Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

การดีลกลับบ้านของ ทักษิณ ชินวัตร และการที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลโดยดึงพรรคการเมืองฝ่ายฝ่ายอนุรักษ์นิยมร่วมรัฐบาลตามกลไกรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นจุดเริ่มต้นที่ฝ่ายก้าวหน้าแยกการเมืองออกเป็น 2 ขั้ว คือ “ขั้วการเมืองเก่า” ได้แก่เพื่อไทย และพรรคอื่นๆ ที่สยบยอมรับใช้รัฐพันลึก กับ “ขั้วการเมืองใหม่” คือ พรรคส้มหรือพรรคประชาชนที่ต่อสู้กับรัฐพันลึก ซึ่งเป็นเพียงพรรคการเมืองหนึ่งเดียวที่ชูอุดมการณ์เปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตย

บางทีพวกเขาก็เจาะจงเรียกการเมืองแบบทักษิณและเพื่อไทยว่า “การเมืองเรียล” หรือ realpolitik หมายถึง การเมืองที่มุ่งขายนโยบายแก้ปัญหาปากท้อง สร้างผลงานต่างๆ เรียกคะแนนนิยมไป เก็บอุดมการณ์ใส่ลิ้นชัก ไม่แตะโครงสร้าง ลืมเรื่องที่ถูกทำรัฐประหาร และไม่พูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยอีกแล้ว 

ขณะที่การเมืองแบบพรรคประชาชน คือ “การเมืองอุดมการณ์” ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงทางความคิด และแก้ปัญหาโครงสร้างการปกครองให้เป็นประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชน, ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า, และสื่อต่างๆ เหมือนจะให้นิยาม “อำนาจต่อรองทางการเมือง” ของทักษิณคลุมเครือและย้อนแย้งอย่างน่าสังเกต คือ

โฆษณา - Advertising

1. เดี๋ยวบอก "ทักษิณดีลแลกประเทศ" ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ตระกูลชินวัตรมีอำนาจ เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัว ทักษิณเข้ามาได้เพราะรัฐพันลึกให้เข้ามา ให้ลูกตนเองเป็นนายกฯ ก็ได้ และ ฯลฯ พูดรวมๆ แบบ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ก็คือ เพราะทักษิณดีลแลกประเทศ จึงทำให้ประเทศไทยสูญเสียทุกอย่างไป การกลับมาของทักษิณทำให้ประเทศเสียหาย ไม่ต่างจากตอนที่รัฐพันลึกทำทุกอย่างเพื่อไล่ทักษิณออกไปจากประเทศไทย

2. เดี๋ยวก็บอกว่าทักษิณ “ไม่ควรแสดงบทบาททางการเมือง” ควรอยู่บ้านเลี้ยงหลานจริงๆ เสียที ถ้าแสดงความเห็นทางการเมืองเหมือนเดิม ก็จะ “ไม่รอด” เพราะยังติดอีกหลายคดี

ปัญหาคือ ถ้าข้อ 1 จริง คือถ้าทักษิณมีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงมากถึงขั้น “ดีลแลกประเทศ” ได้ขนาดนั้น เขาก็ต้องแสดงบทบาททางการเมืองได้ชิลๆ โดยไม่ถูกรัฐพันลึกเล่นงานใดๆ เลยสิ แต่ถ้าแสดงบทบาททางการเมืองไม่ได้ หรือแม้แต่ “ช่วยพรรคหาเสียงทุกเวที” แบบ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็ยังทำไม่ได้ ที่ทำมาแล้วก็โดนเล่นงาน ถ้าจะทำอีกก็จะโดนรัฐพันลึกเล่นงานแน่ๆ แล้วอะไรคือ “หลักฐาน” สนับสนุนว่าทักษิณมีอำนาจต่อรองสูงถึงขนาดดีลแลกประเทศได้จริงตามข้อ 1 ล่ะ

ความคลุมเครือในการนิยามอำนาจต่อรองทางการเมืองของทักษิณมี “ความเป็นการเมือง” (the political) แบบ “แยกมิตรแยกศัตรู” อย่างชัดแจ้ง นั่นคือ ทั้งพรรคประชาชน ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า สื่อที่เชียร์พรรคประชาชน สื่อและขั้วการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เป็นศัตรูเก่าของทักษิณ พรรคประชาธิปปัตย์ พรรคอื่นๆ และเครือข่ายอำนาจรัฐพันลึกต่างก็ “จ้องจับผิด” บทบาทของทักษิณอย่าง “เป็นพิเศษ” เห็นได้จากแนวทางการวิเคราะห์บทบาททักษิณหลังออกจากคุกที่ใช้คำถามเดียวกันว่าทักษิณจะแสดงบทบาททางการเมืองอีกหรือไม่ จะครอบงำพรรคเพื่อไทยอีกไหม จับจ้องว่า ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จะเข้าพบทักษิณเมื่อไร เรื่องอะไร จะถูกทักษิณครอบงำบดบังรัศมีหรือไม่ ฯลฯ 

ขณะที่สื่อและนักวิชาการไม่ได้จับจ้องและคอยตั้งคำถาม “แบบเดียวกัน” ว่าเท้งจะเข้าพบธนาธรเมื่อไร จะถูกธนาธรครอบงำหรือไม่ อนุทิน ชาญวีรกูลจะเข้าพบเนวิน ชิดชอบเมื่อไร จะถูกเนวินครอบงำหรือไม่ หรืออนุทินจะถูก “ผู้มีอำนาจ” ของรัฐพันลึกครอบงำหรือไม่ ประชาชนจะตรวจสอบสอบได้อย่างไร  

ว่าตามจริงความคลุมเครือในนิยามอำนาจต่อรองทางการเมืองของทักษิณ มีมาตลอดกว่าสองทศวรรษ และมันถูกทุกฝ่ายมองเหมือนเป็น “แกนกลาง” ของปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เช่น ตามจินตนาการแบบเท้งที่ว่า “20 ปีที่แล้ว ประเทศนี้ยอมสูญเสียทุกอย่างไปเพื่อไล่ทักษิณออกนอกประเทศ วันนี้ประเทศไทยก็ยอมสูญเสียทุกอย่างไปเพื่อให้ทักษิณกลับมา” ซึ่งนิยามที่คลุมเครือดังกล่าว ถูกผลิตสร้างและผลิตซ้ำผ่านการต่อสู้ระหว่างการเมืองเรียลแบบทักษิณ, การเมืองเรียลแบบรัฐพันลึก และการเมืองเรียลแบบพรรคส้มหรือพรรคประชาชน 

การเมืองเรียลแบบทักษิณและเพื่อไทย สะท้อนอำนาจต่อรองทางการเมืองแบบทักษิณ 2 ช่วงใหญ่ คือ ช่วงก่อนรัฐประหาร 2549 และหลังรัฐประหาร 2549 ถึงปัจจุบัน 

สรุปภาพรวมผ่านข้อวิจารณ์สำคัญหนึ่ง คือ “ทักษิณไม่แตะโครงสร้างอำนาจรัฐพันลึก” เลย ซึ่งจริงในแง่ว่าทักษิณไม่เคยเสนอแนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองที่มุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจรัฐพันลึกให้เป็นประชาธิปไตย แบบที่พรรคส้มเสนอ

แต่ใน “ทางปฏิบัติ” ทักษิณเป็นผู้นำคนแรกๆ ที่ทำการเมืองเรียล ชื่อ “ประชาธิปไตยกินได้” และเพื่อให้ประชาธิปไตยกินได้ประสบผลสำเร็จ เขาจึงเริ่ม “แตะที่ตัวโครงสร้างรัฐราชการ” ของรัฐพันลึกโดยตรงเลย นั่นคือ เขาใช้อำนาจผู้นำรัฐบาลจากเลือกตั้ง ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บัญญาชาการเหล่าทัพที่เดิมทีอยู่ใต้อำนาจของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี 

พูดอย่างรวบรัด คือทักษิณทำให้รัฐบาลจากเลือกตั้งคุมกองทัพ ตำรวจ และใช้กลไกราชการโดยรวมตอบสนองนโยบายปากท้อง สงครามยาเสพติด และอื่นๆ ผ่านการบริหารจัดการแบบบูรณาการข้าราชการทุกกระทรวงให้ทำงานร่วมกันโดยยึดนโยบายของรัฐบาลเป็นตัวตั้ง เช่นใช้แนวคิดผู้ว่าซีอีโอ เป็นต้น 

การเมืองเรียลแบบทักษิณที่ทำให้รัฐบาลจากเลือกตั้งคุมรัฐราชการและใช้กลไกรัฐราชการของรัฐพันลึกตอบสนองนโยบายรัฐบาลจากเลือกตั้งได้ ก็คือการบริหารจัดการที่รวมพรรคการเมืองบ้านใหญ่ทั้งหลายมาอยู่ใน “พรรคไทยรักไทย” ทำให้ชนะเลือกตั้งเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลสมัยแรก จึงทำให้เขามี “อำนาจต่อรองทางการเมือง” ทำนโยบายปากท้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้สำเร็จ และทำนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคสำเร็จ จนได้รับความนิยมสูงสุดได้เป็น “รัฐบาลพรรคเดียว” ในสมัยที่ 2 และสานต่อประชาธิปไตยกินได้ โดยการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2540 คุมกลไกกองทัพ ตำรวจ และระบบราชการโดยรวมให้ตอบสนองนโยบายรัฐบาลพลเรือนชัดเจนมากขึ้นอีก แน่นอนว่าการที่ทักษิณคุมกลไกรัฐราชการได้เช่นนั้น ก็ถูกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ซึ่งมีทั้งการวิจารณ์ที่สมจริง และเกินจริง 

แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็น  “2 ด้านที่ย้อนแย้ง” คือ คนรากหญ้า หรือคนระดับชาวบ้านส่วนใหญ่พอใจนโยบายปากท้อง ประชาธิปไตยกินได้ การแก้ปัญหายาเสพติด คนทำมาหากินทั่วไปพอใจที่เศรษฐกิจดีขึ้น ขณะที่สื่อมวลชน นักวิชาการ ปัญญาชนสาธารณะโฟกัสปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากเหตุ “ฆ่าตัดตอน” ในสงครามยาเสพติด ปัญหากรือเซะ ตากใบ และการทุจริตคอร์รัปชั่น เกิดการผลิตวาทกรรม “ระบอบทักษิณ” เพื่อให้ภาพระบบทุนนิยมสามานย์กินรวบประเทศ ที่ทุจริตเชิงนโยบาย และใช้นโยบายประชาชนิยมมอมเมาประชาชนรากหญ้า ระบอบทักษิณถูกกล่าวหาว่าเป็น เผด็จการรัฐสภา ที่ผู้นำใช้อำนาจแทรกแซง สว., องค์กรอิสระ, แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกองทัพ, ตำรวจ, หรือแทกแซงระบบราชการโดยรวม และสื่อมวลชน (เกือบๆ จะ “แทรกแซงจักรวาล”) 

จึงเกิด “ม็อบเสื้อเหลือง” ต่อต้านระบอบทักษิณ และทวงคืนทหารของพระราชา, ข้าราชการของพระราชา, ประชาชนของพระราชา ภายใต้วาทกรรมการเมือง “เราจะสู้เพื่อในหลวง” พร้อมกับกล่าวหาว่าทักษิณมีแนวคิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เปลี่ยนการปกครองประเทศให้เป็นระบบประธานาธิบดี อันเป็นข้อกล่าวหาที่ถูกใช้เป็นพลัง “ความชอบธรรม” ส่งต่อให้เกิด “ตุลาการภิวัตน์” ยุบพรรคไทยรักไทย และรัฐประหาร 2549 เพื่อขจัดระบอบทักษิณ นี่คือผลลัพธ์ของการที่ทักษิณใช้อำนาจผ่านกลไกรัฐธรรมนูญ 2540 ไป “แตะ” กองทัพ หรือ “รัฐราชการ” ของรัฐพันลึก 

และแล้วพวกปัญญาชนฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่สร้างรัฐธรรมนูญ 2540 มากับมือ และพวกที่เคยเชียร์ทักษิณตอนเป็นนายกฯ สมัยแรก ก็กลับบอกว่า “รัฐธรรมนูญ 2540 ให้อำนาจนายกฯ มากเกินไป” หลังรัฐประหาร จึงเขียนรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อกระชับอำนาจรัฐพันลึกมากขึ้น แต่ยังจัดการทักษิณจนเป็นที่พอใจไม่ได้ จึงต้องทำรัฐประหารซ้ำในปี 2557 และเขียนรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อให้รัฐพันลึกคุมกองทัพ, ตำรวจ, ศาล, ระบบรัฐราชการ, องค์กรอิสระ และการเมืองในสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งแปลว่าภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะไม่มีรัฐบาลจากเลือกตั้งแบบรัฐบาลทักษิณที่เคยคุมกองทัพและรัฐราชการของรัฐพันลึกได้อีกเลย

พูดสั้นๆ จากรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา ก็คือกระบวนการที่รัฐพันลึกเอาระบบรัฐรัฐราชการคืนจากทักษิณ ที่เคยกล่าวหากันว่าทักษิณ “แทรกแซงต่างๆ นานา” นั้น รัฐพันลึกก็แทรกแซงยิ่งกว่าหลายเท่า รัฐราชการและองค์กรอิสระอยู่ใต้อาณัติของรัฐพันลึกอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว 

 หลังจากนั้นถึงปัจจุบัน แม้พรรคพลังประชาชน-เพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาลได้ อำนาจต่อรองก็เหลือเพียง “จำนวน ส.ส.” ของพรรคแดง ในสภาเท่านั้น ไม่ว่าจะขยับทำอะไร ก็ถูกขัดขวางทั้งจากการเมืองในสภา การเมืองบนถนนที่เป็น “แนวร่วม” ของรัฐพันลึกที่ใช้ “อำนาจนอกระบบและในระบบ” สกัดทักษิณและเพื่อไทย 

ดังนั้น ในด้านกลับ “การเมืองเรียลแบบรัฐพันลึก” ก็คือการเมืองแบบที่ใช้ทั้งอำนาจนอกระบบ ในระบบ และนิติสงครามขจัดสิ่งที่เรียกกันว่า “ระบอบทักษิณ” โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ และ พธม.-กปปส. เป็นแนวร่วม

ส่วน การเมืองเรียลแบบพรรคส้ม ที่เริ่มตั้งแต่การตั้งรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ก็คือ การเมืองที่จากเดิมเน้น “การเปลี่ยนแปลงทางความคิด” และ “การชนโครงสร้างอำนาจรัฐพันลึก” โดยตรง เช่น การขายนโยบายแก้ 112 เป็น “สัญลักษณ์” ของการต่อสู้ทางความคิดที่มุงเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตย เปลี่ยนมาเป็น “การเมืองที่มีทักษิณและเพื่อไทยเป็นเป้าหมาย” ภายใต้ความเชื่อที่ว่า “ทักษิณดีลกลับบ้านมาเป็นเครื่องมือของรัฐพันลึกทำลายพรรคประชาชน” ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่

การเมืองเรียลแบบพรรคส้ม จึงขับเคลื่อนภายใต้ “วาทกรรมทางการเมือง” (political discourse) ดีลแลกประเทศ, ดีลปีศาจ, ขายวิญญาณ, ตระบัดสัตย์, ข้ามขั้ว, ฉีก MOU, ทรยศหักหลังประชาชน, รัฐบาลโจร ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นวาทกรรมตีตราแปะป้ายให้ดู “เลวร้ายเกินจริง” ไม่ต่างจากการเมืองเรียลของฝ่ายรัฐพันลึกที่โจมตีว่าทักษิณเป็นเผด็จการรัฐสภา, โกงทั้งโคตร, ขายชาติ, ล้มเจ้า ฯลฯ เลย

ในยุคก่อน การเมืองเรียลแบบประชาธิปัตย์ร่วมมือกับรัฐพันลึกในการขจัดทักษิณ ทั้งด้วยวิธีรัฐประหารโดยรถถัง และ “รัฐประหารเงียบ” โดยใช้กลไกอำนาจองค์กรอิสระ นิติสงคราม และอำนาจในระบบสภาเปลี่ยนรัฐบาล ในยุคปัจจุบัน พรรคส้มก็ร่วมมือกับรัฐพันลึกที่ใช้รัฐประหารเงียบเปลี่ยนรัฐบาลเพื่อไทยเป็นรัฐบาลภูมิใจไทยผ่านการโหวตอนุทินตาม “ใบอนุญาตที่ 2” เช่นกัน 

ดังนั้น จึงไม่ใช่แต่ทักษิณ เพื่อไทย และรัฐพันลึกเท่านั้นที่ “ทำการเมืองเรียล” ส่วนพรรคส้ม “ทำการเมืองอุดมการณ์บริสุทธิ์” เพียงพรรคเดียว เพราะพรรคส้มเอง ก็ทำการเมืองเรียลสร้าง “ทักษิโณโฟเบีย ภาค 2” ขึ้นมาใช้เป็นเครื่องมือต่อต้านทักษิณและเพื่อไทยโดยไม่เลือกวิธีการเช่นกัน (ดูบทความเกี่ยวข้องที่นี่ https://prachatai.com/journal/2026/05/117381)

ปัญหาคือ ปัญญาชน และสื่อฝ่ายก้าวหน้าที่เคยระแวง “ระบอบทักษิณ” ช่วงก่อนรัฐประหาร 2549 แล้วมา “กลับลำ” ช่วงเกิดปรากฏการณ์ “คนเสื้อแดง” เพราะพบว่าข้อกล่าวหาอย่างเช่นเผด็จการรัฐสภา, โกงทั้งโคตร, ทุนนิยมสามานย์, ทุนนิยมที่มาทำลายบุญนิยม, ล้มเจ้า, ขายชาติ ฯลฯ ล้วนเป็นข้อกล่าวหาตีตราแปะป้ายให้ “ดูเลวร้ายเกินจริง” ทำไมวันนี้พวกเขาถึงไม่ตั้งคำถามต่อการเมืองเรียลแบบพรรคส้มที่ใช้วาทกรรมทางการเมืองตีตราแปะป้ายให้ดูเลวร้ายเกินจริงแบบเดียวกัน กระทั่ง ส.ส. พรรคส้มที่แสดงออกว่าตนเอง “ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์” อย่าง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ถึงขนาดเรียกรัฐบาลแพทองธารว่า “รัฐบาลโจรสวมรองเท้าไข่มุก” ราวกับว่าเป็นรัฐบาลจากรัฐประหาร

จนวันนี้การประเมินอำนาจต่อรองทางการเมืองของทักษิณ ก็ยัง “สับสน” และ “ย้อนแย้ง” ในตัวเอง เดี๋ยวก็ประเมินว่าทักษิณกลับมาด้วยการดีลแลกประเทศที่มีอำนาจต่อรองสูง ทำทุกอย่างได้หมดเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ตัวเองและครอบครัว เดี๋ยวก็ว่าถ้าทักษิณยังแสดงบทบาททางการเมืองเหมือนก่อนติดคุก (ซึ่งไม่เท่าบทบาทธนาธรด้วยซ้ำ) ก็จะ “ไม่รอด” อีก ตกลงทักษิณมีอำนาจต่อรองสูงจริง หรือว่าหมดอำนาจต่อรองไปแล้วกันแน่

หรือจริงๆ แล้ว อำนาจต่อรองที่ทักษิณมีในมือจริงๆ ก็คือ “จำนวน ส.ส.เพื่อไทย” ที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับพรรคส้ม คือ ตกอยู่ภายใต้กลไกรัฐธรรมนูญ 2560 ที่วาง “กับดัก” ไว้รอบทิศ ตกอยู่ใต้นิติสงครามและกลไกอำนาจองค์กรอิสระที่ไม่เป็นกลางทางการเมืองเหมือนกัน ถ้าความจริงเป็นแบบนี้ การที่ฝ่ายใดๆ ก็ตามใช้ข้ออ้างใดๆ เพื่อ “กีดกัน” ทักษิณแสดงบทบาททางการเมือง ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล

ส่วนประเด็นว่าทักษิณและเพื่อไทยจะตัดสินใจแสดงบทบาททางการเมืองหรือไม่อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่พวกเขาจะประเมิน “ความเสี่ยง” เองหรือเปล่า ไม่ใช่เรื่องที่พรรคประชาชน ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า และสื่อต่างๆ จะ “คิดแทน” หรือคอยจ้องจับผิดตลอดเวลาว่าทักษิณจะ “ครอบงำ” เพื่อไทยไหม ขณะที่ไม่ตั้งคำถามเดียวกันนี้กับธนาธร, เนวินเลย ส่วนรัฐพันลึกที่ครอบงำทั้งการเมืองในสภา, กองทัพ, ศาล, หรือรัฐราชการโดยรวมอยู่แล้ว ก็ไม่เห็นจะตั้งคำถามจริงจังเหมือนตั้งคำถามกับทักษิณเลย

ว่าตามจริงทักษิณคือผู้นำที่คนรากหญ้า หรือคนระดับชาวบ้านชอบ – รัก - มองว่าเป็นความหวัง แต่สื่อและปัญญาชนทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายก้าวหน้าไม่ไว้ใจ – ระแวง – ไม่ชอบ – เกลียด คำถามคือ อีกนานเท่าใดความจริงสองด้านดังกล่าวจะ “ถูกมองอย่างสมจริง” แล้วปล่อยให้ทั้งฝ่ายทักษิณและคู่ต่อสู้ทางการเมืองทุกฝ่าย ได้ต่อสู้กันผ่านกระบวนการเลือกตั้งอย่างแฟร์ๆ โดยเคารพเสียงของคนรากหญ้า หรือคนระดับชาวบ้านอย่างแท้จริงเสียที

หรือเมื่อใดเล่าการเมืองเรียลแบบทักษิณ, การเมืองเรียลแบบรัฐพันลึก และการเมืองเรียวแบบพรรคส้ม จะถูกประเมิน “อย่างสมจริง” ตรงไปตรงมาเสียที โดยเลิกตีตราแปะป้ายเฉพาะทักษิณและเพื่อไทยให้ดู “เลวร้ายเกินจริง” จนเกิดอาการหวาดระแวง และเฝ้าระวังอย่างเกินจำเป็น ราวกับทักษิณคือ “ศูนย์กลาง” ของปัญหาเลวร้ายทุกอย่างทางการเมืองแบบที่ผ่านๆ มา 

ถ้ามองอย่างเปรียบเทียบ เราจะเห็นว่าศาสนาแบบที่มุ่งชำระล้างสังคมให้สะอาด มักเน้นการตรีตราแปะป้ายให้ฝ่ายที่เชื่อต่างเลวร้ายเกินจริงว่าเป็นพวกนอกรีต ศัตรูของพระเจ้า หรือฝ่ายอธรรมที่ต้องชำระล้างให้สิ้นซากโดย “ไม่เลือกวิธีการ” การเมืองเรียวแบบมุ่งชำระล้างสิ่งเลวร้ายที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ก็เน้นตีตราแปะป้ายให้ดูเลวร้ายเกินจริง และพร้อมชำระล้างโดยไม่เลือกวิธีการเช่นกัน 

จะว่าไปแล้วปรากฏการณ์ดังกล่าว มันคือ “อาการประสาทแดX” ที่ต่อเนื่องมากว่า 20 ปี ของเหล่าผู้ทำการเมืองเรียลแบบมุ่งชำระล้างสังคมให้สะอาดหมดจด ที่เหมือนไม่ยอมรับโลกความเป็นจริงของการเมือง ซึ่งล้วนแต่มีถูกมีผิด หรือดีๆ ชั่วๆ กันทุกฝ่ายที่ควรแก้ปัญหากันไปตามกติกาที่ฟรีและแฟร์

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising