กลับมาเป็นประเด็นถกเถียงในหน้าสื่ออีกครั้ง เมื่อ ทักษิณ ชินวัตร เข้าเกณฑ์ได้รับ “การพักโทษ” และกำหนดออกจากคุกในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ นักวิชาการบางคนวิเคราะห์ว่าหลังออกจากคุก “ทักษิณควรอยู่เฉยๆ ไม่ควรออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองเหมือนเดิม” เพราะจะกลายเป็น “เป้า” โจมตีทางการเมือง และไม่เป็นผลดีต่อพรรคเพื่อไทยที่กำลังพยายามทำผลงานสร้างคะแนนนิยม รอวันฟื้นกลับมาเป็นรัฐบาลในอนาคต
ผมไม่ขอยุ่งกับการวิเคราะห์แบบนั้น แล้วแต่ทักษิณและพรรคเพื่อไทยจะประเมิน และตัดสินใจกันเองเลย แต่ผมต้องการเสนอ “ข้อถกเถียงทางหลักการ” ว่าทำไมทักษิณไม่ควรยุ่งการเมือง หรือต้องออกไปจากการเมือง
เพราะถ้าเราตอบปัญหาทางหลักการไม่ได้ หรือ “ไม่ชัดเจน” การเรียกร้องให้ทักษิณ (หรือนักการเมืองคนใดก็ตาม) ยังอยู่ หรือออกไปจากการเมือง ก็ย่อมกลายเป็นเรื่องของ “อคติ” ล้วนๆ คนรักทักษิณก็จะบอกว่า “ทักษิณไม่ควรออกไป” คนเกลียดทักษิณก็จะบอกว่า “ทักษิณต้องออกไป” แต่ที่จริงแล้วการจะบอกว่าทักษิณหรือใครควรอยู่หรือออกไปจากการเมือง จำเป็นต้องมี “หลักการที่ชอบธรรม” รองรับ ซึ่งมีเหตุผลสำคัญที่เราควรพิจารณาอย่างน้อย 2 เรื่องหลักๆ คือ
1. เหตุผลเรื่องผลดี-ผลเสีย คือ การอ้างผลลัพธ์ที่ดีหรือเสียมาเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าทักษิณ (หรือใครก็ตาม) ควรอยู่หรือออกไปจากการเมือง ซึ่งในทางปรัชญาเรียกแนวคิดที่กำหนดเกณฑ์ตัดสินเช่นนี้ว่า “ผลลัพธ์นิยม” (consequentialism) ผมสังเกตเห็น “ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า” บางคน เสนอมานานแล้วว่า “ทักษิณและตระกูลชินวัตรควรออกไปจากการเมืองได้แล้ว” เพราะอยู่ไปแบบนี้ ก็ไม่เกิดผลดีต่อขบวนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย หรืออาจจะเกิดผลเสียมากกว่า
แต่ปัญหาคือ มุมมองเรื่อง “ผลดี-ผลเสีย” ของผู้คนในสังคมมักจะแตกต่างกัน จนกระทั่ง “ขัดแย้งกัน” โดยเฉพาะเรื่อง “ผลดี-ผลเสียทางการเมือง” ก็ยิ่งมีมุมมองต่างกัน ฝ่ายที่ต่อต้านทักษิณและเพื่อไทย ก็มองว่าทักษิณและเพื่อไทยสร้างปัญหาให้กับการเมืองไทย จึงต้องออกมาชุมนุมขับไล่ทักษิณ และต่อต้านเพื่อไทยมาตลอด ส่วนฝ่ายสนับสนุนทักษิณและเพื่อไทยก็ยังมี “ความหวัง” ว่าทักษิณและเพื่อไทยจะพัฒนาเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้อง ให้ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ดีกินดีขึ้น พวกเขาก็ยังอยากเห็นทักษิณมีบทบาททางการเมือง และยังเลือกพรรคเพื่อไทยเหมือนเดิม
แม้แต่มุมมองแบบปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า ที่เน้น “จุดยืน” ในการต่อสู้เปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยที่พวกเขาเห็นว่าต้องแบ่งแยกให้ชัดเจนว่ามี “ฝ่ายประชาธิปไตย” ที่มี “จุดยืนชัดเจน” ในการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงให้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยได้จริง กับ “ฝ่ายอำนาจนิยม” ที่มีจุดยืนรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมแบบไม่เป็นประชาธิปไตยให้คงอยู่ ซึ่งเป็นมุมมองที่ดู “สมเหตุสมผล” แต่เมื่อใช้มุมมองเช่นนี้มาตัดสินว่าทักษิณและเพื่อไทย “เก็บการเมืองอุดมการณ์ใส่ลิ้นชัก ล็อกกุญแจ 3 ชั้น” หันไปอยู่ฝ่ายอำนาจนิยม และรับใช้ชนชั้นนำฝ่ายอำนาจนิยมไปแล้ว จึงส่งผลเสียต่อขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ก็ย่อมทำให้เกิดคำถามว่าคำตัดสินแบบนั้นตรงกับ “ข้อเท็จจริง” แน่ๆ หรือเป็นเพียงการ “แปะป้าย” ตีตราเพื่อให้ “ง่าย” ต่อการโจมตีทางการเมืองเป็นด้านหลัก
ฝ่ายทักษิณ เพื่อไทย และประชาชนที่สนับสนุนอาจโต้แย้งว่า “จุดยืน” ของพวกเขาในบริบทการเมืองปัจจุบัน ไม่ใช่การรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมของฝ่ายอำนาจนิยมดังที่ถูกกล่าวหา แต่เพราะพวกเขาผ่านการต่อสู้ “ชนเพดาน” มาแล้ว ก็ไม่สามารถไปต่อได้ จึงต้องเลือกวิธีการต่อสู้ที่เป็นไปได้ นั่นคือ การร่วมรัฐบาลเพื่อทำนโยบายให้เกิดประโยชน์กับประชาชนที่น่าจะเกิดผลดีต่อการสร้างประชาธิปไตยในระยะยาว อีกอย่างพรรคก็มีทีมงานเตรียมแก้รัฐธรรมนูญ และงานด้านสังคม เช่น การศึกษาและอื่นๆ เพื่อ “ลดความเหลื่อมล้ำ” และยกระดับสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมด้านต่างๆ ให้ก้าวหน้าขึ้นด้วยแล้ว เป็นต้น
แน่นอน ประชาชนที่สนับสนุนทักษิณและเพื่อไทย พวกเขาก็ไม่ได้คิดหรือรู้สึกว่าตนเอง “อยู่ในฝ่ายอำนาจนิยม” หรือกำลังสนับสนุนฝ่ายอำนาจนิยม และไม่ได้เชื่อว่าทักษิณและเพื่อไทยรับใช้ฝ่ายอำนาจนิยมแบบ “ขายวิญญาณ” หรือ “เก็บการเมืองอุดมการณ์ใส่ลิ้นชัก ล็อกกุญแจ 3 ชั้น” ตามที่ถูกกล่าวหา พวกเขาจึงย่อมมีสิทธิ์ยืนยัน “จุดยืน” ของพวกตนและสนับสนุนนักการเมืองและพรรคการเมืองที่พวกเขาเชื่อว่าเลือกแนวทางต่อสู้ที่แตกต่างจากฝ่ายก้าวหน้า หรือพรรคประชาชน
หรือเมื่อว่ากันอย่างถึงที่สุดแล้ว การอ้างผลดี-ผลเสียมาตัดสินว่า “ทักษิณควรออกไปจากการเมือง” ใครๆ ก็อ้างได้ ม็อบ พธม.-กปปส. และฝ่ายอำนาจนิยมที่ทำรัฐประหารก็อ้างว่าทักษิณ “ขายชาติ, ล้มเจ้า, คอร์รัปชั่น, ทำลายประชาธิปไตย” จึงต้องชุมนุมขับไล่, ทำรัฐประหาร และเขียนรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเพื่อกีดกันให้ทักษิณออกไปจากการเมือง
จะว่าไปทำไมมี แม้แต่ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนที่ปัญญาชนและสื่อฝ่ายก้าวหน้าเชื่อกันว่ามี “จุดยืนแน่วแน่” ในอุดมการณ์ประชาธิปไตยมากที่สุด ก็กล่าวหาทักษิณว่า “ดีลแลกประเทศ” และกล่าวหาเพื่อไทยว่า “ขายวิญญาณ” ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาแบบแปะป้า ตีตรา ไม่ต่างอะไรกับฝ่ายเสื้อเหลืองแปะป้าย ตีตราว่าขายชาติ, ล้มเจ้า เป็นต้นเลย
ดังนั้น การใช้แนวคิดผลลัพธ์นิยมมาเป็นเกณฑ์ตัดสินว่า “ทักษิณต้องออกไปจากการเมือง” ด้วยข้ออ้างว่าถ้าเขายังอยู่ในการเมือง และแสดงความเห็นทางการเมือง จะมีแต่ส่งผลเสียหายต่อกระบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและอื่นๆ จึงไม่ใช่เรื่องของการใช้ “เหตุผล” แต่เป็นเรื่องของอคติ หรือความเกลียดชังตัวบุคคลที่ถูกสร้างขึ้น และ “ผลิตซ้ำ” อย่างต่อเนื่องยาวนานด้วยกลวิธีต่างๆ นานา ตลอดกว่าสองทศวรรษมากกว่า
ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อน “ความย้อนแย้ง” ของฝ่ายก้าวหน้า (บางคนบางกลุ่ม) เสียเองที่ต้องการให้ทักษิณออกไปจากการเมือง เพราะขณะที่พวกเขาโจมตีว่าฝ่ายที่สนับสนุนทักษิณ “ยึดติดตัวบุคคล” แต่ฝ่ายก้าวหน้าเองกลับใช้ “อคติต่อตัวบุคคล” ที่ถูกผลิตซ้ำมาอย่างต่อเนื่องนั่นเองมาเป็นข้ออ้างสนับสนุนว่าทักษิณควรออกไปจากการเมือง
2. เหตุผลเรื่องการรักษาหลักการอย่างคงเส้นคงวา คือ การยืนยันหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าทักษิณหรือใครก็ตามควรออกไปจากการเมืองหรือไม่ แนวคิดซึ่งยืนยัน “หลักการทั่วไปที่ใช้กับทุกคนในมาตรฐานเดียวกัน” ที่โดดเด่นคือแนวคิดปรัชญาสายคานท์ (Kantianism) เช่น จอห์น รอลส์, เยอร์เกน ฮาเบอร์มาส เป็นต้น
แนวคิดปรัชญาสายคานท์เชื่อว่าการยืนยันหลักการทั่วไปของระบอบประชาธิปไตยที่ใช้กับทุกคนในมาตรฐานเดียวกัน เช่น การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม หลักสิทธิและเสรีภาพที่เท่าเทียมด้านต่างๆ หลักความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือพูดกว้างๆ คือ “หลักสิทธิมนุษยชนสากล” ให้เป็น “คุณค่าแกนกลาง” (core values) ของระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนยึดถือร่วมกันเท่านั้น จึงจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยมั่นคงได้จริง
หากไม่ยึดถือ “หลักการทั่วไปที่ใช้กับทุกคนในมาตรฐานเดียวกัน” อย่างคงเส้นคงวา แม้จะมี “ระบอบประชาธิปไตยเชิงรูปแบบตามรัฐธรรมนูญ” (constitutional democracy) แล้ว ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเป็นหลักประกันว่าระบอบประชาธิปไตยเชิงรูปแบบเช่นนั้นจะต่อเนื่องและยั่งยืนได้จริง ถ้ามีม็อบเรียกร้องทหารทำรัฐประหาร หรือมีอำนาจนอกระบบทำรัฐประหารได้โดยไม่สามารถ “ถูกเอาผิด” ได้เลย เช่น เราเคยมีประชาธิปไตยเชิงรูปแบบตามรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ “ดีพอสมควร” แต่ก็ถูกฉีกทิ้งโดยรัฐประหาร เพราะฝ่ายอำนาจนิยมและม็อบที่สนับสนุนฝ่ายอำนาจนิยมใช้ “ข้ออ้างแบบผลลัพธ์นิยม” มาสนับสนุนการทำรัฐประหารเพื่อ “ขจัดทักษิณ” ออกไปจากการเมือง
ที่น่าเศร้าคือ ปัญหา “การไม่ยึดหลักการทั่วไปที่ใช้กับทุกคนในมาตรฐานเดียวกันอย่างคงเส้นคงวา” ไม่ใช่มีแต่ในฝ่ายอำนาจนิยมที่ทำรัฐประหาร และฝ่ายเสื้อเหลืองที่สนับสนุนรัฐประหารเท่านั้น แม้แต่ “พรรคประชาชน” เองก็มีปัญหานี้เช่นกัน ดังล่าสุด “หัวหน้าเท้ง” ออกมาให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า “ทักษิณเป็นเหยื่อการเมือง” แต่ก่อนหน้านั้นพรรคประชาชนตรวจสอบ “กรณีชั้น 14” อย่างจริงจังเป็นกระแสต่อเนื่องเพื่อเอาทักษิณเข้าคุกใน “คดีที่ฝ่ายทำรัฐประหารยัดให้” ทั้งๆ ที่พรรคประชาชนรู้อยู่แล้วว่า “ทักษิณไม่ควรถูกทำรัฐประหารและถูกยัดสารพัดคดีแต่แรก” แต่หัวหน้าเท้ง และรังสิมันต์ โรม กลับยืนยันว่า “อยากเห็นทักษิณเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม (ภายใต้อำนาจรัฐพันลึก)” และ “ให้ว่าไปตามผิด” ซึ่งย้อนแย้งกับการบอกว่าทักษิณเป็นเหยื่อการเมืองโดยสิ้นเชิง
คำถามสำคัญคือ ทำไม “ในกรณีทักษิณและเพื่อไทย” แม้แต่ฝ่ายก้าวหน้าก็ยัง “ไม่ยึดหลักการทั่วไปที่ใช้กับทุกคนในมาตรฐานเดียวกันอย่างคงเส้นคงวา”นอกจากกรณีตรวจสอบเอาทักษิณเข้าคุกในคดีจากรัฐประหารแล้ว ล่าสุดกรณี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ย้ายอธิบดีกรมฝนหลวงที่มี “ประเด็นการเมือง” ดราม่าทางสื่อคือ ฝ่ายผู้ถูกย้ายออกมาแฉ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ถูกเปิดโปงว่าเป็นคนของ “พรรคเขียว” กรณีนี้หัวหน้าเท้งให้สัมภาษณ์ว่าพรรคประชาชนเกาะติดเรื่องนี้ และ “จะให้ กมธ. ตรวจสอบแน่นอน” ขณะที่ตอนอนุทิน ชาญวีรกูลย้ายข้าราชการ 395 คน เพื่อรองรับการเลือกตั้ง พรรคประชาชนเพียงแค่ “วิจารณ์แบบผ่านๆ” เท่านั้น ไม่ได้เกาะติดและให้ กมธ.ตรวจสอบ “ความไม่ชอบมาพากล” อย่างจริงจังแต่อย่างใด
ว่าตามจริงแล้ว ฝ่ายก้าวหน้าโจมตี “รัฐราชการ” มาโดยตลอดว่าปัญหาใหญ่คือ รัฐบาลพลเรือนจากเลือกตั้งคุมทหารไม่ได้ และระบบราชการโดยรวมก็ตอบสนองนโยบายรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้ และ “ประวัติศาสตร์การเมืองระยะใกล้” ที่รู้ๆ กันอยู่ก็คือ ยุครัฐบาลทักษิณ เป็นยุคที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ มองว่า “ทำให้ข้าราชการขยับตูด” ตอบสนองนโยบายรัฐบาลได้มากที่สุด เพราะทักษิณคุมกองทัพได้ คุณระบบราชการโดยรวมให้ตอบสนองนโยบายได้ แต่นั่นก็คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทักษิณถูกต่อต้านด้วยการสร้างวาทกรรม “ทหารของพระราชา, ข้าราชการของพระราชา” กระทั่ง “ประชาชนของพระราชา” มาต่อต้านทักษิณ สุดท้าย “กลุ่มชนชั้นนำที่ผูกขาดความเป็นเจ้าของรัฐราชการ” ก็ทำรัฐประหาร และย้ายข้าราชการจำนวนเท่าไรก็ได้ตามใจชอบ โดยไม่มีข้าราชการที่ถูกย้ายกล้าหือกล้าอือ แม้แต่อนุทินย้ายข้าราชการจำนวนมาก ก็ไม่มีใครทำอะไรได้เลย
แต่พอ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ย้ายข้าราชการเพียง 1 คน ซึ่งเป็นคนที่มีความคิดทางการเมืองแบบเดียวกับ กปปส. ก็มี “นักร้อง” ไปร้องถอดถอนยิ่งลักษณ์จากตำแหน่งนายกฯ โดยสื่อเสื้อเหลือง และแกนนำ กปปส. “สร้างเรื่องเล่า” สนับสนุนการถอดถอนยิ่งลักษณ์ ที่คาดไม่ถึงในวันนี้คือ มีสื่อฝ่ายก้าวหน้าที่วิจารณ์รัฐราชการมาตลอด แต่กลับสร้างเรื่องเล่าให้ผู้คนเชื่อว่าการที่สุริยะย้ายข้าราชการ 1 คนมี “ความผิดปกติ” แน่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่สอดคล้องกับข้อกล่าวหาของพวกนักร้องที่เตรียมร้องถอดถอนสุริยะแล้ว โดยมีพรรคประชาชนเกาะติด และจะให้ กมธ.ตรวจสอบอย่างจริงจัง
ทำนองเดียวกัน ทำไมปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าบางพวก จึงเสนอว่า “ทักษิณควรออกไปจากการเมือง” ทั้งๆ ที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และสมาชิก “คณะก้าวหน้า” คนอื่นๆ ก็ยังแสดงความเห็นทางการเมืองได้เต็มที่ในทุกเวที
จะว่าไปการโหวตอนุทินของพรรคส้ม ลำพังหัวน้าเท้งออกมาให้เหตุผล คง “ไม่น่าเชื่อถือ” เท่าไรหรอก เป็นธนาธร (และปิยบุตร, ช่อ พรรณิการ์) ต่างหากที่เดินสายออกสื่อช่องต่างๆ และพูดบนเวทีเสวนาต่างๆ เพื่ออธิบายเหตุผลการโหวตอนุทิน กระทั่งเสนอแนวคิด Grand Compromise ขายฝันให้ประชาชนคล้อยตามได้ เมื่อ “MOA ล่ม” ก็เป็นธนาธรที่ออกรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” ขอโทษแทนพรรคประชาชน ในการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ธนาธรก็เดินสายลงพื้นที่ช่วยพรรคประชาชนหาเสียงทุกภาค ขึ้นปราศรัยเวทีย่อยและเวทีใหญ่โดดเด่นกว่าหัวหน้าพรรคด้วยซ้ำ แล้วทำไมธนาธรผู้นำจิตวิญญาณพรรคประชาชนทำเช่นนั้นได้ แต่กลับมีปัญญาชนเสนอให้ทักษิณออกไปจากการเมือง
ทั้งๆ ที่ทักษิณไม่ควรถูกทำรัฐประหาร และถูกตัดสิทธิทางการเมืองแต่แรก ธนาธรก็ไม่ควรถูกตัดสิทธิทางการเมืองแต่แรกเช่นกัน แต่เมื่อต่างก็ “ถูกรัฐพันลึกกระทำอย่างอยุติธรรมเหมือนกัน” ทั้งทักษิณและธนาธรก็ควรมีสิทธิแสดงออกทางการเมืองเหมือนกัน แน่นอน “สิทธิเท่าเทียมทางการเมือง” หรือ “หลักการทั่วไปที่ใช้กับทุกคนในมาตรฐานเดียว” ภายใต้รัฐพันลึกมันยังไม่มีจริง แต่ถ้าเรามี “จุดยืน” ในการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยกันจริงๆ เราต้องไม่ใช้ “สองมาตรฐาน” ระหว่างธนาธรกับทักษิณ และต้อง “ไม่ย้อนแย้ง” ในตัวเอง เดี๋ยวตรวจจริงจังเพื่อเอาทักษิณเข้าคุกในคดีจากรัฐประหาร เดี๋ยวมาบอกว่าทักษิณเป็นเหยื่อการเมือง
ขณะที่ “ในเวลาที่พรรคส้มมีอำนาจต่อรองสูงสุดจะโหวตให้ใครเป็นนายกฯ ก็ได้” แต่กลับโหวตให้อนุทินที่ต้องคดีทุจริตฮั้ว สว. เป็นนายกฯ หลังจากตรวจสอบชั้น 14 จริงจังเอาทักษิณที่หัวหน้าเท้งบอกว่า “เป็นเหยื่อการเมือง” เข้าคุกสำเร็จมาแล้ว ขณะที่ด่าพรรคแดงว่า “ไม่โหวตรับร่างนิรโทษกรรม 112” แต่เมื่อมีอำนาจต่อรองสูงสุด กลับยก 14 ล้านเสียงของประชาชนให้ “อนุทินที่ต่อต้านการนิรโทษกรรม 112 เป็นนายกฯ” โดยไม่นำเรื่องนิรโทษกรรม 112 มาอยู่ใน “สมการ MOA” เลย และขณะที่ไม่เคยให้ กมธ. ตรวจสอบอนุทินย้ายข้าราชการ 395 คน เพื่อรองรับการเลือกตั้ง หัวหน้าเท้งกลับยืนยันจะเกาะติดและให้ กมธ. ตรวจสอบสุริยะย้ายข้าราชการ 1 คน
สรุปโดยรวมแล้ว ขณะที่ฝ่ายก้าวหน้าใช้ข้ออ้างแบบ “แนวคิดผลลัพธ์นิยม” ตัดสินว่าทักษิณและเพื่อไทยสร้างความเสียหายต่อขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่างๆ นานา ผ่าน “วาทกรรมการเมือง” ที่เน้นการตีตราแปะป้ายว่าตระบัดสัตย์, ข้ามขั้ว, ทรยศหักหลังประชาชน, ดีลปีศาจ, ดีลแลกประเทศ, ขายวิญญาณ ซึ่ง “คล้ายกับ” การตีตราแปะป้ายของฝ่ายเสื้อเหลืองที่กล่าวหาว่าทักษิณขายชาติ, ล้มเจ้า และอื่นๆ ซึ่งเป็นการอ้างเหตุผลแบบแนวคิดผลลัพธ์นิยมจนเลยเถิด ถึงกับเสนอว่าทักษิณต้องออกไปจากการเมือง
แต่ “จุดยืน” ที่ฝ่ายก้าวหน้าต้องชัดเจนคือ “การยึดหลักการทั่วไปที่ใช้กับทุกคนในมาตรฐานเดียวกันอย่างคงเส้นคงวา” กลับเป็นจุดยืนแบบไม้หลักปักเลน เป๋ไปเป๋มาไม่เป็นท่า เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง หรือ “ขัดแย้งในตัวเอง”อย่างเหลือเชื่อ!
แท้จริงแล้วการยึดหลักการทั่วไปที่ใช้กับทุกคนในมาตรฐานเดียวกันอย่างคงเส้นคงวา ย่อมเป็นการปกป้อง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ของทุกคนทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ธนาธรกับทักษิณไม่ควรถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองแต่แรก จึงไม่มีใครควรออกไปจากการเมือง และจะดีกับสังคมส่วนรวมมากกว่า หากธนาธรกับทักษิณแสดงวิสัยทัศน์ของตนเองได้ในทุกเวทีเหมือนกัน หรือขึ้นเวทีดีเบตกันเลยก็ได้ สื่อ นักวิชาการ และประชาชนทั่วไปเห็นด้วยหรือเห็นต่าง ก็เถียงได้ วิจารณ์กันได้ ในที่สุดการมีเสรีภาพที่เท่าเทียมเช่นนี้จะส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าทางความคิดในสังคมวงกว้างได้มากกว่า
พูดอย่างถึงที่สุด ไม่ใช่เพียงทักษิณและธนาธรเท่านั้นที่ไม่ควรออกไปจากการเมือง แต่ควรอยู่ในการเมือง เพื่อเสนอความคิด และวิสัยทัศน์ของตนเองขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้น แม้แต่ “นักโทษทางความคิด” ทุกคนก็ควรได้รับอิสรภาพเช่นเดียวกับทักษิณ และมีเสรีภาพแสดงความเห็นทางการเมือง มีสิทธิทางการเมือง และสิทธิพลเมืองตามหลักสิทธิมนุษยชนโดยสมบูรณ์
