แม้เกาหลีเหนือไม่เคยส่งทหารไปรบนอกประเทศ แต่มีรายงานว่าได้ส่งกำลังไปช่วยรัสเซียในการยึดคืนเคิร์สก์จากยูเครน มีการวิเคราะห์ว่าเกาหลีเหนืออาจจะไปสำรวจและเก็บข้อมูลในเชิงยุทธศาสตร์ปฏิบัติการของตนเองด้วย
เจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2567 ที่ผ่านมาว่า ทางการรัสเซียได้สั่งสมกำลังพลได้หลายหมื่นนาย ซึ่งสื่อนิวยอร์กไทม์ประเมินไว้ว่าอยู่ที่ราว 50,000 นาย โดยที่ส่วนหนึ่งเในจำนวนนี้เป็นทหารที่เพิ่งจะถูกส่งมาจากเกาหลีเหนือรวมอยู่ด้วย มีการประเมินว่าในเร็ววันนี้รัสเซียน่าจะใช้กำลังพลในการโจมตีฐานที่มั่นของยูเครนที่ในภูมิภาคเคิร์สก์ซึ่งยูเครนยึดมาจากรัสเซีย
ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กล่าวไว้เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ว่า มีทหารเกาหลีเหนืออยู่ประมาณ 11,000 นาย ในภูมิภาคเคิร์สก์ โดยที่ก่อนหน้านี้ยูเครนได้ทำการรุกเข้าไปยังรัสเซีย มีการบุกยึดพื้นที่เคิร์สก์ ก่อนที่ต่อมาการรุกคืบของยูเครนจะหยุดชะงักลง
ผู้บัญชาการกองทัพยูเครนเปิดเผยว่ากองทัพเกาหลีเหนือได้มีส่วนร่วมกับปฏิบัติการทางทหารโดยตรงในภูมิภาคเคิร์สก์ รวมถึงปฏิบัติการเชิงรับในภูมิภาคเบลโกรอดของรัสเซีย ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกันกับพื้นที่ของยูเครนภายใต้การยึดครองของรัสเซีย
ผู้บัญชาการกองทัพยูเครนยังมองว่า กองกำลังจากเกาหลีเหนือจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรบโดยตรงในช่วงระยะสั้นบนพื้นที่ของยูเครนและมีความเป็นไปได้ที่จะปรากฏตัวในพื้นที่ของยูเครนที่ถูกยึดครองโดยรัสเซียเช่นกัน นอกจากนี้ยังมองว่าทหารจากเกาหลีเหนือจะเป็น "กำลังสำคัญ" สำหรับรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน โดยน่าจะเริ่มจากการวางกำลังทหารเกาหลีเหนือในแนวป้องกันเพื่อให้ทหารของรัสเซียปฏิบัติการบุกโจมตีได้ แล้วต่อมาถึงจะนำทหารเกาหลีเหนือไปใช้ในการสู้รบโดยตรง
เคยมีรายงานข่าวตั้งแต่เมื่อเดือน ตุลาคม ที่ผ่านมา ในเรื่องที่ว่าเกาหลีใต้ได้ส่งกองทัพของตัวเองเข้าไปที่รัสเซีย แต่ทั้งสองประเทศต่างก็บอกปัดว่าไม่เป็นความจริง
เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่มีกองทัพใหญ่ที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง โดยมีทหารรวมแล้ว 1.2 ล้านนาย แต่ทหารส่วนใหญ่ก็ขาดประสบการณ์ในการรบ ในช่วงที่รัสเซียทำการบุกยูเครนเมื่อปี 2565 เกาหลีเหนือได้สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัสเซียมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ทั้งสองประเทศนี้ต่างก็เป็นรัฐที่ไม่เป็นที่ยอมรับจากชาติตะวันตก
กองทัพเกาหลีเหนือเข้าไปทำอะไรที่นั่นกันแน่
มีคำถามตามมาว่าแล้วเกาหลีเหนือจะได้อะไรจากการเข้าไปช่วยรัสเซียรบ มีนักวิเคราะห์หลายคนพยายามหาคำตอบในเรื่องนี้เพราะเกาหลีเหนือไม่เคยส่งกองทัพของตัวเองออกไปรบนอกประเทศมาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นเพราะกลัวว่าทหารเกาหลีเหนืออาจจะแปรพักตร์ หรือทำให้พวกเขาได้เห็นโลกภายนอกจนทำให้เกิดการเปรียบเทียบกองทัพของต่างชาติกับกองทัพของตัวเองตามสภาพที่เป็นจริง
ฟีโอดอร์ เทอทิตสกีย์ นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยกุกมินกรุงโซลกล่าวว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือกังวลว่าทหารจากประเทศที่ตัดขาดตัวเองจากโลกภายนอกอย่างเกาหลีเหนืออาจจะได้รู้ในเรื่องที่รัฐบาลมองว่าไม่ควรรู้
แอนโธนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ เคยพูดโดยอ้างอิงจากข้อมูลข่าวกรองสหรัฐฯ ถึงเรื่องที่รัสเซียนำกองทัพเกาหลีเหนือมาใช้ในปฏิบัติการที่เคิร์สก์ บลิงเคนตั้งข้อสังเกตว่าทหารเกาหลีเหนือเหล่านี้สวมใส่ชุดฟอร์มของรัสเซีย และได้รับการฝึกใช้ปืนใหญ่, โดรน และปฏิบัติการทหารราบอย่างการกวาดล้างสนามเพลาะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัสเซียมีเจตนาจะใช้ทหารเกาหลีเหนือไปในปฏิบัติการแนวหน้า
จากข้อมูลนี้เราจะมองได้ว่ามีการเอาทหารเกาหลีเหนือไปเป็นเป้าล่อเฉยๆ หรือต้องการให้พวกเขาเป็นหน่วยรบพิเศษกันแน่ ซึ่งนักวิเคราะห์จากเกาหลีใต้ดูเหมือนจะเชื่ออย่างหลังมากกว่า
เช่น หยางมูจิน ประธานมหาวิทยาลัยเกาหลีเหนือศึกษาในกรุงโซล กล่าวว่า การจะส่งทหารที่ไร้ประสบการณ์หรือไร้ประสิทธิภาพไปรบเพื่อหวังให้ได้ประสบการณ์เป็นเรื่องที่ไม่รู้จะทำไปทำไมเพราะจะมีแต่ตายฟรีมากกว่า ส่วน ลิมอุลชูล จากมหาวิทยาลัยคย็องนัมบอกว่าเกาหลีเหนือมีความจำเป็นต้องแสดงประสิทธิภาพของกองทัพตัวเองให้เห็นเพื่อที่จะแสดงให้เห็นผลลัพธ์ของการวางกำลังของพวกเขาได้อย่างเต็มที่
กำลังพลจากเกาหลีเหนือมากพอจริงหรือ
แหล่งข่าวตะวันตกระบุว่ามีกองกำลังเกาหลีเหนือในรัสเซียอยู่ประมาณ 10,000 นาย ส่วนยูเครนระบุว่ามีอยู่ประมาณ 11,000 นาย ซึ่งเทียบได้กับปริมาณกำลังพลที่รัสเซียสูญเสียในช่วงราว 10 วัน
มิค ไรอัน นายพลเกษียณอายุของออสเตรเลียกล่าวว่า ถ้าหากรัสเซียมีปัญหาด้านกำลังพลจริง พวกเขาคงต้องการกำลังพลจากกองทัพเกาหลีเหนือมากกว่านี้เพื่อมาช่วย
แต่ลิมก็มองว่าเรื่องที่มีการใช้กำลังพลเกาหลีเหนือน่าจะเป็นเพราะ ทหารหน่วยรบพิเศษเกาหลีเหนือมีความสามารถทนทานต่อสภาพที่เลวร้ายได้มากกว่า ถึงแม้ว่าอาหารและเสบียงจะเหลือน้อยก็ตาม ลิมมองว่าทหารเกาหลีเหนือยังเป็นพวกที่มีใจทรหดด้วย
แล้วมีกำแพงภาษาระหว่างรัสเซีย กับ ทหารเกาหลีเหนือ ไหม
ไรอัน เชื่อว่าน่าจะมีคนคอยแปลภาษาให้ในช่วงที่รัสเซียกับเกาหลีเหนือมีปฏิบัติการทางทหารร่วมกัน เพราะช่องว่างจากการสื่อสารอาจจะสร้างปัญหาในช่วงปฏิบัติการได้
นอกจากนี้ยังมีคำถามอื่นๆ เกี่ยวกับระบบจัดการ เช่นว่า เกาหลีเหนือวางกำลังทหารชั้นผู้น้อยไปพร้อมกับภาคส่วนบัญชาการหรือไม่ พวกเขาจะถูกผนวกรวมไปกับหน่วยทหารของรัสเซียด้วยหรือไม่ และถูกใช้ไปกับหน้าที่แบบใด
อีวาน คลิซิซิก นักวิจัยจากศูนย์นานาชาติเพื่อการป้องกันประเทศและความมั่นคงในเอสโตเนีย กล่าวว่า ข่าวกรองของยูเครนได้บ่งชี้ถึงการที่เกาหลีเหนือมีเจ้าหน้าที่ทหาร 500 นาย และ นายพล 3 นาย เดินทางเข้าสู่รัสเซียด้วย ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นการช่วยเรื่องการสื่อสารถ้าหากว่านายพลของทั้งสองประเทศร่วมมือกัน แต่เรื่องนี้ก็ยังมีข้อมูลน้อยเกินกว่าจะสรุปได้แน่ชัด
หรือเกาหลีเหนือจะลองชิมลางสมรภูมิ และใช้โอกาสสำรวจทางการทหาร
มีการตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยรบพิเศษของเกาหลีเหนือนั้นถูกฝึกมาโดยเน้นไม่ให้มีการรัฐประหารในบ้านตัวเอง มีระบบสายการบัญชาการที่ซับซ้อน ต้องให้ผู้ตรวจการคอบเซนต์อนุมัติการตัดสินใจทางการทหารทุกอย่าง ถ้าหากจะมีการเปลี่ยนระบบแบบนี้เพื่อให้นำมาใช้กับสงครามยูเครนได้นั้น ก็คงต้องปรึกษากับคิมจองอึนก่อนด้วย
นอกจากนี้ทหารเกาหลีเหนือที่ไม่ได้รบมาเป็นเวลานานตั้งแต่ปี 2496 แล้วจะสู้รบกับทหารยูเครนที่ต่อสู้ในสงครามมาโดยตลอดเป็นเวลา 2 ปีครึ่งได้จริงหรือไม่ อีกทั้งวิธีการบังคับเกณฑ์ทหารแบบล้าสมัยของเกาหลีเหนือก็ดูจะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าวิธีการแบบยุคใหม่
ทว่าการวางกำลังของเกาหลีเหนือในพื้นที่ต่างชาติเป็นครั้งแรกอาจจะกลายเป็นโอกาสสำหรับพวกเขาในการติดตามผลและวิเคราะห์ผลการรบของตัวเองก็เป็นได้ และขณะเดียวกัน ประเทศที่เสี่ยงจะเผชิญสงครามกับเกาหลีเหนือมากที่สุดอย่างเกาหลีใต้ก็อาศัยข้อมูลการรบของทหารเกาหลีเหนือในรัสเซียมาวิเคราะห์เพื่อปรับกลยุทธ์ของตัวเองได้ด้วยเช่นกัน
ไรอันกล่าวว่า การที่เกาหลีเหนือวางกำลังรบร่วมกับรัสเซียเป็นโอกาสที่กองทัพเกาหลีเหนือจะได้สำรวจประสบการณ์การรบใหม่ๆ การใช้ยุทโธปกรณ์ต่างๆ เช่น โดรนหรือขีปนาวุธ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับเกาหลีเหนือ รวมถึงยุทธวิธีต่างๆ เช่น สงครามอิเล็กโทรนิก, การต่อต้านการโจมตีทางอากาศ และความรู้ใหม่เรื่องอาวุธจากชาติตะวันตกที่ยึดมาได้ในยูเครน
เทอทิตสกีย์ กล่าวว่า ฝ่ายเกาหลีใต้ก็มองเรื่องนี้เป็นโอกาสสำหรับพวกเขาเช่นกันในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการรบของเกาหลีเหนือนอกประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้พวกเขามักจะอาศัยชาวเกาหลีเหนือที่หลบหนีข้ามพรมแดนมายังเกาหลีใต้เป็นผู้ให้ข้อมูลข่าวสารในเรื่องนี้ แต่ผู้ลี้ภัยที่หนีจากเกาหลีเหนือมายังเกาหลีใต้ก็ลดลงในช่วงที่มีการปิดด่านเพราะเรื่องการระบาดของ COVID-19
เรียบเรียงจาก
What Would North Korean Soldiers Do in Ukraine?, The Moscow Times, 10-11-2024
Large group of Russian and North Korean forces prepared to retake Russia’s Kursk region from Ukraine, CNN, 11-11-2024
