Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เกิดอะไรขึ้นหลัง “ทักษิณ” ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงนายก อบจ. อุดรฯ บนเวทีมีการปราศรัยพาดพิงพรรคประชาชน ล่างเวทีให้สัมภาษณ์เอ่ยถึงธนาธรโยงแก้ปัญหา ม.112 ไม่รื้อโครงสร้าง “พริษฐ์” - “ธนาธร” - “ณัฐวุฒิ” โพสต์เฟซบุ๊กตามหลังสนั่น

 

15 พ.ย. 2567 เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2567 ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยแกนนำพรรคเพื่อไทยขึ้นเวทีปราศรัยช่วยศราวุธ เพชรพนมพร ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อุดรธานี เบอร์ 2 ในนามพรรคเพื่อไทยหาเสียง

บนเวทีทักษิณวัย 75 ปี ปราศรัยด้วยท่าทางที่แข็งแรงเสียงดังฟังชัด ที่เลือกมาอุดรฯ เพราะคนอุดรไม่เคยลืมตนเอง ถามคนอุดรถิ่นเสื้อแดงใครทันสมัยตนเองเป็นนายก อุดรฯ เหมือนจะดีขึ้นในสมัยที่ตนเองเป็นนายกฯ แต่กลับมาครั้งนี้ก็ยังเห็นคนอุดรฯ เป็นหนี้เหมือนเดิม ในระหว่างการปราศรัยช่วงทุนผูกขาดทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เป็นเสือนอนกิน และทำให้ประชาชนไม่รวยขึ้น กฎหมายเกี่ยวกับการค้าข้าวที่มีความล้าสมัย นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชิตวัตร เสนอกับตนเองว่าควรยกเลิกกฎหมายเก่าๆ ที่ทำให้คนไทยจน เปิดโอกาสให้ประชาชนมีเสรีภาพในการค้าขายข้าวข้ามเขต ในจังหวะนี้ทักษิณได้มีการพาดพิงถึงพรรคประชาชนระบุ

“เวลาพรรคประชาชนมาหาเสียง ท่านต้องบอกกับพรรคประชาชนว่า ไม่ต้องเสนอกฎหมายใหม่หรอก ยกเลิกกฎหมายเก่าที่เป็นปัญหากับประชาชนดีที่สุด วันนี้แข่งกันออกกฎหมายใหม่ แข่งกันทำไม กฎหมายเก่าเฮงซวยเยอะแยะ ก่อนไปสร้างสิ่งใหม่ๆ เอาสิ่งเฮงซวยออกไปก่อน ล้างซวยก่อน” ทักษิณกล่าวบนเวทีปราศรัย

หลังจากนั้น ทักษิณได้ปราศรัยพูดโยงถึงพรรคประชาชนอีกครั้งในเรื่องความเท่าเทียม โดยระบุว่า ประเทศจะเจริญได้ต้องลดอำนาจของภาครัฐและเพิ่มอำนาจของภาคประชาชน เพื่อลดโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกัน

“พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนหรือพรรคสีส้มเนี่ย มีความเหมือนกันคือคำว่า “คำเท่าเทียม” แต่ความเท่าเทียมในภาคของพรรคประชาชนบอกว่าทุกคนเท่ากันในสถานะ มันเป็นไปไม่ได้ ความเท่าเทียมที่จริงมันคือเท่าเทียมทางโอกาส พรรคเพื่อไทยพยายามอย่างยิ่ง ที่จะเปิดโอกาสให้คนยากดีมีจนได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน” ทักษิณกล่าว

'พริษฐ์' โต้ ถ้าอยากเลิกกฎหมายล้าหลัง 'เพื่อไทย' ทำได้เลย 'พรรคประชาชน' ดันไปแล้ว 84 ฉบับ

ใน 2 ประเด็นนี้ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาโต้แย้งทักษิณผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุ เห็นด้วยว่ากฎหมายบ้านมีหลายฉบับที่เป็นปัญหา แต่หากเป็นกฎหมายระดับ พ.ร.บ. ไม่ว่าจะเสนอกฎหมายใหม่ แก้ไขกฎหมายที่มีอยู่ หรือยกเลิกกฎหมายเก่า ก็ต้องเสนอเป็นร่างกฎหมายเข้าสู่การ “พิจารณา” ของสภาฯ ทั้งหมด และในบรรดาร่างกฎหมายทั้งหมด 84 ฉบับที่พรรคก้าวไกล-พรรคประชาชนเสนอไปแล้ว มีหลายฉบับที่เป็นการยกเลิกกฎหมายเก่าตามที่ทักษิณพูด แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเท่าที่ควร

ยกตัวอย่างเช่น ร่าง พ.ร.บ. ยุบ กอรมน. ที่เป็นการยกเลิก พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นกฎหมายที่รับรองการมีอยู่ของหน่วยงานอย่าง กอ.รมน. ที่เรามองว่าถูกขยายอำนาจมาเป็นโครงสร้างรัฐซ้อนรัฐ ที่ทำภารกิจที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานความมั่นคงอื่น รวมถึงขยายมาสู่ภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง (เช่น การศึกษา พลังงาน สิ่งแวดล้อม) แต่ร่างนี้กลับถูกนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย (เศรษฐา ทวีสิน) ปัดตกโดยไม่ให้แม้กระทั่งเข้าสู่การพิจารณาในสภาฯ

หรืออีกตัวอย่างคือ ร่าง พ.ร.บ. อำนวยความสะดวก ที่เราเสนอให้มาทดแทนกฎหมายเดิมที่ออกในสมัยคณะรัฐประหาร (ฉบับปี 2558) เพื่อให้มีกลไกทบทวนอย่างสม่ำเสมอในการลดจำนวนและขั้นตอนการขอใบอนุญาตที่ไม่จำเป็นจนก่อให้เกิดความล่าช้าต่อประชาชนและความเสี่ยงเรื่องการทุจริต แต่ร่างนี้เป็นร่างการเงินที่ค้างอยู่ที่โต๊ะนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย (เศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร) มาแล้ว 1 ปี 2 เดือน โดยที่นายกฯยังไม่ตัดสินใจว่าจะรับรองให้เข้าสภาฯหรือไม่

สุดท้ายในประเด็นนี้ถ้าทักษิณอยากแข่งกันปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่ไม่เป็นประโยชน์จริง สิ่งที่รัฐบาลที่ท่านสนับสนุนทำได้ (แต่ฝ่ายค้านยังไม่มีอำนาจทำได้) คือการกิโยตินหรือยกเลิกกฎระเบียบ-ใบอนุญาตในระดับที่ทำได้โดยฝ่ายบริหาร แต่ผ่านมา 1 ปีครึ่ง เรายังไม่ได้รับรู้ถึงความคืบหน้ามากนักของคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (คปธ.) ที่นายกฯ เศรษฐาตั้งไปตั้งแต่เมื่อปลายปี 2566 เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว

'พรรคประชาชน' หนุนเท่าเทียมทั้งสิทธิและโอกาส

ส่วนประเด็นความเท่าเทียมที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนมองต่างกัน พริษฐ์มองว่า การขีดเส้นแบ่งลักษณะนี้ไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ เพราะ “ความเท่าเทียมทางฐานะ-สถานะ” กับ “ความเท่าเทียมทางโอกาส” ไม่ได้ขัดแย้งกันเสมอไป แต่เป็นสองคุณค่าที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญ และในมุมหนึ่ง พรรคประชาชนเชื่อว่าคนทุกคน ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ เพศใด อาชีพไหน ต้องมีสิทธิเสรีภาพอย่างเสมอภาคกัน มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่ากัน และได้รับการคุ้มครองจากการไม่ถูกเลือกปฏิบัติ แม้จะมีสถานะทางเศรษฐกิจหรือระดับรายได้ที่ไม่เท่ากันทุกคนก็ตาม แต่ในอีกมุมหนึ่งเชื่อว่าทุกคน ควรได้รับโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐานและบริการสาธารณะต่างๆของรัฐอย่างทัดเทียม ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ โอกาสในการกำหนดอนาคตของท้องถิ่นตนเอง รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน

'ทักษิณ' ยันตนเป็นเหยื่อ 112-เตือน 'ธนาธร' อย่าพยายามรื้อโครงสร้างมากไป

หลังลงเวทีปราศรัยทักษิณได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวมีประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องการนิรโทษกรรมและ ม.112 ทักษิณระบุว่า พรรคร่วมรัฐบาลได้ให้สัตยาบันไว้ว่าจะเทิดทูนพระมหากษัตริย์ และไม่รวมนิรโทษกรรม ม.112 ทักษิณกล่าวว่าตนเองก็เหยื่อคนหนึ่งจากการบังคับใช้กฎหมายนี้ การจงรักภักดีที่ถูกต้องคือการรักษากฎหมายด้วยความเป็นธรรม ถ้าจะแก้ต้องแก้ที่การบังคับใช้กฎหมายซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายและต้องใช้เวลา

เมื่อนักข่าวถามต่อว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยจะจับมือกันได้ไหม เบื้องต้นทักษิณระบุชัดว่าตนเองไม่อยากให้ความเห็นในเรื่องนี้

นักข่าวถามต่อว่า เหตุใดความจงรักภักดีถูกหยิบขึ้นมาใช้ได้ตลอดในทางการเมือง ทักษิณตอบว่า “ก็การเมืองไง” ตนเองก็เคยโดนเล่นงานหนักจากประเด็นนี้ทั้งที่ถวายงานที่สุด แต่ถูกหมั่นไส้ ทักษิณมีการกล่าวต่อไปโดยพาดพิง

“อยากให้ช่วยกันทำงานให้บ้านเมืองเป็นหลัก อย่าไปพยายามรื้อโครงสร้าง ถ้าเราแก้ปัญหาด้วยหลักการแล้วเอาบ้านเมืองให้อยู่ได้จะดีที่สุด แต่ไปว่าถึงสิ่งที่ประชาชนคนไทยเคารพนับถือซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของสถาบัน เราต้องจรรโลง ไม่ได้กล่าวหาว่าคุณธนาธรหรือพรรคก้าวไกลจะไม่จงรักภักดี ต้องมีวิธีการยึดหลักให้ถูกต้อง ยึดหลักเรื่องของความถูกต้องของบ้านเมือง อย่าไปมุ่งหาเสียงที่จุดโฆษณา” ทักษิณให้สัมภาษณ์กับนักข่าว

'ธนาธร' โพสต์โต้ 'ทักษิณ' รู้มีเหตุอื่นที่ 'ก้าวไกล-เพื่อไทย' ไม่ได้ร่วมรัฐบาล ไม่เกี่ยว 112

ช่วงค่ำของวันที่ 14 พ.ย. 2567 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้ออกแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กในประเด็นที่ถูกพาดพิงระบุว่า ทักษิณรู้ดีที่สุดว่าเหตุผลที่ก้าวไกลและเพื่อไทยไม่ได้ร่วมรัฐบาลกันไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 สิ่งที่ทักษิณกล่าวอาจทำให้คนทั่วเข้าใจไปได้ว่าตนเองเคยคุยกับทักษิณเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 หรือมีความคิดรุนแรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้มีการพูดคุยตกลงอะไรกันเรื่องนี้ การพูดคลุมเครือแบบที่ทักษิณกล่าว เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งต่อพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชน เพื่อพยายามสร้างความเข้าใจในหมู่ประชาชนว่าเหตุที่ดีลร่วมรัฐบาลล่ม เป็นเพราะพรรคก้าวไกลไม่ยอมลดราวาศอกเรื่อง ม.112

ธนาธรย้ำ ม.112 ไม่ใช่เงื่อนไขการร่วมรัฐบาล ไม่ใช่ว่าพรรคก้าวไกลเสนอให้การแก้ไข ม.112 เป็นเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล และเมื่อถูกทักท้วงจากพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่นแล้วก็ไม่ยอมถอย ม.112 ไม่เคยอยู่ในเงื่อนไขตั้งแต่แรกต่างหาก ไม่มีอยู่ใน MOU ร่วมรัฐบาลที่เซ็นร่วมกันและเป็นที่รับรู้ต่อสาธารณะ ธนาธรระบุ ทักษิณรู้ดีที่สุด ไม่ใช่แกนนำก้าวไกลมุทะลุ ไม่มีวุฒิภาวะ แต่มีเหตุผลอื่นที่จะไม่ร่วมกัน แล้วใช้ ม.112 เป็นข้ออ้างต่างหาก

นอกจากนี้ ธนาธรกล่าวต่อว่า ในทางกลับกันทักษิณเองน่าจะเป็นคนที่เข้าใจปัญหาโครงสร้างดีที่สุด แทนที่จะร่วมแก้ปัญหากลับเลือกเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในฐานะผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก้าวไกล เราไม่เคยโฆษณาหรือใช้เรื่อง ม.112 เป็นประเด็นหลักในการรณรงค์เพื่อคะแนนนิยมในการเลือกตั้ง ธนาธรย้ำ ทางพรรคตอบหรือพูดเรื่อง ม.112 อย่างซื่อตรง เมื่อถูกสื่อมวลชนหรือประชาชนถามเท่านั้น

“ผมทราบดีว่าการแก้ไขปัญหาโครงสร้างที่สั่งสมมาหลายสิบปีของประเทศไม่ใช่สิ่งที่ “ลัดขั้นตอน” ได้ แต่ต้องทำงานความคิดอย่างหนักและต่อเนื่อง เพื่อให้สังคมเห็นชอบร่วมกัน และแก้ปัญหาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่แก้ปัญหาโครงสร้าง ก็ปะผุประเทศไทยกันต่อไป ประเทศจะเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน มีแต่การให้คนในสังคมมีวุฒิภาวะพอ กล้ายอมรับปัญหา เผชิญหน้ากับมัน และค่อยๆ พูดคุยหาทางออกร่วมกัน” ธนาธรระบุในโพสต์

'ณัฐวุฒิ' โต้กลับ 'ธนาธร' พูดให้ครบ เคยคุยอะไรกับ 'ทักษิณ'

ด้านณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งไปร่วมลงพื้นปราศรัยที่อุดรฯ กับทักษิณด้วยได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กแก้ต่างในเช้าวันนี้ (5 พ.ค. 2567) ระบุว่า ตนเองเป็นคนกำกับเวทีปราศรัยที่อุดร ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง ยืนอยู่ใกล้ๆจุดที่ทักษิณให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวถามว่า ในแต่ละเหตุการณ์มีบริบทเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ระหว่างการรัฐประหารทั้ง 2 ครั้ง มาจนถึงพรรคการเมืองถูกยุบ เพราะมีนโยบายแก้ 112 ทักษิณตอบว่าเคยคุยกับธนาธร โดยเล่าชะตากรรมของตัวเอง ให้ความเห็นเรื่องโครงสร้าง และยังอธิบายด้วยว่าไม่ได้บอกว่าธนาธรหรือพรรคไม่จงรักภักดี

ยืนยันไม่มีการพาดพิงเรื่อง 112 กับพรรคก้าวไกลในการตั้งรัฐบาลเลย หากทักษิณพูดเรื่องที่คุยกันคลุมเครือหลายครั้ง ตนเองมองว่าธนาธรก็มีสิทธิจะเล่าโดยละเอียดครบถ้วนว่าตอนบินไปเจอได้คุยอะไรกัน

หลังจากโหวตพิธาครั้งแรกไม่ผ่าน ตนเองเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า พรรคก้าวไกลตั้งรัฐบาลไม่ได้ อย่างน้อยก็ตลอด 4 ปีของอายุสภานี้ และเชื่อด้วยว่าตั้งแต่ยุบอนาคตใหม่ ตั้งรัฐบาลไม่ได้ ยุบก้าวไกล และอาจเลยไปถึงชะตากรรมของ 44 สส.ที่อยู่ในชั้น ป.ป.ช. เป็นเรื่องเดียวกัน ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้นตนเคารพวิจารณญาณของพรรคประชาชน

ถ้าทักษิณเป็นคนที่น่าจะเข้าใจปัญหาโครงสร้างดีที่สุด เราก็น่าจะเข้าใจด้วยว่าในสภาพปัญหาที่ซับซ้อน คนหรือพรรคที่โดนมาอย่างหนักเกือบ 20 ปี อาจเลือกวิธีเผชิญปัญหาแบบหนึ่ง ซึ่งอาจจะเหมือนหรือต่างกับพรรคการเมืองอื่น แต่เมื่อเป็นการตัดสินใจทางการเมืองก็ต้องพร้อมน้อมรับการตัดสินใจของประชาชน การทำงานความคิดกับผู้คนในสังคมย่อมมีหลากหลายรูปแบบและวิธีการ หากต้องเป็นไปตามแนวทางของพรรคใดพรรคหนึ่งเพียงอย่างเดียว ก็ยากที่จะเรียกว่าวิถีทางประชาธิปไตย

ณัฐวุฒิระบุ สิ่งที่พรรคประชาชนพบ ไม่มีอะไรที่พรรคเพื่อไทยไม่เคยเจอ ในระหว่างที่สังคมยังไม่สุกงอมพร้อมพอที่จะเปิดใจพูดคุยเรื่องโครงสร้าง สิ่งที่เพื่อไทยพยายามทำคือขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้าทีละก้าว

เรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียม ประเทศไทยก็ได้ พรบ.สมรสเท่าเทียม และ ครม. เพิ่งเห็นชอบการเร่งรัดหลักเกณฑ์การให้สัญชาติชนกลุ่มน้อยที่อาศัยในประเทศไทยมายาวนาน แม้อาจเป็นก้าวไม่ใหญ่นัก แต่ก็เป็นก้าวสำคัญและจะเป็นฐานยืนสำหรับก้าวต่อๆไป

“ผมเข้าใจและเห็นใจชะตากรรมของพรรคประชาชน เอาใจช่วยอย่าให้พบความโหดร้ายแบบที่ผมเคยผ่าน ไม่ประสงค์สร้างพื้นที่วิวาทะ เพียงแต่เป็นผู้ช่วยหาเสียงไปกับคุณทักษิณ 2 คน อยู่ในเหตุการณ์จึงเล่าสู่กันฟัง” ณัฐวุฒิโพสต์

 

 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง