Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

นักวิชาการด้านกฎหมาย-เครือข่ายภาคประชาสังคม ร้อง กกต.คืนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งสภาท้องถิ่น ผู้ได้รับสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ ม.7 ทวิ วรรค 2 ชี้ตีความไม่เป็นธรรม เสี่ยงเลือกปฏิบัติต่อคนไทยจำนวนมาก หลัง กกต.ตัดสิทธิลงเลือกตั้ง ส.อบต. ชาวชาติพันธุ์ 3 รายแม้ทั้งสามจะเกิดและเติบโตในไทย อ้างขาดคุณสมบัติ เพราะไม่ได้สัญชาติไทยตั้งแต่เกิด 

 

5 ม.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีจดหมายตอบกลับ ยกคำร้องอุทธรณ์ของ อดิศร อินทร์บุญ ประเสริฐ คำลือ และสมคิด เจริญดี เรื่อง ‘ขอให้ทบทวนสิทธิรับสมัครรับเลือกตั้งสภาท้องถิ่นของทั้ง 3 คน’ เนื่องจาก กกต.เคยให้เหตุผลปฏิเสธการรับสมัครการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นของพวกเขาว่า ทั้งสามคนมีสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 ของ พ.ร.บ.สัญชาติ ถือว่า "ไม่ได้เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด" ทำให้ขาดคุณสมบัติ ไม่สามารถรับสมัครเลือกตั้งสภาท้องถิ่น ตามมาตรา 49(1) พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2566 

ทั้งนี้ พ.ร.บ.สัญชาติ มาตรา 7 ทวิ วรรค 2 กำหนดหลักการเกี่ยวกับสถานะบุคคลที่เกิดในประเทศไทย แต่มีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว โดยระบุว่าบุคคลในลักษณะดังกล่าวจะยังไม่ได้รับสัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ แม้จะเกิดในราชอาณาจักรก็ตาม ทั้งนี้ ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่กฎหมายกำหนดก่อน

ในทางปฏิบัติ ผู้ที่เกิดในไทยจากพ่อแม่ต่างด้าวมักถูกจัดให้อยู่ในสถานะบุคคลไม่มีสัญชาติ หรือไร้รัฐไร้สัญชาติชั่วคราว จนกว่าจะสามารถยื่นคำร้องและแสดงหลักฐานยืนยันการเกิดในประเทศไทย เช่น พยานบุคคล พยานแวดล้อมในพื้นที่ หรือเอกสารทางทะเบียน โดยหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจะเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ก่อนเสนอความเห็นเพื่อพิจารณารับรองสถานะและสิทธิทางสัญชาติตามกฎหมาย

สำหรับกรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อ 12 ธ.ค. 2568 กกต.เชียงราย ไม่ประกาศให้ชาวไทยที่ได้รับสัญชาติตาม พ.ร.บ.สัญชาติ มาตรา 7 ทวิ วรรค 2 จำนวน 3 ราย ได้แก่ ประเสริฐ คำลือ (เขตเลือกตั้งที่ 17 อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย) อดิศร อินทร์บุญ (เขตเลือกตั้งที่ 15 อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย) และสมคิด เจริญดี (เขตเลือกตั้งที่ 18 อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย) มีชื่อเป็นผู้รับสมัครเลือกตั้งสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามมาตรา 49(1) หรือมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด ทำให้เมื่อ 15 ธ.ค. 2568 ทั้ง 3 คนยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อ กกต.เชียงราย มีมติทบทวนสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง โดยทั้งสามยืนยันว่าเป็นผู้ได้รับสัญชาติไทยโดยกำเนิด และไม่ขาดคุณสมบัติรับสมัครเลือกตั้งสภาท้องถิ่นแต่อย่างใด 

ล่าสุด เมื่อ 1 ม.ค. 2569 ทาง กกต.ได้ส่งจดหมายตอบกลับยกคำร้องขออุทธรณ์ อดิศร ประเสริฐ และ สมคิด ทั้งสามคนว่าไม่ได้เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด ทำให้ขาดสิทธิลงสมัครเลือกตั้งสมาชิก ส.อบต.ตามที่รายงานข้างต้น 

ก่อนหน้านี้ ประเสริฐ ผู้คร่ำหวอดในการเมืองท้องถิ่นมานานกว่า 21 ปี ระบุว่า เขามีพ่อและแม่เป็นชาวเชื้อสาย 'สิบสองปันนา' โดยตัวเขาเกิดในไทยเมื่อปี 2521 และได้รับสัญชาติไทย เมื่อปี 2539 โดยตัวเขา อดิศร และสมคิด เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) มาก่อน และปฏิบัติงานจนจบวาระการทำงานโดยไม่เคยมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติการรับสมัครเลือกตั้ง จนกระทั่งการประกาศการเลือกตั้งท้องถิ่น ส.อบต.ที่จะถึงในวันที่ 11 ม.ค. 2569 พวกเขากลับถูกปฏิเสธสิทธิการลงรับสมัครเลือกตั้ง

ภาคประชาสังคม-นักวิชาการแย้งมติ กกต. 

หลัง กกต.มีมติยกคำร้องขออุทธรณ์ ตัดสิทธิรับสมัครเลือกตั้งของชาวชาติพันธุ์ทั้ง 3 ราย เมื่อ 2 ม.ค. 2569 เครือข่ายภาคประชาสังคมและนักวิชาการทางด้านกฎหมายหลายองค์กร เช่น คลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงาเชียงราย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอื่นๆ ร่วมยื่นหนังสือถึง กกต.ร่วมคัดค้านมติดังกล่าว และเรียกร้องให้คืนสิทธิการรับสมัครเลือกตั้งของชาวไทย ตาม พ.ร.บ.สัญชาติ มาตรา 7 ทวิ วรรค 2 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวชาติพันธุ์โดยทันที 

หนังสือของภาคประชาสังคม มีความเห็นแย้งมติ กกต. และมองว่าการตัดสิทธิการรับสมัครเลือกตั้งของ กกต.เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับสากล โดยเฉพาะอนุสัญญาต่อต้านการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ (CERD) สิทธิทางเชื้อชาติ ซึ่งระบุในหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) หลักสิทธิของอาเซียน รวมถึงสิทธิที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน โดยทางเครือข่ายมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายในมติของ กกต. อย่างน้อย 2 ประเด็นหลัก

  1. เครือข่ายภาคประชาสังคม และนักวิชาการ มองว่า กกต.ไม่สามารถเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 23/2567 มาใช้ตัดสิทธิการรับสมัครเลือกตั้งสภาท้องถิ่นได้ 

ภาคประชาสังคม ระบุว่า การตีความของ กกต.โดยอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 23/2567 ซึ่งออกมาในวันที่ 5 ต.ค. 2567 แม้ว่าในคำวินิจฉัยจะระบุถึงผู้ได้รับสัญชาติ ตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 จะเป็น "ผู้ไม่ใช่สัญชาติไทยโดยการเกิด" แต่ในคำวินิจฉัยฉบับที่ 23/2567 เป็นการพิจารณาเรื่องความชอบธรรมในการถอนสัญชาติไทยเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ ตามมาตรา 17 และมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ ซึ่งไม่ได้มีการกล่าวถึงการตัดสิทธิรับสมัครเลือกตั้งสภาท้องถิ่นของผู้ถือสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 ของ พ.ร.บ.สัญชาติ ดังนั้น การนำข้อความในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาประกอบ และขยายผลบังคับใช้เพื่อตัดสิทธิการเลือกตั้ง จึงเป็นการตีความที่เกินขอบเขตเจตนารมณ์แห่งคดี ซึ่งขัดกับหลักนิติวิธี 

  1. การตีความของ กกต. ยังขัดกับความเห็นของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงตามกฎหมายสัญชาติ เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยเคยตีความว่า ผู้ได้รับสัญชาติไทย มาตรา 7 ทวิ วรรค 2 พ.ร.บ.สัญชาติ ถือเป็นผู้ได้รับสัญชาติไทยโดยการเกิด “ตามหลักดินแดน”

จี้ กกต.คืนสิทธิเลือกตั้งชาวชาติพันธุ์ที่เกิดในไทยโดยทันที

ภาคประชาสังคมอย่างคลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจากเงา แสดงความกังวลด้วยว่า การตีความของ กกต.ครั้งนี้อาจเปิดช่องให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อผู้ถือสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4 แสนคนทั่วประเทศ (ตามข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย) และอาจกระทบต่อสิทธิทางการเมืองของคนไทยกลุ่มนี้ในวงกว้าง อีกทั้งยังเสี่ยงสร้างความไม่เป็นธรรม ความสับสนในกระบวนการเลือกตั้งท้องถิ่น และก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อความชอบธรรมของการปฏิบัติตามกฎหมายสัญชาติและสิทธิมนุษยชนสากลในประเทศไทย

เครือข่ายภาคประชาสังคม จึงเรียกร้องให้ กกต.ยุติการปฏิเสธสิทธิการรับสมัครเลือกตั้งสภาท้องถิ่นของผู้ถือสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 และขอให้ กกต.ตระหนักถึงผลของการกระทำครั้งนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชาวชาติพันธุ์ที่ได้รับสัญชาติไทยหลายแสนคน ซึ่งเกิดและกลมกลืนกับสังคมไทย สิทธิการเลือกตั้งของคนสัญชาติไทยในชุมชน และส่งผลภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ และท้ายที่สุดขอให้ กกต.คืนสิทธิการเลือกตั้งให้กับผู้มีสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ มาตรา 7 ทวิ วรรค 2 โดยทันที

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง