จากกรณีที่ ‘นิกร’ เตือน ‘พริษฐ์’ เสนอทำประชามติ 2 ครั้ง เสี่ยงพลาดตั้ง สสร. ไม่ทันปี 2570 ด้าน ‘พริษฐ์’ แจงความพยายามทำประชามติ 2 ครั้งไม่ทำให้ช้า มีแต่ ‘เท่าทุน’ และแก้ รธน.ได้เร็วขึ้น
สืบเนื่องจากรณี นิกร จำนง จากพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย (Inside Thailand) ประจำวันที่ 28 พ.ย. 2567 โดยเป็นการให้ความเห็นหลังจาก พริษฐ์ วัชรสินธุ หารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญอย่างไม่เป็นทางการเรื่องความชัดเจนการทำประชามติ และหารือประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าด้วยการบรรจุวาระร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และหมวด 15/1 เรื่องการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)
นิกร จำนง (แฟ้มภาพเมื่อ 6 พ.ย. 2567)
นิกร กล่าวว่า ข้อเสนอทำประชามติ 2 ครั้งมีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ในช่วงหลังจากยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต้องทำประชามติกี่ครั้ง ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำวินิจฉัย 4/2564 มีมติเสียงข้างมากว่า ต้องถามประชาชนก่อนว่ามีความประสงค์จะแก้รัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ซึ่งถ้าประชาชน ‘เห็นชอบ’ จึงเริ่มกระบวนการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และหลังจากนั้นให้ถามประชาชนว่า ‘เห็นชอบ’ รัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ แต่ที่ทำคราวนั้นคือเรายื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยไม่ได้ทำประชามติถามประชาชนก่อน ทำให้วาระแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ไปต่อไม่ได้
นิกร กล่าวว่า มันเป็นสภาพบังคับว่าต้องทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องทำประชามติแก้ไขมาตรา 256 และหมวด 15/1 ให้มี สสร. ดังนั้น จะต้องทำประชามติ 3 ครั้ง
ประชามติ 3 ครั้งของ ‘นิกร’
สำหรับความคิดเห็นของนิกร จำนง มองว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องทำประชามติ 3 ครั้ง
ครั้งแรกประมาณปลายปี 2568 ถามประชาชนว่าอยากจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่
ถ้า ‘เห็นชอบ’
ครั้งที่ 2 เป็นทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยมาตรา 256 และหมวด 15/1 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ (สสร.)
ถ้า ‘เห็นชอบ’
มี ‘การตั้ง’ สสร. แล้วจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ภายในปี 2569
ครั้งที่ 3 คือถามประชาชนว่าเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญใหม่ที่จัดทำโดย สสร.
โดยคาดว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะได้ประมาณปี 2571
ประชามติ 2 ครั้งของภาคประชาสังคมและพริษฐ์
หลังจาก กมธ.พิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ แล้ว มีโอกาสอย่างมากที่ สส.จะไม่สนับสนุนหลักเกณฑ์ 2 ชั้น และทำให้ร่างต้องถูกพับเก็บไว้ 180 วัน ถึงจะนำมาเสนอสภาผู้แทนราษฎรใหม่
ทางฝ่ายประชามติ 2 ครั้งชี้ว่า ไม่จำเป็นต้องทำประชามติถามประชาชนว่ามีความประสงค์จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
แล้วให้ใช้วิธีการทางสภาฯ ช่วงระหว่างที่ พ.ร.บ.ประชามติ ถูกเก็บเข้ากรุ 6 เดือน ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 เข้าสภาฯ
หลังจากครบ 6 เดือนแล้ว ก็จะสามารถทำประชามติครั้งที่ 1 เพื่อถามประชาชนว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ให้มี สสร.หรือไม่
ถ้า ‘เห็นชอบ’ ก็ให้มีการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ และจัดทำรัฐธรรมนูญภายในปี 2569 ทั้งปี
ปี 2570 จัดทำประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดย สสร. ก็จะทันภายในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร
'นิกร' โทษเพราะ 'พริษฐ์' เสนอร่างแก้ รธน. ทำให้เสียเวลา
‘นิกร’ เผยว่า ที่จริงต้องโทษพริษฐ์ ว่าครั้งที่แล้วเขาอยู่ในคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ ซึ่งมีภูมิธรรม เวชยชัย เป็นประธาน โดยมีมติให้ทำประชามติ 3 ครั้ง และก็จะเอาเข้า ครม.เพื่อดำเนินการทำประชามติ
นิกร อ้างว่า พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลขณะนั้น เสนอว่าทำประชามติแค่ 2 ครั้งเพียงพอ และก็ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และก็มีร่างของพรรคเพื่อไทย ของชูศักดิ์ ศิรินิล เขาเองเห็นแล้วว่าไม่น่าจะได้ แต่ถ้ายื่นไปแล้วผ่าน มันก็จะเป็นการประหยัดเวลา เขาเลยรอ 3 เดือน และสุดท้ายก็ไม่ได้ ก็ทำให้เสียเวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 4 เดือน
“ผมคิดแบบนั้น ผมเลยติงด้วยความเป็นห่วง กลัว (เวลา) จะหายไปยาวเลยทีนี้ ก็คือว่าถ้าทำได้ มันไม่ได้เป็นการทดลอง แต่มันมีเรื่องเวลา และไม่ต้องไปคิดหรอก ทำยังไงก็ไม่ทันปี 2570 แล้วตอนนี้" นิกร กล่าว
นิกร กล่าวต่อว่า ที่เหลืออยู่ตอนนี้คือได้ สสร.ก็ยังดี แต่ถ้าเดินไม่ระวัง หรือผิดพลาด กลัวว่า สสร.จะไม่ได้
เขาให้ความเห็นด้วยว่า ถ้าสมมติเรากดดันให้ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ได้ก็ตาม แต่ก็ยังติดที่วุฒิสภาอยู่ดี ต้องได้เสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 3 ของสภา หรือเท่ากับ 67 เสียง ซึ่งถ้าวุฒิสภาไม่เห็นด้วยแล้วจะอย่างไรต่อ
ถ้าเราแอบไปใส่หมวด 15/1 ให้เบื้องต้นไม่ระบุว่ามี สสร. แล้วไปเอาเรื่อง สสร.ไปใส่ในรัฐธรรมนูญทีหลัง ก็ไปเจอสมาชิกวุฒิสภาอีกเช่นกัน
นิกร กล่าวว่า สำหรับความคาดหวังของเขา อย่างน้อยต้องให้ได้ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ภายในสมัยรัฐบาลนี้ เพราะต่อให้มีการยุบสภาฯ สสร.ยังทำงานต่อได้ และเขากังวลว่า หากพริษฐ์ ทดลองอะไรต่อ อาจส่งผลต่อเงื่อนไขเวลาที่จะหายไปถึง 1 ปี และอาจทำให้ได้ สสร.ไม่ทันสมัยรัฐบาลนี้
"เวลาก็ไม่เหลือแล้ว ผมเป็นกังวลจริงๆ เวลาไปทดลองนู่นทดลองนี่ในสิ่งที่มันทำไม่ได้ มันจะเสียเวลาเปล่า และเวลามันเอาคืนไม่ได้ด้วย คือเสียไป 3 เดือน 4 เดือน และเรื่องประชามติ 2 ครั้ง มันจะมีปัญหาในชั้นวุฒิฯ พูดก็ไม่เชื่อกัน พอสุดท้ายมีปัญหา เวลาจะหายไปปีหนึ่ง คราวที่แล้วหายไปสามเดือนสี่เดือน" นิกร กล่าว
'พริษฐ์' โต้ ช้าเพราะ ครม.
ต่อมา เมื่อ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา พริษฐ์ วัชรสินธุ ออกมาโพสต์โซเชียลให้ความเห็น หลังจากนิกร ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย โดยกังวลว่าหากเขาเสนอทำประชามติ 2 ครั้งแล้ว อาจทำให้ไม่มีเวลาตั้ง สสร. พริษฐ์จึงขอชี้แจงประเด็นดังนี้
สส.พรรคประชาชน โพสต์ว่า 1. ช่วงเวลา 3 เดือนแรก (ต.ค. จนถึง ธ.ค. 2566) ถูกใช้ไปกับการตั้งคณะกรรมาการศึกษาแนวทางประชามติฯ ซึ่งพรรคก้าวไกลขณะนั้นมองว่าไม่จำเป็น และไม่ได้เข้าร่วมด้วย ซึ่งไม่เกี่ยวกับการที่พรรคก้าวไกลทำให้เวลาหายไป 3 เดือนแต่อย่างใด และถ้าอยากประหยัดเวลา นิกร ควรเสนอรัฐบาลไม่ต้องตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นมา เพื่อประหยัดเวลา 3 เดือน
พริษฐ์ วัชรสินธุ (แฟ้มภาพ เมื่อ 3 ส.ค. 2567)
2. ประเด็นต่อมา ช่วง ม.ค. จนถึง เม.ย. 2567 ที่นิกร อ้างว่า พริษฐ์ ทำให้เสียเวลา 4 เดือนนั้น พริษฐ์ ระบุว่า นิกรหมายถึงกระบวนการที่รัฐสภามีมติส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อให้เกิดความชัดเจนเรื่องจำนวนประชามติ ซึ่งท้ายสุดศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำวินิจฉัย แต่ข้อเสนอนี้เป็นของพรรคเพื่อไทย
"ถ้านิกรอยากประหยัดเวลาจริง ท่านควรจะเสนอให้พรรคเพื่อไทยดำเนินการขั้นตอนนี้ในห้วงเวลาคู่ขนานกับการทำงานของคณะกรรมการฯ ตั้งแต่ตอนปลายปี 2566 แทนที่จะรอให้คณะกรรมการศึกษาฯ ทำงานทุกอย่างเสร็จก่อน ถึงค่อยเริ่มดำเนินการขั้นตอนนี้ตอนต้นปี 2567" โพสต์ของพริษฐ์ ระบุ
3. หากนิกร จะโทษว่า ญัตติของพรรคเพื่อไทย ในข้อ 2 ทำให้การแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ หรือการจัดทำประชามติล่าช้า เขาเห็นว่าไม่เป็นธรรมกับพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคเพื่อไทย (และพรรคก้าวไกล) ได้ต่างยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ของทั้ง 2 พรรคมาที่สภาฯ ตั้งแต่ ก.พ. 2567 (ซึ่งสภาฯ สามารถพิจารณาคู่ขนานกับกระบวนการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้) แต่ ณ วันที่กระบวนการเสร็จสิ้นลงด้วยการที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับวินิจฉัยตอน เม.ย. 2567 ทางฝั่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่นิกร ทำงานให้ กลับยังไม่ได้เสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ ของตัวเองเข้ามา จนทำให้ทุกพรรคต้องรอถึง มิ.ย. 2567 กว่า ครม.จะเสนอร่างเข้ามา และสภาฯ มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ทุกฉบับพร้อมกันในวาระที่ 1 ซึ่งก็ยังไม่เสร็จสิ้นกันจนถึงวันนี้ ถ้านิกร อยากประหยัดเวลาจริง วันนั้นควรจะช่วยให้ ครม.เสนอร่าง พ.ร.บ. ประชามติ ให้เร็วกว่านี้ แทนที่จะให้พรรคการเมืองต่างๆ ต้องรอร่างของ ครม. เป็นเดือนๆ
ประชามติ 2 ครั้งมีแต่ได้และเท่าทุน
พริษฐ์ กล่าวถึงประเด็นที่นิกร ระบุว่าการโน้มน้าวให้ทุกฝ่ายลดจำนวนการทำประชามติให้เหลือ 2 ครั้งเป็นเรื่องเสียเวลานั้น เขาขอบคุณในความเป็นห่วงและเข้าใจดีว่าไม่มีอะไรรับประกันว่าจะสำเร็จ แต่วันนี้มีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้นหลังมีการนำเสนอคำวินิจฉัยรายบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน และผลการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับประธานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (22 พ.ย.) ต่อประธานรัฐสภา
"ในอีกมุมหนึ่งผมต้องย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่ว่าความพยายามของผมจะสำเร็จหรือไม่ ความพยายามตรงนี้ไม่มีส่วนไหนที่จะทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญล่าช้าไปกว่าเดิม หากผมหยุดความพยายามของผมทั้งหมด และให้รัฐบาลเดินตามแผนเดิมในการทำประชามติ 3 ครั้ง สิ่งที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นคือ พ.ร.บ.ประชามติ จะถูกชะลอไป 6 เดือน จากความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างสภาผู้แทนราษฎร กับวุฒิสภา ซึ่งจะทำให้ประชามติครั้งแรกจาก 3 ครั้ง ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ก่อนปลายปี 2568" โพสต์ของพริษฐ์ ระบุ
สส.พรรคประชาชน ระบุว่า แต่หากเราร่วมกันเดินหน้าต่อในห้วงเวลา 3-6 เดือนข้างหน้า เพื่อพยายามลดจำนวนประชามติจาก 3 ครั้งเหลือ 2 ครั้ง หากเราประสบความสำเร็จ จะสามารถทำให้การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่อง สสร. เกิดขึ้นทันที และคู่ขนานกับห้วงเวลาที่ พ.ร.บ.ประชามติ ถูกชะลอไป 6 เดือนได้ ซึ่งจะทำให้ประชามติครั้งแรกจาก 2 ครั้งเกิดขึ้นได้ปลายปี 2568 ซึ่งจะประหยัดเวลาทั้งหมดได้ประมาณ 1 ปี แต่หากเราไม่ประสบความสำเร็จและต้องกลับมาเดินตามแผนเดิมที่มีการทำประชามติ 3 ครั้ง เราก็ไม่ได้เสียเวลาอะไรไปมากกว่าเดิม เพราะประชามติครั้งแรกจาก 3 ครั้งก็จะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ก่อนปลายปี 2568 อยู่ดี
"สรุปสั้นๆ คือความพยายามของเราจะมีแต่ได้หรือเท่าทุน และแน่นอนว่าทุกท่านย่อมมีสิทธิที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความพยายามของผม แต่ผมอยากให้ข้อเสนอแนะและข้อวิจารณ์ทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง" พริษฐ์ ทิ้งท้าย
