เครือข่ายนิรโทษฯ จัดงานครบรอบ 4 ปี มาตรา 112 ถูกเอากลับมาใช้สะท้อนปัญหาความเป็นการเมืองของมาตรา 112 ที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ตามการเมือง "พูนสุข" ย้ำไม่ต่างกับนิรโทษฯ ข้อหาอื่นๆ ส่วนฝ่ายต่างประเทศของศูนย์ทนายความฯ ชี้ ม.112 ไม่เป็นตามหลักสากลเมื่อรัฐบาลไทยร่วมเป็นคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของ UN แล้วก็ต้องแก้ด้วย
วิดีโอบันทึกเสวนา
19 พ.ย.2567 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และองค์กรเครือข่ายที่ร่วมรณรงค์นิรโทษกรรมคดีการเมืองจัดงานครบรอบ 4 ปี มาตรา 112 ถูกเอากลับมาใช้หลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศเมื่อ พ.ย.ปี 2563 ให้ใช้กฎหมายทุกมาตราในการจัดการการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลและวิจารณ์สถาบันกษัตริย์
ในงานเปิดให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้ลี้ภัยทางการเมืองตั้งแต่รัฐประหาร 2557 อย่าง จอมเพชร ประดับ อดีตพิธีกรข่าวของวอยซ์ทีวี เยาวชนที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 รวมถึงกิจกรรมนำเสนอปัญหาการใช้มาตรา 112 ที่เกิดผลกระทบไปไกลกว่าผู้ต้องขัง รวมถึงสายตาขององค์กรระหว่างประเทศที่มีต่อสถานการณ์สิทธิเสรีภาพการแสดงออกในไทย

ปฐมพร แก้วหนู
ปฐมพร แก้วหนู หรือ ลูกหว้าจาก ฟรีด้อมบริดจ์ (Freedom Bridge) องค์กรช่วยเหลือผู้ต้องขังคดีการเมืองเริ่มจากเล่าถึงสถานการณ์นักโทษการเมืองที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 ตลอด 4 ปี 2563-2567 ที่ผ่านมา มีผู้ที่ถูกดำเนินคดีจำนวน 61 คนเคยต้องอยู่ในเรือนจำ ล่าสุดยังมีผู้ต้องขังคดีการเมืองที่ยังคนในเรือนจำรวมแล้วเหลืออยู่ 41 คน เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 26 คน เป็นกลุ่มที่ยังสู้คดีอยู่ 17 คน คดีจบแล้ว 9 คน
บัสบาสเป็นคนที่โทษจำคุกเยอะที่สุด 54 ปี และยังมีอีกหลายคนที่ถูกตัดสินโทษไปแล้วแต่เขายังสู้คดีอยู่เพราะคดียังไม่ถึงที่สุดแต่พวกเขาก็ไม่ได้รับสิทธิประกันตัว บางคนเป็นพ่อของลูกเล็ก บางคนยังเป็นนักศึกษาที่ยังเรียนอยู่และกำลังจะจับการศึกษา บางคนก็ยังเป็นซึมเศร้าและประสบปัญหาเรื่องการรับยาเพื่อรักษาหรือยังมีคนที่มีโรคประจำตัวเช่น ขุนแผนที่เส้นเลือดในสมองตีบต้องได้รับการรักษาถูกพาไปรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์แต่ตอนนี้ก็ถูกส่งกลับมาคุมขังในเรือนจำตามปกติแล้ว
ปฐมพรกล่าวว่าปัจจุบันฟรีด้อมบริดจ์กำลังให้ความช่วยเหลือผู้ต้องขังคดีการเมือง 41 คน ต้องใช้เงินถึง 300,000 บาทต่อเดือนโดยประมาณ ทั้งการส่งอาหารให้คนในเรือนจำ ฝากเงินใหผู้ต้องขัง ดูแลครอบครัวผู้ต้องขังที่อยู่ข้างนอกเพราะบางครอบครัวมีความจำเป็นเพราะหัวหน้าครอบครัวถูกคุมขังทำให้ครอบครัวลำบาก
“เป็นผลกระทบที่พูดไม่หมดว่าแต่ละคนเขาโดนอะไรกันบ้าง การที่ขังคนหนึ่งคนไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เป็นสมาชิกในครอบครัวแต่ละครอบครัวเป็นเหมือนกับการขังคนอีก 2-3 คนเพิ่มด้วย ถ้าตอนนี้คน 17 คน ไม่ได้รับการประกันตัวอาจจะต้องคูณสองคูณสามเข้าไปเพราะจำนวนจริงของผู้ได้รับผลกระทบ” ปฐมพรกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนรอบข้างของผู้ต้องขังคดีการเมืองที่มีทั้งด้านจิตใจที่ลูกเล็กอาจจะจำพ่อแม่ที่ถูกคุมขังไม่ได้และปัญหาทางเศรษฐกิจของครอบครัวและจะเกิดต่อไปถ้ายังคงใช้มาตรา 112 มาดำเนินคดีผู้ที่ออกมาแสดงออก

อัครชัย ชัยมณีการเกษ
อัครชัย ชัยมณีการเกษ หัวหน้าฝ่ายต่างประเทศและนโยบายของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงมุมมองขององค์กรระหว่างประเทศที่มีต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยว่ายังคงมีวิกฤติอยู่โดยเฉพาะเรื่องเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุม ที่สะท้อนผ่านสถิติคดีที่เกิดจากการใช้เสรีภาพการชุมนุมและการแสดงออกทั้งวิจารณ์รัฐบาลและตั้งคำถามต่อสถาบันกษัตริย์โดยเฉพาะการใช้มาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญามาปราบปรามนักปกป้องสิทธิ
ตั้งแต่ 2563 มีจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีมากกว่า 2,000 คน และมีผู้ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 ถึง 275 คนใน 307 คดีส่วนมากเป็นการแสดงออกทางออนไลน์ ปราศรัยและการแสดงออกแบบอื่นๆ เมื่อมีการตั้งคำถามต่อสถาบันกษัตริย์ก็จะถูกรัฐใช้กฎหมายมาตรานี้มาทำโทษดำเนินคดีและปัญหานี้ก็ยังอยู่มาถึงตอนนี้แม้จะมีรัฐบาลใหม่มาตั้งแต่ปีที่แล้ว เป็นคดีที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลใหม่ 29 คดี
อัครชัย กล่าวว่าองค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็น เคยมีหนังสือถึงรัฐบาลไทยต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทยถึง 111 ฉบับ และ 104 ฉบับเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาด้านสิทธิเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมในไทย และในจำนวนนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมาตรา 112 โดยเฉพาะ 23 ฉบับ
ตัวแทนของศูนย์ทนายความฯ กล่าวถึงเนื้อหาที่ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นส่งถึงรัฐบาลไทยว่ามาตรา 112 เป็นกฎหมายที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของหลักการกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดว่ากฎหมายที่จะใช้จำกัดสิทธิเสรีภาพได้ต้องมีความชัดเจนว่ากฎหมายห้ามทำอะไรบ้าง จำกัดสิทธิไปเพื่ออะไร และต้องได้สัดส่วนกับความจำเป็น
“มาตรา 112 ไม่ผ่านเงื่อนไขเหล่านี้ทั้งหมดเลย และยูเอ็นบอกว่ามาตรา 112 นิยามไม่ชัดเจนมีความคลุมเครือ ประชาชนทั่วไปอ่านกฎหมายมาตรานี้แล้วเขาไม่รู้ว่าอะไรบ้างพูดได้หรือไม่ได้มันไม่ชัดเจน เมื่อกฎหมายไม่ชัดเจนก็ไม่เป็นธรรมเพราะคนไม่รู้ว่าทำอะไรแล้วผิดหรือไม่ผิด” อัครชัยกล่าว
อัครชัยกล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญของยูเอ็นยังระบุด้วยว่าเมื่อรัฐไทยอ้างเรื่องความมั่นคงของรัฐ รัฐไทยจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าถ้าคนพูดถึงสถาบันกษัตริย์แล้วจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของรัฐจะทำให้รัฐหายไปหรือเกิดภัยคุกคามต่อรัฐถึงขนาดนั้นหรือไม่ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้จุดประสงค์ของกฎหมายก็ไม่ชอบธรรม
อัครชัยอธิบายถึงมุมมองของยูเอ็นที่เห็นถึงความไม่ได้สัดส่วนของมาตรา 112 ว่า โทษจำคุกที่มีถึง 3-15 ปีนั้นสูงเกินไปไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำ ซึ่งเนื้อหาในจดหมายของยเอ็นที่มีถึงรัฐบาลเกี่ยวกับมาตรา 112 เป็นเหมือนเดิมมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2554 และ 2557 จนปี 2567 แต่รัฐบาลไทยก็ยังไม่เปลี่ยนเสียที นอกจากนั้นยังมีเขียนถึงอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษชนว่าขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศและยังเรียกร้องให้ปล่อยตัวทันที
“ในสายตาของยูเอ็นเรื่องมาตรา 112 ไม่มีอะไรซับซ้อนอีกแล้ว มันขัดกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน” อัครชัยกล่าว
อัครชัยกล่าวทิ้งท้ายว่าที่ต้องยกเรื่องความเห็นของยูเอ็นที่มีต่อการใช้มาตรา 112 ขึ้นมาก็เพราะว่าไทยเพิ่งได้รับเลือกตั้งเข้าไปเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นแล้วรัฐไทยก็ยังสัญญาว่าจะแก้ไขกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและจะสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญของยูเอ็น แต่ผู้เชี่ยวชาญก็บอกกับรัฐไทยมาตั้งแต่ปี 2554 แล้วว่าให้แก้ไขมาตรา 112 และหยุดคุมขังประชาชนด้วยกฎหมายมาตรานี้ 13 ปีแล้วเขาก็หวังว่าประเทศไทยจะพร้อมทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้กับโลกไว้

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการของไอลอว์ ย้อนประวัติศาสตร์การใช้มาตรา 112 ย้อนกลับไปถึงปี 2251 ที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ไปมานับตั้งแต่เมื่อปี 2251 ใกรณีของดา ตอปิโดเคยถูกดำเนินคดีด้วยข้อหานี้จากการปราศรัยในที่ชุมนุมคนเสื้อแดงและศาลก็เคยพิพากษาลงโทษจำคุกแต่ระหว่างการสืบพยานศาลก็เคยถึงกับสั่งพิจารณาคดีลับ กรณีของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่เคยถูกดำเนินคดีเพราะบทความในนิตยสารที่เขาเป็นบรรณาธิการศาลก็เคยสั่งไม่ให้ประกันตัวระหว่างสู้คดี กรณีของทอม ดันดี ที่ถูกดำเนินคดีเพราะเคยขึ้นปราศรัยในที่ชุมนุมของคนเสื้อแดงถึง 4 คดีศาลพิพากษาลงโทษไป 2 คดีและมี 2 คดีที่ศาลมีคำพิพากษาในช่วงปี 2561 ให้ยกฟ้องทั้งที่เจ้าตัวรับสารภาพไปแล้ว
“การพยายามทำงานในรอบ 15-17 ปีที่ผ่านมาก็ขยับวิธีการบังคับใช้มาตรา 112 ไปบ้างคุณดา ตอปิโดเข้าไปก่อนโดน(จำคุก) 6 ปี ตอนนี้ไม่มีใครโดน 6 ปีต่อ 1 กรรม โดนก็ 3 ปีต่อกรรม เมื่อก่อนหาไม่ได้หรอกยกฟ้องเดี๋ยวนี้ก็มี เมื่อก่อนไม่มีทางเลย 112 จะรอลงอาญาเดี๋ยวนี้ก็มี ทุกแรงที่ลงไป ทุกครั้งที่หยิบไมค์มาพูดคนมาบ้างมากบ้างน้อยบ้างแต่อย่างน้อยมันส่งผลถึงเขา เขาก็จะพิจารณาว่าจะเอายังไงกับ 112”
ยิ่งชีพกล่าวว่าแม้ทุกครั้งที่พูดเรื่องนี้เหมือนว่าฝ่ายรัฐจะไม่ยอมแต่เขาก็เชื่อว่าจะได้ยิน เขาอยากให้ช่วยพูดถึงเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่กฎหมายที่เอามาใช้ในทางการเมืองขณะนี้ก็จะพลักผันไปทางใดทางหนึ่ง แม้ว่าอาจจะไม่ได้เป็นการแก้ไขยกเลิกหรือมีการนิรโทษกรรม แต่สุดท้ายกฎหมายมาตรานี้ก็จะแปรผันไปตามการเมืองตราบใดที่ยังไม่ท้อและมาเจอกันแบบนี้เรื่อยๆ
ผู้จัดการไอลอว์กล่าวถึงนัดหมายที่จะมีขึ้นเมื่อถึงวันที่รัฐสภามีการพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรม ก็จะไปเจอกันที่หน้ารัฐสภา ถ้าประชาชนมากันเยอะรัฐบาลก็คงได้ยิน แม้ว่าจะไปกันน้อยก็จะยังไปเรื่อยๆ

พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวถึงความเป็นการเมืองของมาตรา 112 เห็นได้ชัดจากลักษณะการนำมาใช้ที่มีการเปลี่ยนไปมาที่มีบางช่วงหยุดใช้ไปหรือกรณีของทอมดันทีที่ศาลยกฟ้องแม้ว่าเจ้าตัวจะสารภาพและไม่ทันได้สู้คดีด้วยซ้ำ
ในมุมมองของพูดสุขเห็นว่าช่วงที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การนำมาตรานี้กลับมาใช้นับตั้งแต่หลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาประกาศว่าจะใช้กฎหมายทุกมาตราเมื่อ 17 พ.ย.2563 แต่เป็นช่วงที่มีการหยุดใช้กฎหมายมาตรานี้ในปี 2561-2563 เพราะทำให้เห็นว่ามีคนที่อยู่เหนืออำนาจของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดและน่ากลัวกว่ามาตรา 112 ที่มีคนมีอำนาจแบบนี้อยู่ในสังคมไทย
พูนสุขกล่าวถึงสถานการณ์หลังจากมาตรา 112 ถูกนำกลับมาใช้เมื่อพ.ย.ปี 2563 จนถึงปัจจุบันก็เป็นช่วงที่มีคดีมาตรา 112 สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ศูนย์ทนายความฯ พบว่ามีคดีอยู่ 307 คดี แต่ข้อมูลที่ปรากฏในกรรมาธิการพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรมพบว่ามี 329 คดี
พูดสุขยกตัวอย่างข้ออ้างต่างๆ ที่จะไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ไม่ว่าจะเพราะเป็นคดีอาญาแต่ข้อหาอื่นที่จะมีการนิรโทษกรรมต่างก็เป็นคดีอาญาเหมือนกัน หรือจะบอกว่าเป็นคดีร้ายแรงก็ยังมีความผิดฐานกบฏมาตรา 113 ที่มีโทษถึงประหารอย่างการทำรัฐประหารของพล.อ.ประยุทธ์ ก็นิรโทษกรรมตัวเองไปแล้ว นอกจากนั้นการจะบอกว่านิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 แล้วเดี่ยวก็จะเกิดการกระทำขึ้นอีก ก็ต้องย้อนกลับไปว่าการกระทำที่เกิดขึ้นนี้ไม่ควรจะถูกดำเนินคดีตั้งแต่แรกแล้วเพราะตามหลักแล้วเป็นคดีที่เกิดขึ้นจากการใช้สิทธิเสรีภาพและบทลงโทษที่สูงเกินสัดส่วนอีกทั้งการใช้ยังแปลกประหลาดอย่างที่กล่าวไปอีกด้วย
กฤษฎางค์ นุตจรัส กล่าวถึงปัญหาของการใช้มาตรา 112 ว่า ในการพิจารณาคดีมาตรานี้ของศาลก็มีคำถามว่ายุติธรรมหรือไม่เพราะผู้ถูกกล่าวหาจะถูกเหยียบย่ำ ย่ำยี ไม่ได้รับสิทธิประกันตัวถูกกระทำอย่างไรศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เหมือนกับที่พูนสุขกล่าวไป มันไม่ใช่กระบวนการพิจารณาคดี กระบวนการพิจารณาคดีในมาตรานี้จึงเป็นเพียงการทำให้ดูดีเหมือนมีการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมบางคดีอาจจะยกฟ้องบ้าง แต่ถ้าเป็นแกนนำอย่างเช่น รุ้ง ไมค์ หรืออานนท์ ก็ติดคุกแน่ จึงไม่สามารถหวังกับกระบวนการพิจารณาได้
“ไม่มีทางชนะบนเวทีของเขาหรอก นี่ผมเป็นนักกฎหมายนะใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่บนศาล ผมการันตีได้เลยว่าถ้าขึ้นศาลคดีการเมือง คดี 112 คดีต่อสู้กับอำนาจรัฐ คุณไม่ได้รับความเป็นธรรมหรอก ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล เป็นเรื่องโครงสร้างของสังคมที่สถาปนาผู้คนขึ้นไปดำรงตำแหน่งต่างๆ การที่เราจะได้สู้คดีแบบแฟร์ ไม่มีหรอกในคดีพวกนี้” กฤษฎางค์สะท้อน
ทนายความแสดงความเห็นถึงการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ว่า จะไม่สำเร็จในรัฐบาลชุดนี้เพราะว่า ไม่มีเหตุผลที่เขาจะนิรโทษกรรมให้ ผู้ถูกดำเนินคดีทั้งถูกเหยียบย่ำ บางส่วนก็ลี้ภัยไปแล้ว บางคนก็ตายไปแล้ว คนที่ถูกขังก็ทุกข์ทรมาน มาถึงจุดที่เขาจะได้ควบคุมผ่านการร่างกฎหมายนิรโทษกรรมขึ้นมา แม้ว่าส่วนตัวแล้วเขาจะเห็นด้วยที่จะต้องมีการนิรโทษกรรมเพราะมันมีความไม่เป็นธรรม
กฤษฎางค์มองว่ารัฐบาลไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการนิรโทษกรรมมาตรานี้เลย และเขาเห็นว่าการพยายามเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเพื่อไทยหรือภูมิใจไทยจะไม่มีทางทำให้เกิดการนิรโทษกรรม และเขายกตัวอย่างโดยเล่าว่าสมัยตอน 6 ตุลาฯ ที่เกิดการนิรโทษกรรมขึ้นมาได้ก็เพราะรัฐบาลที่ขึ้นมาหลังเหตุการณ์นั้นกลัวจะพ่ายแพ้
ทนายความเล่าว่าเวลานั้นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ นานาประเทศไม่คบกับไทย นักศึกษาเกือบ 9,000 คน จับอาวุธสู้กับรัฐบาลร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย คนในเมืองก็ไม่เชื่อถือรัฐบาล มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในรัฐบาลไม่ว่าจะพยายามมีการเลือกตั้งไปจนถึงการรัฐประหาร
ในความเห็นของกฤษฎางค์การจะนิรโทษกรรมจะเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของประชาชน ไม่ใช่การเจรจาเพราะเขาจะไม่ให้นิรโทษกรรมเพราะไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าเป็นแบบนี้ก็ต้องเคลื่อนไหวต่อไปให้เกิดการนิรโทษกรรมมาตรา 112 แต่จะเคลื่อนไหวแบบไหนตอนนี้เขายังคิดไม่ออกเพราะสถานการณ์หลัง 6 ตุลา 2519 กับปัจจุบันก็ไม่เหมือนกัน
ทนายความมองว่าการเคลื่อนไหวที่อาจจะทำได้คือการทำอย่างไรให้ประเทศไทยที่เป็นสมาชิกในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนจะต้องละอายใจบ้าง เช่น ถ้ากระบวนการยุติธรรมไทยแย่ก็ต้องงดให้ทุนผู้พิพากษาไปเรียนต่อ เพราะเขาเห็นว่าเมื่อมีการบีบมาจากต่างชาติก็ส่งผลกับไทยเยอะ ที่ผ่านมาไทยต้องไปลงนามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างการป้องกันซ้อมทรมานอุ้มหาย การไม่ใช้แรงงานทาสหรือแรงงานเด็กก็เป็นเพราะโลกบีบเราอย่างการไม่ให้ส่งกุ้งไปขายเดี๋ยวนายทุนไทยก็มาบีบรัฐบาลเอง
