมายอาวุธปืน และสิทธิความหลากหลายทางเพศ


โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัย 2 (แฟ้มภาพ)

10 พ.ย. 2567 สื่อเดอะการ์เดียนได้ทำการลิสต์ประเด็นที่เสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิฯ หรือเสี่ยงจะได้รับผลกระทบหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีในสมัยที่ 2 โดยมีการระบุว่า "รู้สึกได้ถึงผลกระทบต่อหลายภาคส่วนของชีวิตชาวอเมริกัน และของทั่วโลกด้วย"

นี้คือลิสต์ประเด็นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากรัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 2

1. อาจจะมีการห้ามการทำแท้งในระดับสุดโต่งประกาศใช้ทั่วประเทศ

ในตอนปี 2565 ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ที่มีคนของทรัมป์กุมอำนาจอยู่ได้สั่งคว่ำคำตัดสิน Roe v. Wade
ซึ่งเคยเป็นคำตัดสินที่ให้สิทธิคุ้มครองทางกฎหมายต่อการทำแท้งในสหรัฐฯ ส่งผลให้รัฐแต่ละรัฐในอเมริกาสามารถตัดสินใจเองว่าจะออกกฎการทำแท้งของตัวเองอย่างไร นำมาซึ่งการแบนการทำแท้งในรัฐต่างๆ มากกว่าสิบแห่ง ทำให้หมอไม่กล้าช่วยเหลือคนไข้ ทำให้คนไข้เผชิญความเจ็บปวดและความเสียหายต่อร่างการตนเองเพราะข้อห้ามการทำแท้ง

การที่ทรัมป์เข้าสู่อำนาจครั้งล่าสุด มีโอกาสที่จะทำให้เกิดการปิดกั้นการทำแท้งในระดับประเทศ ถึงแม้ว่าจุดยืนของทรัมป์ในเรื่องการแบนระดับประเทศนี้ยังไม่เคลียร์ก็ตามเพราะเขาพูดกลับไปกลับมาในเรื่องนี้ แต่รัฐบาลเขาก็มีอำนาจมากพอที่จะทำลายสิทธิในการทำแท้งโดยไม่ต้องผ่านสภาคองเกรส

ทรัมป์เคยเสนอ "โปรเจกท์ 2025" ซึ่งเป็นแนวทางของพวกฝ่ายขวาในสหรัฐฯ จะนำมาใช้ในยุคสมัยที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีในสมัยที่ 2 หนึ่งในนั้นมีการเสนอให้นำกฎหมายคอมสต็อกปี 2416 กลับมาใช้ ซึ่งจะเป็นการสั่งห้ามไม่ให้มีการส่งพัสดุที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้งและแบนไม่ให้มีการส่งยาทำแท้งที่รวมถึงอาจจะส่งผลถึงขั้นแบนเครื่องมือในคลินิกด้วย

นอกจากนี้ยังเป็นไปได้ที่ทรัมป์อาจจะทำให้กฎหมายปกป้องการเข้าถึงการทำแท้งฉุกเฉินที่เรียกว่า กฎหมายการรักษาพยาบาลฉุกเฉินและการทำคลอด หรือ กฎหมาย Emtala อ่อนลง ซึ่งกฎหมายนี้เคยถูกนำมาเป็นข้อถกเถียงทางกฎหมายในสหรัฐฯ หลังจากที่รัฐไอดาโอทำการสั่งแบนการทำแท้งในระดับสุดโต่งมาก่อน

2. การส่งตัวกลับประเทศหมู่ อาจจะสร้างหายนะกับผู้อพยพ

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นวิสัยทัศน์ของทรัมป์ในสมัยที่ 2 คือการบุกทลายและส่งตัวผู้อพยพกลับประเทศเป็นจำนวนมากในคราวเดียว นอกจากนี้ยังต้องการจะฟื้นฟูการสั่งห้ามการเดินทางเข้าสหรัฐฯ ซึ่งเน้นใช้กับผู้ที่เดินทางจากประเทศมุสลิม มีการประกาศว่าจะทำให้เกิด "ปฏิบัติการส่งตัวคนกลับประเทศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกัน"

ทรัมป์เสนอรายละเอียดแผนการว่าอาจจะทำการขับไล่คน "มากถึง 20 ล้านคน" ออกจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งใน "โปรเจกท์ 2025" อีกเช่นกัน โดยที่ทรัมป์บอกว่าอาจจะต้องอาศัยยุทธวิธีใช้กองทัพสหรัฐฯ ในการบังคับขับไล่ผู้อพยพออกจากประเทศ รวมถึงอาจจะใช้หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและอาศัยอำนาจสั่งการในช่วงเวลาสงครามที่มีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 ด้วย

กลุ่มผู้นำผู้อพยพและนักกิจกรรมที่เกี่ยวข้องบอกว่าพวกเขาต้องเตรียมตัวรับมือและมีการจัดตั้งกันมากขึ้นยิ่งกว่ายุครัฐบาลทรัมป์สมัยแรก โดยจะพิจารณาเอาเรื่องกฎหมายไปคัดง้างกับวาระของทรัมป์ในเรื่องผู้อพยพ

3. ความก้าวหน้าด้านสิทธิ LGBTQ+ อาจจะถูกโจมตีจนถดถอยอีกครั้ง

ทรัมป์ให้สัญญาว่าจะสั่งให้หน่วยงานภาครัฐทั้งหมดยุติโครงการ "ส่งเสริมการข้ามเพศในทุกช่วงวัย" ตัดงบประมาณโรงพยาบาลที่จะให้บริการสุขภาพช่วยเหลือการข้ามเพศ ผลักดันกฎหมายที่จะยืนยันว่ารัฐบาลไม่ยอมรับคนข้ามเพศในทางกฎหมาย และถอดนโยบายต่อต้านการกีดกันเลือกปฏิบัติต่อ LGBTQ+ จากรัฐบาลกลาง

มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่าสมรสเท่าเทียมก็เสี่ยงต่อการถูกยกเลิกภายใต้รัฐบาลทรัมป์ 2 เช่นกัน โดยเฉพาะถ้าเขามีโอกาสเป็นผู้แต่งตั้งผู้พิพากษาเพิ่ม และในโปรเจกต์ 2025 นั้นก็มีการระบุถึงแผนการลิดรอนสิทธิความหลากหลายทางเพศเหล่านี้ไว้ด้วย

4. จะมีการปิดกั้นความพยายามยับยั้งหายนะด้านสภาพภูมิอากาศ

ในโปรเจกท์ 2025 มีการวางแผนเรื่องต่างๆ ที่จะทำลายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมน้ำมัน, ก๊าซ และถ่านหิน ไปจนถึงการสั่งปิดองค์กรที่ทำงานตรวจวัดอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอย่าง องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ หรือ NOAA

ทรัมป์เคยอ้างว่าวิกฤตภูมิอากาศเป็น "เรื่องลวงโลก" แล้วก็ให้สัญญาว่าจะขุดเจาะน้ำมันในบ้านตัวเองรวมถึงการยกเลิกนโยบายของ โจ ไบเดน เรื่องการระงับการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวชั่วคราว ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะส่งผลต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก

ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าควรจะมีการลดการปล่อยก๊าซที่ส่งผลต่อวิกฤตให้ได้ภายในปี 2573 ถึงจะเป็นไปตามความตกลงปารีสในการพยายามลดโลกร้อน แต่พวกเราก็อาจจะต้องเผชิญกับนโยบายที่ก่อวิกฤตภูมิอากาศมากขึ้นในสมัยทรัมป์ดำรงตำแหน่งไปจนถึงปี 2572

5. เสรีภาพสื่อ ก็ตกอยู่ในอันตราย

ช่วงรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก ทรัมป์ได้กล่าวโจมตีสื่อกระแสหลักมาโดยตลอดแล้วก็ใช้งานสื่ออนุรักษ์นิยมไปเพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองของตัวเอง มีการอ้างว่าสื่อเป็น "ข่าวปลอม" อ้างว่าเป็น "ศัตรูของประชาชน"

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งทรัมป์ได้สั่งให้มีการยึดใบอนุญาตสื่อ CBS News เพื่อเป็นการลงโทษที่พวกเขาเผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ฉบับตัดต่อของ กมลา แฮร์ริส และขู่ว่าสื่ออื่นๆ จะประสบชะตากรรมแบบเดียวกัน โวหารแบบของทรัมป์ทำให้เสรีภาพสื่อและประชาธิปไตยน่าจะกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยง

6. ปัญหาอันตรายจากอาวุธปืนในสหรัฐฯ มีโอกาสเลวร้ายลงกว่าเดิม

ในสมัยที่ โจ ไบเดน เป็นประธานาธิบดี เขาเคยผ่านร่างกฎหมายความปลอดภัยของการใช้อาวุธปืนในสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี แต่ในยุครัฐบาลทรัมป์ก็มีโอกาสที่ความก้าวหน้าตรงจุดนี้จะถูกยกเลิกไป นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่ทรัมป์อาจจะสั่งปิด สำนักงานทำเนียบขาวเพื่อการป้องกับความรุนแรงจากอาวุธปืน ด้วย

เคยมีแผนภาพสถิติจากสื่อ CNN แสดงให้เห็นว่า มีเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนเกิดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ทำให้มีนักกิจกรรมเคลื่อนไหวเรียกร้องในประเด็นการควบคุมไม่ให้เกิดความรุนแรงจากอาวุธปืน หนึ่งในนักกิจกรรมเรื่องนี้คือ แองเจลา เฟอร์เรล-ซาบาลา กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 2 ทำให้พวกเขาเตรียมที่จะต้อง "สู้ยิบตา" ในเรื่องการรักษาไว้ซึ่งมาตรการความปลอดภัยจากการใช้อาวุธปืน

7. ในบางเมืองของสหรัฐฯ อาจถึงขั้นเสี่ยงที่จะเกิดรัฐประหาร

ทรัมป์ เคยขู่ว่าจะอาศัยอำนาจประธานาธิบดีในการยึดอำนาจเมืองต่างๆ ที่มีผู้แทนส่วนใหญ่มาจากเดโมแครต เพื่อใช้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางในการส่งตัวผู้คนออกนอกประเทศทีละจำนวนมาก และเพื่อทำลายนโยบายกระบวนการยุติธรรมที่ก้าวหน้า มีการขู่ว่าจะมีการใช้กองกำลังป้องกันแห่งชาติของรัฐบาลกลางเพื่อปราบปรามการประท้วงโดยไม่สนใจอำนาจระดับท้องถิ่น

ฝ่ายท้องถิ่นในหลายเมืองของสหรัฐฯ กำลังประสานความร่วมมือกันเพื่อวางแผนลดผลพวงจากการกระทำของทรัมป์

8. ความสำเร็จของบัญญัติลดเงินเฟ้อยุคไบเดน อาจจะถูกยกเลิกในสมัยทรัมป์

คู่หูลงเลือกตั้งของทรัมป์คือ เจดี แวนซ์ เคยพูดถึงบัญญัติลดเงินเฟ้อของรัฐบาลไบเดนที่มีการอัดฉีดเงิน 370,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเร่งการเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน โดยกล่าวหาว่าเป็น "เรื่องหลอกลวงเกี่ยวกับพลังงานเขียว" กลุ่มนักการเมืองรีพับลิกันในสภาคองเกรสเคยพยายามชำแหละบัญญัตินี้ และโปรเจกท์ 2025 ก็ระบุเรียกร้องให้ถอดถอนบัญญัตินี้

ข้อกล่าวหาของแวนซ์ยังดูจะไม่ตรงกับข้อมูลของช่อง TLDR News Global เจ้าของเดียวกับ ground.news เว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลและวัดผลความเป็นกลางสื่อ ข้อมูลจากช่อง TLDR News ระบุว่ามาตรการชะลอเงินเฟ้อของไบเดน ช่วยทำให้เกิดการชะลอเงินเฟ้อและค่าครองชีพได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในระดับโลก

9. แผ่นดินของชาติอาจจะกลายเป็นพื้นที่ขุดเจาะน้ำมันและผลิตก๊าซได้

ทรัมป์เสนอแผนว่าจะทำการชำแหละกระทรวงกิจการภายใน ที่เป็นหน่วยงานด้านการคุ้มครองอุทยาน, สัตว์ป่า และสัตว์สงวน ซึ่งโปรเจกท์ 2025 ได้ระบุให้มีการทำลายการคุ้มครองป่าไม้และสัตว์ป่าเพื่อให้ใช้พื้นที่ในการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซมากขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นการย้อนกลับสิ่งที่รัฐบาลไบเดนเคยทำไว้ในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทำให้สิ่งแวดล้อมแย่ลง

10. ขบวนการประท้วงในสหรัฐฯ เสี่ยง ถูกปราบปรามรุนแรง

ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์เสียชีวิตของชายผิวดำ จอร์จ ฟลอยด์ เมื่อปี 2563 ก็มีการประท้วงอย่างหนักในเรื่องความเป็นธรรมทางเชื้อชาติสีผิวตามมา ทำให้รัฐที่นำโดยรีพับลิกันขยายกฎหมายต่อต้านการชุมนุมซึ่งเป็นการผลักดันมาจากทรัมป์อีกทอดหนึ่ง

และในการหาเสี่ยงทรัมป์ก็อ้างเรื่องการรักษา "กฎและระเบียบ" ด้วยการใช้กองกำลังป้องกันแห่งชาติในการปราบปรามการประท้วง หนึ่งในพันธมิตรของทรัมป์ อย่าง ไมค์ จอห์นสัน ก็เคยเรียกร้องให้ใช้กองกำลังป้องกันชาติในการปราบปรามกลุ่มนักศึกษาที่ประท้วงต่อต้านกรณีอิสราเอลบุกกาซ่า

มีความเป็นไปได้ว่าทรัมป์ในสมัยที่สองอาจจะมีการใช้ทหารในการตอบโต้การชุมนุมโดยตรง และอาจจะกดดันให้สภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายลงโทษการชุมนุมแบบที่ใช้ในรัฐเทนเนสซีให้เกิดการนำมาใช้ในแบบทั่วประเทศ เช่น การห้ามการปักหลักชุมนุมบนพื้นที่ของรัฐ

11. สั่นคลอนเสถียรภาพของนโยบายการต่างประเทศ

ทรัมป์สมัยแรกใช้นโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" ซึ่งบั่นทอนเสถียรภาพทั้งกับศัตรูและกับพวกเดียวกันด้วย สมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ระบุว่าสหรัฐฯ ในตอนนั้นทำตัว "คาดเดาไม่ได้" ในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นอกจากนี้ในปี 2561 ทรัมป์ยังเคยเปรยว่าจะออกจากสมาชิกภาพนาโตและบีบให้ใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนไปกับการทหารมากขึ้น

ทรัมป์ยังเคยพูดไว้ด้วยว่าเขาจะให้รัสเซีย "ทำอะไรก็ได้ที่พวกนั้นอยากทำ" ทำให้มีการประเมินความเป็นไปได้ว่าชัยชนะของทรัมป์อาจจะทำให้นาโตแน่นแฟ้นน้อยลง ในขณะเดียวกันก็อาจจะยิ่งทำให้โลกขาดเสถียรภาพมากขึ้นในช่วงที่มีสงครามความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน

นอกจากนี้ จูด บลานเซตต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนที่ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศ (CSIS)  ยังประเมินว่า เป็นไปได้ที่ทรัมป์ในสมัยที่ 2 อาจจะมีคณะที่ปรึกษาเป็นคนที่มีจุดยืนแบบสนับสนุนไต้หวันมากแต่ก็มีท่าทีแบบ "สายเหยี่ยว" ต่อจีน คือเอียงไปในทางท่าทีแข็งกร้าวและการใช้กำลัง แต่ถึงแม้ว่าผู้ชนะเลือกตั้งจะเป็นแฮร์ริส แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนก็มีโอกาสจะตึงเครียดอยู่ดี

ส่วนคาเล็ด เอลกินดี นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันตะวันออกกลาง ก็ประเมินว่า อิสราเอลภายใต้ เบนจามิน เนทันยาฮู ก็อาจจะยึดเวสต์แบงค์ได้ง่ายชึ้นในสมัยของทรัมป์


เรียบเรียงจาก
With Trump returning to the presidency, this is what's at stake, The Guardian, 06-11-2024
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง