การดีลกลับบ้านของ ทักษิณ ชินวัตร และการที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลโดยดึงพรรคการเมืองฝ่ายฝ่ายอนุรักษ์นิยมร่วมรัฐบาลตามกลไกรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นจุดเริ่มต้นที่ฝ่ายก้าวหน้าแยกการเมืองออกเป็น 2 ขั้ว คือ “ขั้วการเมืองเก่า” ได้แก่เพื่อไทย และพรรคอื่นๆ ที่สยบยอมรับใช้รัฐพันลึก กับ “ขั้วการเมืองใหม่” คือ พรรคส้มหรือพรรคประชาชนที่ต่อสู้กับรัฐพันลึก ซึ่งเป็นเพียงพรรคการเมืองหนึ่งเดียวที่ชูอุดมการณ์เปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตย
บางทีพวกเขาก็เจาะจงเรียกการเมืองแบบทักษิณและเพื่อไทยว่า “การเมืองเรียล” หรือ realpolitik หมายถึง การเมืองที่มุ่งขายนโยบายแก้ปัญหาปากท้อง สร้างผลงานต่างๆ เรียกคะแนนนิยมไป เก็บอุดมการณ์ใส่ลิ้นชัก ไม่แตะโครงสร้าง ลืมเรื่องที่ถูกทำรัฐประหาร และไม่พูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยอีกแล้ว
ขณะที่การเมืองแบบพรรคประชาชน คือ “การเมืองอุดมการณ์” ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงทางความคิด และแก้ปัญหาโครงสร้างการปกครองให้เป็นประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชน, ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า, และสื่อต่างๆ เหมือนจะให้นิยาม “อำนาจต่อรองทางการเมือง” ของทักษิณคลุมเครือและย้อนแย้งอย่างน่าสังเกต คือ
1. เดี๋ยวบอก "ทักษิณดีลแลกประเทศ" ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ตระกูลชินวัตรมีอำนาจ เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัว ทักษิณเข้ามาได้เพราะรัฐพันลึกให้เข้ามา ให้ลูกตนเองเป็นนายกฯ ก็ได้ และ ฯลฯ พูดรวมๆ แบบ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ก็คือ เพราะทักษิณดีลแลกประเทศ จึงทำให้ประเทศไทยสูญเสียทุกอย่างไป การกลับมาของทักษิณทำให้ประเทศเสียหาย ไม่ต่างจากตอนที่รัฐพันลึกทำทุกอย่างเพื่อไล่ทักษิณออกไปจากประเทศไทย
2. เดี๋ยวก็บอกว่าทักษิณ “ไม่ควรแสดงบทบาททางการเมือง” ควรอยู่บ้านเลี้ยงหลานจริงๆ เสียที ถ้าแสดงความเห็นทางการเมืองเหมือนเดิม ก็จะ “ไม่รอด” เพราะยังติดอีกหลายคดี
ปัญหาคือ ถ้าข้อ 1 จริง คือถ้าทักษิณมีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงมากถึงขั้น “ดีลแลกประเทศ” ได้ขนาดนั้น เขาก็ต้องแสดงบทบาททางการเมืองได้ชิลๆ โดยไม่ถูกรัฐพันลึกเล่นงานใดๆ เลยสิ แต่ถ้าแสดงบทบาททางการเมืองไม่ได้ หรือแม้แต่ “ช่วยพรรคหาเสียงทุกเวที” แบบ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็ยังทำไม่ได้ ที่ทำมาแล้วก็โดนเล่นงาน ถ้าจะทำอีกก็จะโดนรัฐพันลึกเล่นงานแน่ๆ แล้วอะไรคือ “หลักฐาน” สนับสนุนว่าทักษิณมีอำนาจต่อรองสูงถึงขนาดดีลแลกประเทศได้จริงตามข้อ 1 ล่ะ
ความคลุมเครือในการนิยามอำนาจต่อรองทางการเมืองของทักษิณมี “ความเป็นการเมือง” (the political) แบบ “แยกมิตรแยกศัตรู” อย่างชัดแจ้ง นั่นคือ ทั้งพรรคประชาชน ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า สื่อที่เชียร์พรรคประชาชน สื่อและขั้วการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เป็นศัตรูเก่าของทักษิณ พรรคประชาธิปปัตย์ พรรคอื่นๆ และเครือข่ายอำนาจรัฐพันลึกต่างก็ “จ้องจับผิด” บทบาทของทักษิณอย่าง “เป็นพิเศษ” เห็นได้จากแนวทางการวิเคราะห์บทบาททักษิณหลังออกจากคุกที่ใช้คำถามเดียวกันว่าทักษิณจะแสดงบทบาททางการเมืองอีกหรือไม่ จะครอบงำพรรคเพื่อไทยอีกไหม จับจ้องว่า ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จะเข้าพบทักษิณเมื่อไร เรื่องอะไร จะถูกทักษิณครอบงำบดบังรัศมีหรือไม่ ฯลฯ
ขณะที่สื่อและนักวิชาการไม่ได้จับจ้องและคอยตั้งคำถาม “แบบเดียวกัน” ว่าเท้งจะเข้าพบธนาธรเมื่อไร จะถูกธนาธรครอบงำหรือไม่ อนุทิน ชาญวีรกูลจะเข้าพบเนวิน ชิดชอบเมื่อไร จะถูกเนวินครอบงำหรือไม่ หรืออนุทินจะถูก “ผู้มีอำนาจ” ของรัฐพันลึกครอบงำหรือไม่ ประชาชนจะตรวจสอบสอบได้อย่างไร
ว่าตามจริงความคลุมเครือในนิยามอำนาจต่อรองทางการเมืองของทักษิณ มีมาตลอดกว่าสองทศวรรษ และมันถูกทุกฝ่ายมองเหมือนเป็น “แกนกลาง” ของปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เช่น ตามจินตนาการแบบเท้งที่ว่า “20 ปีที่แล้ว ประเทศนี้ยอมสูญเสียทุกอย่างไปเพื่อไล่ทักษิณออกนอกประเทศ วันนี้ประเทศไทยก็ยอมสูญเสียทุกอย่างไปเพื่อให้ทักษิณกลับมา” ซึ่งนิยามที่คลุมเครือดังกล่าว ถูกผลิตสร้างและผลิตซ้ำผ่านการต่อสู้ระหว่างการเมืองเรียลแบบทักษิณ, การเมืองเรียลแบบรัฐพันลึก และการเมืองเรียลแบบพรรคส้มหรือพรรคประชาชน
การเมืองเรียลแบบทักษิณและเพื่อไทย สะท้อนอำนาจต่อรองทางการเมืองแบบทักษิณ 2 ช่วงใหญ่ คือ ช่วงก่อนรัฐประหาร 2549 และหลังรัฐประหาร 2549 ถึงปัจจุบัน
สรุปภาพรวมผ่านข้อวิจารณ์สำคัญหนึ่ง คือ “ทักษิณไม่แตะโครงสร้างอำนาจรัฐพันลึก” เลย ซึ่งจริงในแง่ว่าทักษิณไม่เคยเสนอแนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองที่มุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจรัฐพันลึกให้เป็นประชาธิปไตย แบบที่พรรคส้มเสนอ
แต่ใน “ทางปฏิบัติ” ทักษิณเป็นผู้นำคนแรกๆ ที่ทำการเมืองเรียล ชื่อ “ประชาธิปไตยกินได้” และเพื่อให้ประชาธิปไตยกินได้ประสบผลสำเร็จ เขาจึงเริ่ม “แตะที่ตัวโครงสร้างรัฐราชการ” ของรัฐพันลึกโดยตรงเลย นั่นคือ เขาใช้อำนาจผู้นำรัฐบาลจากเลือกตั้ง ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บัญญาชาการเหล่าทัพที่เดิมทีอยู่ใต้อำนาจของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี
พูดอย่างรวบรัด คือทักษิณทำให้รัฐบาลจากเลือกตั้งคุมกองทัพ ตำรวจ และใช้กลไกราชการโดยรวมตอบสนองนโยบายปากท้อง สงครามยาเสพติด และอื่นๆ ผ่านการบริหารจัดการแบบบูรณาการข้าราชการทุกกระทรวงให้ทำงานร่วมกันโดยยึดนโยบายของรัฐบาลเป็นตัวตั้ง เช่นใช้แนวคิดผู้ว่าซีอีโอ เป็นต้น
การเมืองเรียลแบบทักษิณที่ทำให้รัฐบาลจากเลือกตั้งคุมรัฐราชการและใช้กลไกรัฐราชการของรัฐพันลึกตอบสนองนโยบายรัฐบาลจากเลือกตั้งได้ ก็คือการบริหารจัดการที่รวมพรรคการเมืองบ้านใหญ่ทั้งหลายมาอยู่ใน “พรรคไทยรักไทย” ทำให้ชนะเลือกตั้งเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลสมัยแรก จึงทำให้เขามี “อำนาจต่อรองทางการเมือง” ทำนโยบายปากท้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้สำเร็จ และทำนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคสำเร็จ จนได้รับความนิยมสูงสุดได้เป็น “รัฐบาลพรรคเดียว” ในสมัยที่ 2 และสานต่อประชาธิปไตยกินได้ โดยการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2540 คุมกลไกกองทัพ ตำรวจ และระบบราชการโดยรวมให้ตอบสนองนโยบายรัฐบาลพลเรือนชัดเจนมากขึ้นอีก แน่นอนว่าการที่ทักษิณคุมกลไกรัฐราชการได้เช่นนั้น ก็ถูกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ซึ่งมีทั้งการวิจารณ์ที่สมจริง และเกินจริง
แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็น “2 ด้านที่ย้อนแย้ง” คือ คนรากหญ้า หรือคนระดับชาวบ้านส่วนใหญ่พอใจนโยบายปากท้อง ประชาธิปไตยกินได้ การแก้ปัญหายาเสพติด คนทำมาหากินทั่วไปพอใจที่เศรษฐกิจดีขึ้น ขณะที่สื่อมวลชน นักวิชาการ ปัญญาชนสาธารณะโฟกัสปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากเหตุ “ฆ่าตัดตอน” ในสงครามยาเสพติด ปัญหากรือเซะ ตากใบ และการทุจริตคอร์รัปชั่น เกิดการผลิตวาทกรรม “ระบอบทักษิณ” เพื่อให้ภาพระบบทุนนิยมสามานย์กินรวบประเทศ ที่ทุจริตเชิงนโยบาย และใช้นโยบายประชาชนิยมมอมเมาประชาชนรากหญ้า ระบอบทักษิณถูกกล่าวหาว่าเป็น เผด็จการรัฐสภา ที่ผู้นำใช้อำนาจแทรกแซง สว., องค์กรอิสระ, แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกองทัพ, ตำรวจ, หรือแทกแซงระบบราชการโดยรวม และสื่อมวลชน (เกือบๆ จะ “แทรกแซงจักรวาล”)
จึงเกิด “ม็อบเสื้อเหลือง” ต่อต้านระบอบทักษิณ และทวงคืนทหารของพระราชา, ข้าราชการของพระราชา, ประชาชนของพระราชา ภายใต้วาทกรรมการเมือง “เราจะสู้เพื่อในหลวง” พร้อมกับกล่าวหาว่าทักษิณมีแนวคิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เปลี่ยนการปกครองประเทศให้เป็นระบบประธานาธิบดี อันเป็นข้อกล่าวหาที่ถูกใช้เป็นพลัง “ความชอบธรรม” ส่งต่อให้เกิด “ตุลาการภิวัตน์” ยุบพรรคไทยรักไทย และรัฐประหาร 2549 เพื่อขจัดระบอบทักษิณ นี่คือผลลัพธ์ของการที่ทักษิณใช้อำนาจผ่านกลไกรัฐธรรมนูญ 2540 ไป “แตะ” กองทัพ หรือ “รัฐราชการ” ของรัฐพันลึก
และแล้วพวกปัญญาชนฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่สร้างรัฐธรรมนูญ 2540 มากับมือ และพวกที่เคยเชียร์ทักษิณตอนเป็นนายกฯ สมัยแรก ก็กลับบอกว่า “รัฐธรรมนูญ 2540 ให้อำนาจนายกฯ มากเกินไป” หลังรัฐประหาร จึงเขียนรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อกระชับอำนาจรัฐพันลึกมากขึ้น แต่ยังจัดการทักษิณจนเป็นที่พอใจไม่ได้ จึงต้องทำรัฐประหารซ้ำในปี 2557 และเขียนรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อให้รัฐพันลึกคุมกองทัพ, ตำรวจ, ศาล, ระบบรัฐราชการ, องค์กรอิสระ และการเมืองในสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งแปลว่าภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะไม่มีรัฐบาลจากเลือกตั้งแบบรัฐบาลทักษิณที่เคยคุมกองทัพและรัฐราชการของรัฐพันลึกได้อีกเลย
พูดสั้นๆ จากรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา ก็คือกระบวนการที่รัฐพันลึกเอาระบบรัฐรัฐราชการคืนจากทักษิณ ที่เคยกล่าวหากันว่าทักษิณ “แทรกแซงต่างๆ นานา” นั้น รัฐพันลึกก็แทรกแซงยิ่งกว่าหลายเท่า รัฐราชการและองค์กรอิสระอยู่ใต้อาณัติของรัฐพันลึกอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว
หลังจากนั้นถึงปัจจุบัน แม้พรรคพลังประชาชน-เพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาลได้ อำนาจต่อรองก็เหลือเพียง “จำนวน ส.ส.” ของพรรคแดง ในสภาเท่านั้น ไม่ว่าจะขยับทำอะไร ก็ถูกขัดขวางทั้งจากการเมืองในสภา การเมืองบนถนนที่เป็น “แนวร่วม” ของรัฐพันลึกที่ใช้ “อำนาจนอกระบบและในระบบ” สกัดทักษิณและเพื่อไทย
ดังนั้น ในด้านกลับ “การเมืองเรียลแบบรัฐพันลึก” ก็คือการเมืองแบบที่ใช้ทั้งอำนาจนอกระบบ ในระบบ และนิติสงครามขจัดสิ่งที่เรียกกันว่า “ระบอบทักษิณ” โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ และ พธม.-กปปส. เป็นแนวร่วม
ส่วน การเมืองเรียลแบบพรรคส้ม ที่เริ่มตั้งแต่การตั้งรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ก็คือ การเมืองที่จากเดิมเน้น “การเปลี่ยนแปลงทางความคิด” และ “การชนโครงสร้างอำนาจรัฐพันลึก” โดยตรง เช่น การขายนโยบายแก้ 112 เป็น “สัญลักษณ์” ของการต่อสู้ทางความคิดที่มุงเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตย เปลี่ยนมาเป็น “การเมืองที่มีทักษิณและเพื่อไทยเป็นเป้าหมาย” ภายใต้ความเชื่อที่ว่า “ทักษิณดีลกลับบ้านมาเป็นเครื่องมือของรัฐพันลึกทำลายพรรคประชาชน” ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่
การเมืองเรียลแบบพรรคส้ม จึงขับเคลื่อนภายใต้ “วาทกรรมทางการเมือง” (political discourse) ดีลแลกประเทศ, ดีลปีศาจ, ขายวิญญาณ, ตระบัดสัตย์, ข้ามขั้ว, ฉีก MOU, ทรยศหักหลังประชาชน, รัฐบาลโจร ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นวาทกรรมตีตราแปะป้ายให้ดู “เลวร้ายเกินจริง” ไม่ต่างจากการเมืองเรียลของฝ่ายรัฐพันลึกที่โจมตีว่าทักษิณเป็นเผด็จการรัฐสภา, โกงทั้งโคตร, ขายชาติ, ล้มเจ้า ฯลฯ เลย
ในยุคก่อน การเมืองเรียลแบบประชาธิปัตย์ร่วมมือกับรัฐพันลึกในการขจัดทักษิณ ทั้งด้วยวิธีรัฐประหารโดยรถถัง และ “รัฐประหารเงียบ” โดยใช้กลไกอำนาจองค์กรอิสระ นิติสงคราม และอำนาจในระบบสภาเปลี่ยนรัฐบาล ในยุคปัจจุบัน พรรคส้มก็ร่วมมือกับรัฐพันลึกที่ใช้รัฐประหารเงียบเปลี่ยนรัฐบาลเพื่อไทยเป็นรัฐบาลภูมิใจไทยผ่านการโหวตอนุทินตาม “ใบอนุญาตที่ 2” เช่นกัน
ดังนั้น จึงไม่ใช่แต่ทักษิณ เพื่อไทย และรัฐพันลึกเท่านั้นที่ “ทำการเมืองเรียล” ส่วนพรรคส้ม “ทำการเมืองอุดมการณ์บริสุทธิ์” เพียงพรรคเดียว เพราะพรรคส้มเอง ก็ทำการเมืองเรียลสร้าง “ทักษิโณโฟเบีย ภาค 2” ขึ้นมาใช้เป็นเครื่องมือต่อต้านทักษิณและเพื่อไทยโดยไม่เลือกวิธีการเช่นกัน (ดูบทความเกี่ยวข้องที่นี่ https://prachatai.com/journal/2026/05/117381)
ปัญหาคือ ปัญญาชน และสื่อฝ่ายก้าวหน้าที่เคยระแวง “ระบอบทักษิณ” ช่วงก่อนรัฐประหาร 2549 แล้วมา “กลับลำ” ช่วงเกิดปรากฏการณ์ “คนเสื้อแดง” เพราะพบว่าข้อกล่าวหาอย่างเช่นเผด็จการรัฐสภา, โกงทั้งโคตร, ทุนนิยมสามานย์, ทุนนิยมที่มาทำลายบุญนิยม, ล้มเจ้า, ขายชาติ ฯลฯ ล้วนเป็นข้อกล่าวหาตีตราแปะป้ายให้ “ดูเลวร้ายเกินจริง” ทำไมวันนี้พวกเขาถึงไม่ตั้งคำถามต่อการเมืองเรียลแบบพรรคส้มที่ใช้วาทกรรมทางการเมืองตีตราแปะป้ายให้ดูเลวร้ายเกินจริงแบบเดียวกัน กระทั่ง ส.ส. พรรคส้มที่แสดงออกว่าตนเอง “ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์” อย่าง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ถึงขนาดเรียกรัฐบาลแพทองธารว่า “รัฐบาลโจรสวมรองเท้าไข่มุก” ราวกับว่าเป็นรัฐบาลจากรัฐประหาร
จนวันนี้การประเมินอำนาจต่อรองทางการเมืองของทักษิณ ก็ยัง “สับสน” และ “ย้อนแย้ง” ในตัวเอง เดี๋ยวก็ประเมินว่าทักษิณกลับมาด้วยการดีลแลกประเทศที่มีอำนาจต่อรองสูง ทำทุกอย่างได้หมดเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ตัวเองและครอบครัว เดี๋ยวก็ว่าถ้าทักษิณยังแสดงบทบาททางการเมืองเหมือนก่อนติดคุก (ซึ่งไม่เท่าบทบาทธนาธรด้วยซ้ำ) ก็จะ “ไม่รอด” อีก ตกลงทักษิณมีอำนาจต่อรองสูงจริง หรือว่าหมดอำนาจต่อรองไปแล้วกันแน่
หรือจริงๆ แล้ว อำนาจต่อรองที่ทักษิณมีในมือจริงๆ ก็คือ “จำนวน ส.ส.เพื่อไทย” ที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับพรรคส้ม คือ ตกอยู่ภายใต้กลไกรัฐธรรมนูญ 2560 ที่วาง “กับดัก” ไว้รอบทิศ ตกอยู่ใต้นิติสงครามและกลไกอำนาจองค์กรอิสระที่ไม่เป็นกลางทางการเมืองเหมือนกัน ถ้าความจริงเป็นแบบนี้ การที่ฝ่ายใดๆ ก็ตามใช้ข้ออ้างใดๆ เพื่อ “กีดกัน” ทักษิณแสดงบทบาททางการเมือง ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล
ส่วนประเด็นว่าทักษิณและเพื่อไทยจะตัดสินใจแสดงบทบาททางการเมืองหรือไม่อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่พวกเขาจะประเมิน “ความเสี่ยง” เองหรือเปล่า ไม่ใช่เรื่องที่พรรคประชาชน ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า และสื่อต่างๆ จะ “คิดแทน” หรือคอยจ้องจับผิดตลอดเวลาว่าทักษิณจะ “ครอบงำ” เพื่อไทยไหม ขณะที่ไม่ตั้งคำถามเดียวกันนี้กับธนาธร, เนวินเลย ส่วนรัฐพันลึกที่ครอบงำทั้งการเมืองในสภา, กองทัพ, ศาล, หรือรัฐราชการโดยรวมอยู่แล้ว ก็ไม่เห็นจะตั้งคำถามจริงจังเหมือนตั้งคำถามกับทักษิณเลย
ว่าตามจริงทักษิณคือผู้นำที่คนรากหญ้า หรือคนระดับชาวบ้านชอบ – รัก - มองว่าเป็นความหวัง แต่สื่อและปัญญาชนทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายก้าวหน้าไม่ไว้ใจ – ระแวง – ไม่ชอบ – เกลียด คำถามคือ อีกนานเท่าใดความจริงสองด้านดังกล่าวจะ “ถูกมองอย่างสมจริง” แล้วปล่อยให้ทั้งฝ่ายทักษิณและคู่ต่อสู้ทางการเมืองทุกฝ่าย ได้ต่อสู้กันผ่านกระบวนการเลือกตั้งอย่างแฟร์ๆ โดยเคารพเสียงของคนรากหญ้า หรือคนระดับชาวบ้านอย่างแท้จริงเสียที
หรือเมื่อใดเล่าการเมืองเรียลแบบทักษิณ, การเมืองเรียลแบบรัฐพันลึก และการเมืองเรียวแบบพรรคส้ม จะถูกประเมิน “อย่างสมจริง” ตรงไปตรงมาเสียที โดยเลิกตีตราแปะป้ายเฉพาะทักษิณและเพื่อไทยให้ดู “เลวร้ายเกินจริง” จนเกิดอาการหวาดระแวง และเฝ้าระวังอย่างเกินจำเป็น ราวกับทักษิณคือ “ศูนย์กลาง” ของปัญหาเลวร้ายทุกอย่างทางการเมืองแบบที่ผ่านๆ มา
ถ้ามองอย่างเปรียบเทียบ เราจะเห็นว่าศาสนาแบบที่มุ่งชำระล้างสังคมให้สะอาด มักเน้นการตรีตราแปะป้ายให้ฝ่ายที่เชื่อต่างเลวร้ายเกินจริงว่าเป็นพวกนอกรีต ศัตรูของพระเจ้า หรือฝ่ายอธรรมที่ต้องชำระล้างให้สิ้นซากโดย “ไม่เลือกวิธีการ” การเมืองเรียวแบบมุ่งชำระล้างสิ่งเลวร้ายที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ก็เน้นตีตราแปะป้ายให้ดูเลวร้ายเกินจริง และพร้อมชำระล้างโดยไม่เลือกวิธีการเช่นกัน
จะว่าไปแล้วปรากฏการณ์ดังกล่าว มันคือ “อาการประสาทแดX” ที่ต่อเนื่องมากว่า 20 ปี ของเหล่าผู้ทำการเมืองเรียลแบบมุ่งชำระล้างสังคมให้สะอาดหมดจด ที่เหมือนไม่ยอมรับโลกความเป็นจริงของการเมือง ซึ่งล้วนแต่มีถูกมีผิด หรือดีๆ ชั่วๆ กันทุกฝ่ายที่ควรแก้ปัญหากันไปตามกติกาที่ฟรีและแฟร์
