Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศาลแพ่งยกฟ้อง คดี ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ฟ้อง 'ณัฐพล ใจจริง-ฟ้าเดียวกัน' ข้อหาละเมิดไขข่าว เรียก 50 ล้านบาท เผยโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตั้งแต่ต้น 'ธนาพล' เตือนเป็นกระบวนการกดปราบผู้เห็นต่าง สร้างภาระคดี ทำคนเซ็นเซอร์ตัวเอง

 

13 พ.ย.2567 เพจเฟซบุ๊ก ‘ฟ้าเดียวกัน’ รายงานวันนี้ (13 พ.ย.) ว่าที่ศาลแพ่ง รัชดาภิเษก ศาลพิพากษายกฟ้องคดีที่ ทายาทราชสกุลรังสิต ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต (โจทก์) ฟ้องณัฐพล ใจจริง นักวิชาการประวัติศาสตร์ และผู้เขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง "การเมืองไทยสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามฯ" (จำเลยที่ 1) สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ในฐานะผู้จัดพิมพ์ “หนังสือขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ" และ "ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี" รวมถึงบรรณาธิการบริหาร หนังสือทั้ง 2 เล่ม (รวมจำเลยทั้งหมด 5 คน) ข้อหา "ละเมิดไขข่าวด้วยข้อความฝ่าฝืนความจริง" และเรียกค่าเสียหายจำนวน 50 ล้านบาท เมื่อปี 2564 จนกระทั่งศาลแพ่งมีคำพิพากษาวันนี้ (13 พ.ย.)

อนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 ระบุว่า "ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้ ผู้ใดส่งข่าวสารอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่"

สำหรับคดีนี้นอกจากณัฐพล ใจจริง อาจารย์นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ จำเลยที่ 1 ยังมีจำเลยอีก 4 คน ประกอบด้วย กุลลดา เกษบุญชู มี้ด อดีตอาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำเลยที่ 2 ชัยธวัช ตุลาธน บรรณาธิการหนังสือ "ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ" และอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นจำเลยที่ 3 อัญชลี มณีโรจน์ บรรณาธิการหนังสือ "ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี" เป็นจำเลยที่ 4, ห้างหุ้นส่วนจำกัดสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ผู้จัดพิมพ์หนังสือทั้ง 2 เล่ม และธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เป็นจำเลยที่ 5 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ระหว่างสืบพยานคดีนี้ โจทก์มีการถอนฟ้องจำเลยที่ 2 กุลลดา เกษบุญชู มี้ด 

เพจเฟซบุ๊ก "ฟ้าเดียวกัน" ระบุว่า ศาลพิเคราะห์ว่า ประเด็นแรกข้อความในวิทยานิพนธ์และหนังสือมิได้กล่าวพาดพิงโจทก์หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของโจทก์และครอบครัว ทั้งเรื่องการรับรองรัฐประหาร ปี 2490 และการเข้าแทรกแซงการเมืองสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่มีความเกี่ยวข้องกับโจทก์ อันจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดในตัวโจทก์ อีกทั้ง เมื่อกรมพระยาชัยนาทฯ สิ้นพระชนม์ก่อนแล้ว จึงเป็นการฟ้องที่กล่าวอ้างว่าเสียหายต่อผู้ที่ไม่มีสภาพบุคคลแล้วไม่ได้ แม้เป็นหลานของกรมพระชัยนาทฯ ก็ไม่ได้เสียหายต่อโจทก์ทายาทชั้นหลาน

ข้อเท็จจริงตามเนื้อหาในหนังสือเป็นอย่างไร โจทก์ไม่ทราบ และยังไม่เกิด ดังนั้น เมื่อข้อความในหนังสือไม่สื่อความหมายถึงโจทก์ ย่อมไม่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดในตัวโจทก์ซึ่งเป็นทายาทชั้นหลานได้

ประเด็นที่ 2 ส่วนที่โจทก์เบิกความว่ามีการชุมนุมแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อกรมพระยาชัยนาทฯ โดยมีผู้นำสีแดงมาสาดใส่อนุสาวรีย์กรมพระยาชัยนาทฯ รวมถึงการชุมนุมกดดันให้ยกเลิกชื่อถนนอันเป็นนามวิภาวดีรังสิตตามภาพข่าว ก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นการชุมนุมปลุกระดมอันสืบเนื่องมาจากข้อความในวิทยานิพนธ์และหนังสือแต่อย่างใด จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเสียหายของโจทก์

ประเด็นที่ 3 คือ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อฟังว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป

ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหาร สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ให้สัมภาษณ์ว่า คดีนี้เราแย้งมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าบุคคลที่มีศักดิ์เป็น 'หลาน' ไม่มีสิทธิฟ้อง หากศาลวินิจฉัยตรงนี้แต่ต้น คดีน่าจะจบลงตั้งแต่ปี 2564 (ปีที่ยื่นฟ้อง) แต่ทางศาลให้มารอฟังคำพิพากษา มันทำให้คดีลากยาวมาจนถึงวันนี้ (13 พ.ย.)

ธนาพล มองว่า เมื่อกลายเป็นคดีความก็ส่งผลกระทบทั้งการเสียเวลาและเสียเงินจ้างทนายความสู้คดี ทั้งยังมีกลุ่มปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสารนำประเด็นนี้ไปขยายผลโจมตีต่อ และสุดท้ายก็มีผลต่อบรรยากาศเสรีภาพทางวิชาการ

"แน่นอนว่ามีผลกระทบแน่ๆ หมายถึงว่าใครเห็นก็ไม่อยากเสียเวลา มันกินพลังงานไปเยอะ แล้วมันก็นำไปสู่การเซ็นเซอร์ตัวเอง อีกฝ่ายสามารถทำอะไรได้เต็มที่" บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ระบุ

บรรณาธิการบริหารฟ้าเดียวกัน ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนปฏิบัติการทางการเมืองที่พยายามกดปราบฝ่ายตรงข้ามด้วยการฟ้องคดีต่างๆ รวมไปจนถึงคดีมาตรา 112 ซึ่งในที่สุดทุกคนก็จะเซ็นเซอร์ตัวเอง

ธนาพล เห็นว่า บรรยากาศการเซ็นเซอร์ตัวเองน่าจะเป็นแบบนี้ต่อไป แม้ว่ารัฐบาลจะมีจุดยืนเปิดกว้างด้านเสรีภาพ แม้เชื่อว่ากลไกข้าราชการเปลี่ยนตามโครงสร้างอำนาจของรัฐ แต่ตอนนี้เขาไม่คิดว่าโครงสร้างอำนาจเปลี่ยน เพราะว่ารัฐบาลที่มีบางคนบอกว่ามาจากการเลือกตั้งก็ข้ามขั้วจับมือกับกลุ่มอำนาจเดิมของประยุทธ์ จันทร์โอชา

บรรณาธิการบริหารฟ้าเดียวกัน ตั้งคำถามว่า เรื่องนี้เสรีภาพเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญก็จริง แต่ทำอย่างไรให้เสรีภาพมันเท่ากัน  สถานการณ์ปัจจุบันมีฝ่ายหนึ่งที่วิจารณ์หรือทำอะไรก็ได้ ไม่โดนคดี แต่พออีกฝ่ายวิจารณ์กลับถูกฟ้อง อันนี้เป็นเสรีภาพจริงไหม ขบวนการอย่างไอโอหรือขบวนการที่ใช้เงินของรัฐมาบ่อนทำลายขู่ฟ้องร้องคนวิจารณ์มีจริงไหม คำถามคือ ถ้ามีจริง เราจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรที่ฝ่ายหนึ่งฟ้องทำลายคนเห็นต่างทาการเมือง 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง