Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ทักษิณ ชินวัตรถูกทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 และถูกยัดสารพัดคดี หลังจากถูกลงโทษในคดีเหล่านั้น เช่น ถูกยึดทรัพย์ ปรับภาษี หนีไปลี้ภัยต่างประเทศ เกือบ 20 ปี ก็กลับบ้านภายใต้การตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “ดีลลับ” อย่างเข้มข้น

ล่าสุด “ฝ่ายก้าวหน้า” เหมือนจะดีเฟนด์การที่พรรคประชาชนตรวจสอบ “ชั้น 14” ภายใต้แนวคิดแบบ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนยืนยันว่า “อยากเห็นทักษิณเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” ไว้อย่างน่าสนใจ ผมขอคัดข้อโต้แย้ง หรือ arguments ของฝ่ายก้าวหน้า (ตามที่แชร์กันในโซเชียล) มาให้อ่านดังนี้

"ประเด็นไม่ใช่เรื่องทักษิณควรติดคุกไหม เพราะเรื่องที่ทักษิณถูกดำเนินคดีมันเป็นการดำเนินคดีโดยกระบวนการและช่วงเวลาที่ไม่ปกติ มันไม่ถูกต้องอยู่แล้ว แต่มันเป็นคนละเรื่องกับการที่ทักษิณกลับมาและยอมรับโทษเอง แต่จะไม่ยอมติดคุกด้วยวิธีการที่ไม่ปกติซ้อนอีกที

ถ้าคุณไม่ยอมรับการลงโทษจากกระบวนการที่ไม่ปกติ คุณต้องปฏิเสธตั้งแต่ตัวกระบวนการและไม่ยอมรับโทษ ไม่ใช่ยอมรับโทษซึ่งถือว่าเป็นการยอมรับกระบวนการแล้ว แต่ไม่ยอมติดคุกแล้วมาบอกว่าทักษิณไม่ควรติดคุก ก็คุณไปยอมรับกระบวนการเองแต่แรกแล้วมาสร้างข้อยกเว้นในการติดคุกให้ตัวเอง มันไม่ใช่"

โฆษณา - Advertising

การทำแบบนี้ต่างหากคือการยอมรับความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรมหลังรัฐประหาร และสร้างระบบอภิสิทธิ์ชนซ้อนขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ระบบที่พังอยู่แล้วมันพังซ้ำซ้อนหนักกว่าเดิม

ประเด็นมันจึงไม่ใช่ว่าทักษิณควรติดคุกหรือไม่ควรติดคุก แต่ควรเป็นว่า “ไอ้ที่ทำมาแต่ละอย่างเนี่ย มีอะไรที่มันควรทำบ้าง” ต่างหาก"

เห็นฝ่ายก้าวหน้าแชร์ข้อความนี้กันเยอะ เหมือนยอมรับว่าเป็นข้อโต้แย้งที่ “สมเหตุสมผล” แต่เมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้ว เราจะเห็นความเป็น “ตรรกะบ้ง” อย่างชัดเจนเพราะ.-

1. ทำไมการยอมกลับมาติดคุกในกระบวนการที่ไม่ชอบธรรมแล้ว จึงอ้างหลักการ “ไม่ควรติดคุก” เพราะถูกทำรัฐประหาร ถูกยัดสารพัดคดี (และถูกลงโทษอย่างอยุติธรรมไปมากแล้วหลายคดี) มาโต้แย้งไม่ได้?                                                                                                           

โฆษณา - Advertising

เพราะการถูกทำรัฐประหาร ถูกยัดสารพัดคดี ถูกยึดทรัพย์ ลี้ภัยเกือบ 20 ปี กระทั่งยอมกลับมารับโทษติดคุก เพราะเจ้าตัวอาจประเมินแล้วว่าถ้าไม่ยอมกลับบ้านด้วยวิธีนี้อาจตายในต่างประเทศก็ได้ และยังมีน้องสาวที่ยังกลับบ้านไม่ได้ และปัญหาอื่นๆ อีกมาก ถ้าการกลับมาติดคุกแล้วมันจะจบและเริ่มต้นทำการเมืองต่อไปภายใต้กระบวนการเลือกตั้งได้ ก็ยอมติดคุกดีกว่า ทั้งหมดนี้มันไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของหลัก “สิทธิทางการเมือง”(political rights) หรือ “สิทธิ” และ “เสรีภาพ” ในการเลือกตามหลักสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว แต่มันคือ “การจำยอม” เพราะถ้าไม่จำยอมก็อาจตายในต่างประเทศ เป็นต้น 

ใช่ คุณอาจอ้างว่า “ไม่มีใครบังคับให้ทักษิณทำดีลกลับมารับโทษเอง” ซึ่งฟังดูเหมือนทักษิณมีสิทธิหรือเสรีภาพที่จะเลือก แต่การเลือกไม่กลับมาก็ยังอยู่ในสภาพบังคับให้ต้องลี้ภัย อันเป็น “สภาพบังคับไม่ให้มีสิทธิกลับบ้าน” หรือเมื่อเลือกกลับบ้าน ก็ต้องตกอยู่ใน “สภาพบังคับให้ติดคุกในคดีจากรัฐประหาร” มันย่อมไม่ใช่การเลือกจากการมีสิทธิและเสรีภาพตามปกติอยู่แล้วแต่อย่างใด ดังนั้น การที่เขาจำยอมกลับมาติดคุก จึงนำมาใช้เป็นข้ออ้างอย่างสมเหตุสมผลไม่ได้ว่าเขา “ควร” ติดคุกตามแนวคิดของหัวหน้าพรรคประชาชนที่ว่า “ควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแบบผิดว่าไปตามผิด” อะไรทำนองนั้น

2. เมื่อว่าตามหลักการแล้ว “ไม่มีใครควรถูกทำรัฐประหาร ถูกยัดสารพัดคดีแต่แรก” ก็ย่อมไม่มีใครที่ถูกกระทำเช่นนั้น “ควรติดคุก” ไม่ว่าจะโดย “จำยอม” แบบทักษิณหรือแบบคนอื่นๆ เช่น กรณีเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล “ดื้อแพ่ง” เพื่อต่อต้านระบบเกณฑ์ทหาร และรณรงค์ยกเลิกระบบเกณฑ์ทหาร ออกมายืนยันผ่านสื่อว่า “ถ้าเขาต้องการให้ผมติดคุก ผมก็ติด” แปลว่าเขา “ยอมรับการติดคุก” ภายใต้ระบบอำนาจนิยมว่าเป็นเรื่อง “ชอบธรรม” เช่นนั้นหรือ

3. ดังนั้นที่ฝ่ายก้าวหน้าอ้างว่า “การทำแบบนี้ (แบบที่ทักษิณทำ) ต่างหากคือการยอมรับความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรมหลังรัฐประหารและสร้างระบบอภิสิทธิ์ชนซ้อนขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ระบบที่พังอยู่แล้วมันพังซ้ำซ้อนหนักกว่าเดิม” จึงเป็นตรรกะบ้ง

โฆษณา - Advertising

เพราะถ้าคุณ “สร้างหลักการแบบนี้” ขึ้นมาตัดสิน ก็จะมีปัญหาตามมาว่าถ้ามีบางคนลี้ภัยการเมืองในคดี 112 (ซึ่งทักษิณก็ติดคกีนี้เช่นกัน) อยู่แล้ว เขาเห็นว่า “จำยอม” กลับมาเข้าสู่กระบวนการที่ไม่ชอบธรรมดีกว่า เพราะถ้าไม่กลับมารับโทษก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับเมื่อไร กลับมาให้มันจบๆ ไปดีกว่า แล้วจะได้ใช้ชีวิตปกติกับครอบครัวต่อไป แบบนี้มันแปลว่าเขา “ยอมรับความชอบธรรม” ของกระบวนการที่ไม่ชอบธรรมที่ใช้ 112 ปิดปากประชาชนงั้นหรือ

ปัญหาคือ ทำไมฝ่ายก้าวหน้าถึงมองว่า “การตุกติกไม่ยอมรับโทษตามกระบวนการที่ไม่ชอบธรรมในตัวมันเอง” อยู่แล้ว เป็นการ “สร้างระบบอภิสิทธิ์ชนซ้อนขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ระบบที่พังอยู่แล้วมันพังซ้ำซ้อนหนักกว่าเดิม” ถ้ามันเป็นแบบข้ออ้างนี้จริง ก็แปลว่าถ้า “ทักษิณไม่ตุกติก ยอมติดคุกโดยดี” ปัญหาระบบอภิสิทธิ์ชนของประเทศนี้จะลดลง ระบบที่พังอยู่แล้วจะไม่พังอีก? อ้าวแบบนี้คุณกำลังมองทักษิณเป็น “ศูนย์กลางของปัญหาระบบอภิสิทธิ์ชน” หรือไม่ (ประโยคคำถาม) 

มันจะเป็นแบบนั้นได้จริงหรือ เพราะพวกทำรัฐประหารที่ได้เป็นองคมนตรีไปแล้ว พวกสั่งสลายการชุมนุมที่มีคนตายร่วมร้อยศพลอยนวลพ้นผิด และกลับคืนสู่สภาเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ได้ “อภิมหาอภิสิทธิ์” ไปแล้ว โดยไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้เลย (มันเป็นแบบนี้มาก่อนยุคทักษิณด้วยซ้ำ) ทำไมฝ่ายก้าวหน้าถึงยึดติดอยู่กับสิ่งที่พวกตนเรียกว่า “อภิสิทธิ์” ของคนที่ถูกลงโทษจากรัฐประหารมาสารพัดคดีแล้วอย่าง “เป็นพิเศษ” ด้วยเล่า

สมมติ (ย้ำ “สมมติ”) ถ้าให้ทักษิณพูดกับพวกคุณตรงๆ เขาอาจบอกว่า "พวกเมิงอยากให้กรูติดคุกทำเหี้Xอะไร กรูติดคุกแล้วเกิดความยุติธรรมขึ้นในประเทศนี้จริงๆ เหรอ พวกทำรัฐประหาร พวกสั่งสลายการชุมนุมร่วมร้อยศพลอยนวลได้เป็นองคมนตรี เข้าสภา พวกก้าวหน้าที่ถูกรัฐพันลึกกระทำอย่างอยุติธรรมตัดสิทธิทางการเมืองเหมือนกรู ก็เดินสายหาเสียงช่วยพรรคตัวเองได้ทุกเวที แล้วพวกเมิง “ทุกฝ่าย” จะเอาแต่จ้องเล่นงานกรูตามเกมอำนาจของรัฐพันลึกที่ยังไม่หยุดเล่นงานกรูอีกเพื่อ?"

โฆษณา - Advertising

4. การยึดติดอยู่กับอภิสิทธิ์ของคนที่ถูกลงโทษจากรัฐประหารมาสารพัดคดีแล้วอย่าง “เป็นพิเศษ” สะท้อนผ่าน “สองมาตรฐานในการตรวจสอบอภิสิทธิ์” ของฝ่ายก้าวหน้าอย่างชัดแจ้ง 

นั่นคือ ฝ่ายก้าวหน้าตรวจสอบเอาคนถูกทำรัฐประหารและถูกคณะรัฐประหารยัดคดีเข้าคุก โดยอ้างว่า "ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผิดว่าไปตามผิด" แปลว่าฝ่ายก้าวหน้า ต่อต้านการใช้อภิสิทธิ์ให้รอดคุกในคดีรัฐประหารแต่กลับ “ยกอำนาจให้คนต้องคดีทุจริตฮั้ว สว.ปกครองประเทศ” ซึ่งแปลว่า "ยก 14 ล้านเสียงให้คนของรัฐพันลึกที่มีอภิสิทธิ์มากอยู่แล้วให้มีอภิสิทธิ์สูงสุด จนสามารถใช้ สว. ฮั้วมาแลกกับการโหวตให้ตนเองเป็นนายกฯ ได้

สองมาตรฐานชัดแจ้งนี้ คือการต่อต้าน “ระบบอภิสิทธิ์ชน” คือการต่อต้าน “ความอยุติธรรม” จริงๆ หรือ ทำไมฝ่ายก้าวหน้าถึงมองเรื่องอภิสิทธิ์ของผู้ถูกกระทำเป็น “ปัญหาใหญ่กว่า” อภิสิทธิ์ของพรรคการเมืองของรัฐพันลึกโดยตรง ที่มีอภิสิทธิ์มากที่สุดจากรัฐธรรมนูญ 2560 กระทั่งฮั้ว สว. ได้ เอา สว.ฮั้วมาแลกให้พรรคฝ่ายประชาธิปไตยโหวตให้เป็นนายกฯ ได้ คุม กกต. ได้ จนทำให้เกิดคำถามว่าทำไม กกต. ยื้อคดีทุจริตฮั้ว สว. โดยไม่จำเป็นต้องตอบสังคม ข้อสงสัยโกงเลือกตั้งเอื้อประโยชน์ต่อพรรคน้ำเงิน ก็ไม่จำเป็นต้องตอบสังคมให้ “เคลียร์” นี่คือการที่พรรคน้ำเงินมี “โคตรอภิสิทธิ์” เหนือทุกพรรคไม่ใช่หรือ ทำไมจึงยกอำนาจให้ฝ่ายที่มีโคตรอภิสิทธิ์อยู่แล้วได้ล่ะ ถ้าพวกคุณต่อต้านระบบอภิสิทธิ์ชนและต่อต้านความอยุติธรรมกันอย่างจริงใจ!

5. ข้อสรุปของข้อโต้แย้งฝ่ายก้าวหน้าที่ว่า “ไอ้ที่(ทักษิณ)ทำมาแต่ละอย่างเนี่ย มีอะไรที่มันควรทำบ้าง” สะท้อน “ทัศนะพื้นฐานต่อทักษิณ” ได้เป็นอย่างดี มันคือทัศนะพื้นฐานที่มองอย่างเหมารวมว่า “ทักษิณคือนักการเมืองที่ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ” มาตลอด มุมมองเช่นนี้เป็น “ตราประทับ” ที่ทุกฝ่ายใช้เป็นความคิดพื้นฐานในการวิจารณ์ทักษิณมาตลอด ซึ่งสอดรับกับการผลิตและผลิตซ้ำ “โรคกลัวทักษิณ” หรือ Thaksinophobia “โดยปริยาย” ที่อยู่ใต้จิตสำนึกทุกฝ่ายมากว่าสองทศวรรษ นั่นคือ.- 

โฆษณา - Advertising

- ทักษิโณโฟเบียภาค 1 คือ การผลิตวาทกรรมการเมือง “ระบอบทักษิณ” ด้วยข้อกล่าวหาจริงบ้างเท็จบ้าง แต่เน้นความคลุมเครือและความเลวร้ายสูงสุดว่า ทักษิณโกงชาติ ขายชาติ ล้มเจ้า ฯลฯ ซึ่งเป็นการเน้นภาพเลวร้ายสุดโต่งว่า “ทักษิณเป็นศูนย์กลางปัญหาทางศีลธรรมและการเมืองไทย” สมควรถูกทำรัฐประหาร และขับไล่ออกนอกประเทศ

- ทักษิโณโฟเบียภาค 2 คือ การผลิตวาทกรรมการเมือง ทักษิณดีลแลกประเทศ ดีลปีศาจ ขายวิญญาณ ตระบัดสัตย์ ทรยศหักหลังประชาชน ฯลฯ กล่าวหาว่า “ประเทศไทยสูญเสียทุกอย่างไปเพราะการกลับมาของทักษิณในครั้งนี้” มันคือการเน้นภาพ ทักษิณที่เป็นศูนย์กลางปัญหาความอยุติธรรมต่อนักโทษทางความคิด เหยียบศพคนเสื้อแดงกลับบ้าน และเป็นอุปสรรคใหญ่ของขบวนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตย

และแล้วเพื่อจะเอาชนะทักษิณ ฝ่ายก้าวหน้าก็ “ทำทุกอย่างโดยไม่เลือกวิธีการ” (ดังที่ชี้ให้เห็น “สองมาตรฐานในการตรวจสอบอภิสิทธิ์” ตามข้อ 4 เป็นต้น) 

ที่ว่ามาไม่ใช่เพื่อปกป้องทักษิณ เพราะใครๆ ก็ด่าทักษิณได้ ตรวจสอบทักษิณได้ ไม่ผิด 112 และด่ากันมาตลอดกว่า 20 ปี อยู่แล้ว ผมแค่ ตั้งคำถาม ต่อทัศนะแบบทักษิโณโฟเบียสองภาคนั้นว่ามัน จริงขนาดนั้นเลยเหรอ ทักษิณคือ ตัวการหลักหนึ่งเดียว ที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านั้นจริงๆ หรือ พวกที่กล่าวหาทักษิณ ไม่ได้ "มีส่วน" ให้เกิดปัญหาเหล่านั้นแม้แต่นิดเดียวเลยจริงๆ หรือ 

เหมือนว่าคนที่เชื่อ "ทักษิโณโฟเบียภาค 1" จะเชื่อสุดโต่งไปนานแล้วว่าความเชื่อของพวกเขาต่อความเลวร้ายของทักษิณเป็น absolute truth ที่หักล้างไม่ได้ และเหมือนว่าคนที่เชื่อ "ทักษิโณโฟเบียภาค 2" จะเชื่อสุดโต่งเช่นกันว่าความเชื่อของพวกเขาต่อความเลวร้ายของทักษิณเป็น absolute truth ที่หักล้างไม่ได้เช่นกัน (ใครไปโต้แย้งก็จะถูกด่ากลับทำนองว่าไม่รู้จริง โง่ ประสาท แบกทักษิณ ฯลฯ) 

สรุปว่า ภารกิจของฝ่ายเสื้อเหลืองก็คือสู้กับระบอบทักษิณภาคหนึ่ง และ ภารกิจของฝ่ายก้าวหน้าคือสู้กับระบอบทักษิณภาคสอง กันต่อไป (?) และ สู้แบบไม่เลือกวิธีการ เช่นกัน ตรวจสอบจริงจังเพื่อเอาทักษิณเข้าคุกให้ได้ในคดีที่คณะรัฐประหารยัดให้ พวกก้าวหน้าก็ยืนยันกันว่าสิ่งที่พวกตนทำคือ "ความถูกต้องชอบธรรม" แล้ว ส่วนพวกทำรัฐประหาร และพวกสั่งสลายการชุมนุมร่วมร้อยศพ นอกจากลอยนวลพ้นผิดแล้ว ยังได้รับเกียรติด้านต่างๆ ในทางสังคมและทำหน้าที่รักษาโครงสร้างอำนาจรัฐพันลึกต่อไป อ้อ มันเป็นความผิดของทักษิณอีกแหละที่ไม่ยอมต่อสู้เพื่อลากคอคนพวกนี้มาลงโทษ 

ล่าสุดเมื่อทักษิณได้รับการพักโทษออกจากคุก (ที่ยังติดเครื่องพันธนาการ EM) เมื่อวันที่ 11 พฤษฤาคม 2569 ที่ผ่านมา ก็เป็นอย่างที่ “คาด” ไม่มีผิด คือปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าออกมาเสนอให้ทักษิณ “อยู่บ้านเลี้ยงหลานจริงๆ เสียที” ไม่ควรยุ่งการเมือง ทั้งๆ ที่ “หลักสิทธิทางการเมือง” ในหลักสิทธิมนุษยชนสากลระบุไว้ชัดเจนว่า 

“สิทธิทางการเมือง ได้แก่ สิทธิในการเลือกวิถีชีวิตของตนเองทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการแสดงออก สิทธิในการมีส่วนร่วมกับรัฐในการดำเนินกิจการที่เป็นประโยชน์สาธารณะ เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ เสรีภาพในการรวมกลุ่ม สิทธิในการเลือกตั้งอย่างเสรี”

ตลกร้ายที่ฝ่ายก้าวหน้าใช้ข้อโต้แย้งราวกับว่าการที่ทักษิณกลับมารับโทษติดคุก คือการใช้ “สิทธิทางการเมือง” เขาจึง “ต้องติดคุกในคดีจากรัฐประหารตามกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม” การตุกติกต่อกระบวนการที่ไม่ชอบธรรมเช่นนั้น มันคือ “การใช้อภิสิทธิ์ที่เป็นปัญหาใหญ่ต่อระบบยุติธรรม” ทั้งๆ ที่การกลับมารับโทษ เกิดจากการที่ทักษิณ “ถูกปล้นสิทธิทางการเมือง” และถูกยัดคดีตามกระบวนการที่ไม่ชอบธรรมแต่แรก การเลือกไม่กลับ ก็ “เท่ากับตกอยู่ในสภาพการรับโทษให้ต้องลี้ภัยโดยไม่มีกำหนด” การกลับมารับโทษก็ “เท่ากับอยู่ในสภาพบังคับของกระบวนการที่ปล้นสิทธิทางการเมืองตั้งแต่แรก” มันจึงไม่ใช่เพราะเขากลับมารับโทษ จึง “ควร” รับโทษนั้น หรือ “ชอบธรรม” ที่จะรับโทษนั้นแล้ว และจึงไม่ใช่การใช้ “อภิสิทธิ์” แบบเดียวกับฝ่ายทำรัฐประหารและพวกสลายการชุมนุมร่วมร้อยศพที่ลอยนวลพ้นผิดตามที่ระบบอภิสิทธิ์ชนของรัฐพันลึกปกป้องพวกเขาโดยตรง คุณจะมอง “คนถูกรัฐพันลึกเล่นงานโดยตรงกับคนที่รัฐพันลึกปกป้องโดยตรงมีอภิสิทธิ์แบบเดียวกัน” ได้อย่างไร

แต่เมื่อถึงเวลาที่ทักษิณออกจากคุก ซึ่งเขาควรได้ใช้ “สิทธิทางการเมือง” ที่ถึงแม้จะใช้ไม่ได้เต็มความหมาย เพราะถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้ว แต่เขาก็ควรแสดงความคิดเห็น และแสดงออกทางการเมืองสนับสนุนพรรคเพื่อไทยได้แบบเดียวกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แสดงความคิดเห็นและแสดงออกทางการเมืองสนับสนุนพรรคประชาชนไม่ใช่หรือ

ถ้าใน “จิตใต้สำนึก” ของฝ่ายก้าวหน้าจะไม่ถูกโรคกลัวทักษิณ “ซ่อนอยู่” และแสดงอาการโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่ฝ่ายก้าวหน้าควรจะทำ ไม่ใช่เสนอให้ทักษิณยุติบทบาททางการเมือง หรือออกไปจากการเมือง แต่ควรเสนอให้ “ยกเลิกการตัดสิทธิทางการเมือง” ของทักษิณ, ธนาธร และทุกคนที่โดนตัดสิทธิ 

ประเทศนี้ไม่ล่มสลาย หรือไม่ถูกทักษิณเอาไปแลกกับใครที่ไหนได้จริงหรอก ตราบที่ทักษิณ, ธนาธร และคนอื่นๆ ต่อสู้ทางการเมืองตามระบบเลือกตั้ง ปัญหาการแก้รัฐธรรมนูญ และการช่วยนักโทษทางความคิดออกจากคุก ก็ต้องต่อสู้และต่อรองตามกระบวนการรัฐสภากันต่อไป จนกว่าจะสำเร็จ!

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising