ชาวจอร์เจียหลายพันคนชุมนุมประท้วงใหญ่ไม่พอใจรัฐบาลที่แสดงท่าทีจะไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกอียู ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา กระสุนยาง ฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุม และจับกุมผู้ชุมนุมไม่ต่ำกว่า 100 คน ผู้เชี่ยวชาญเตือนการระงับการเจรจากับอียูเป็นสัญญาณเตือนว่าประชาธิปไตยของจอร์เจียกำลังถดถอย
4 ธ.ค. 2567 จอร์เจียแยกตัวออกจากสหภาพโซเวียตในปี 1991 และปรารถนาจะเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) มานานหลายปี ซึ่งเป้าหมายนี้ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย ชาวจอร์เจียส่วนใหญ่สนับสนุนนโยบายนี้ แต่เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2567 รัฐบาลแสดงท่าทีว่าจะไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกอียู จนเป็นชนวนให้เกิดการชุมนุมประท้วงใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมหลายพันคน ในกรุงทบิลิซิและอีก 8 เมืองใหญ่ติดต่อกันหลายวัน
ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา ยิงกระสุนยาง และฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุม และจับกุมผู้ชุมนุมไม่ต่ำกว่า 100 คน มีประชาชนขว้างไข่เข้าไปยังที่ทำการพรรคจอร์เจียน ดรีม รวมทั้งปิดถนนซึ่งเป็นเส้นทางหลักของท่าเรือทะเลดำ
สถานการณ์วุ่นวายในจอร์เจียมีขึ้นนับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2567 ซึ่งคณะกรรมการเลือกตั้งประกาศว่า พรรคจอร์เจียน ดรีม ได้ 54 เปอร์เซ็นต์ และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคอ้างว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการลงประชามติของชาวจอร์เจียว่าไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วมเป็นสมาชิกอียู ขณะที่พรรคฝ่ายค้านได้ 61 ที่นั่งจากทั้งหมด 150 ที่นั่ง
เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ที่ผ่านมา สภายุโรปโหวตด้วยคะแนน 444 ต่อ 72 ประณามการเลือกตั้งของจอร์เจียว่าไม่อิสระและยุติธรรม ไม่สามารถเป็นตัวแทนที่เชื่อถือได้ของชาวจอร์เจีย และเรียกร้องให้ตรวจสอบผลการเลือกตั้ง รวมทั้งจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยมีการสังเกตการณ์จากนานาชาติด้วย ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นอิรัคลิ โคบาคิดเซ (Irakli Kobakhidze) นายกรัฐมนตรีประกาศว่า จอร์เจียจะระงับการเจรจากับอียู 4 ปี หลังจากสภายุโรปปฏิเสธผลการเลือกตั้งของจอร์เจีย โดยอ้างเหตุผลว่าการเลือกตั้งไม่ปกติ โคบาคิดเซกล่าวว่า “เราตัดสินใจที่จะไม่ดำเนินการเจรจาต่อไป จนถึงปี 2028 เราปฏิเสธงบประมาณต่างๆ จากอียูจนถึงสิ้นปี 2028” และกล่าวหาว่า อียูแบล็กเมล์จอร์เจีย และต้องการปฏิวัติประเทศ
คำพูดของเขานำมาสู่การชุมนุมประท้วงใหญ่ติดต่อกันหลายวันแล้ว แม้นายกรัฐมนตรีจะยังยืนยันว่า เป้าหมายที่จอร์เจียจะเป็นสมาชิกอียูภายในปี 2030 จะยังเป็นเป้าหมายสำคัญอันดับแรกของเขา
เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ที่ผ่านมา โคบาคิดเซกล่าวหาว่า ผู้ประท้วงได้รับเงินจากต่างชาติ และให้คำมั่นว่าจะไม่มีการปฏิวัติในจอร์เจีย เขายังกล่าวหาว่าประเทศตะวันตกสร้างความรุนแรง
ขณะที่ประธานาธิบดีซาโลเม โซราบิชวิลี (Salome Zourabichvili) ซึ่งสนับสนุนการชุมนุม ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และไม่รับรองรัฐสภา และประกาศว่าจะดำรงตำแหน่งต่อไป หลังจากสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปีในเดือนนี้ และเรียกร้องให้เลือกตั้งใหม่ ส่วนพรรคฝ่ายค้านบอยคอตต์การประชุมรัฐสภา
จอร์เจียอยู่ในสถานะผู้สมัครสมาชิกอียู ตั้งแต่ธันวาคม 2566 แต่มีการตัดการสนับสนุนทางการเงินในปีนี้ หลังจากการผ่านกฎหมายต่อต้านอิทธิพลต่างชาติ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการประท้วงหลายครั้งในกรุงทลิบิซิ เมื่อไม่กี่เดือนก่อน รัฐสภาจอร์เจียเพิ่งผ่านกฎหมายที่ควบคุมองค์กรประชาสังคมและสื่อ ซึ่งเป็นแบบเดียวกับกฎหมายต่อต้านองค์กรต่างชาติของรัสเซียที่ใช้ปราบปรามผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาล และมีการประท้วง
นอกจากนี้ พรรคจอร์เจียน ดรีมออกกฎหมายที่จำกัดสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้นแบบเดียวกับรัสเซีย ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพในการพูด สิทธิของ LGBTQ กฎหมายห้ามการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกัน ซึ่งอียูแสดงความกังวลว่า กฎหมายเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับนโยบายของอียู
จากการสำรวจความคิดเห็นโดย National Democratic Institute องค์กรพัฒนาเอกชนที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อปลายปี 2566พบว่า ชาวจอร์เจียกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ต้องการเป็นสมาชิกอียู
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การระงับการเจรจากับอียูเป็นสัญญาณเตือนว่า ประชาธิปไตยของจอร์เจียกำลังถดถอยลงเรื่อยๆ ภายใต้การนำของพรรคจอร์เจียน ดรีม ซึ่งมีอำนาจมากขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา
เรียบเรียงจาก
https://www.nytimes.com/2024/12/02/world/europe/protests-georgia-tbilisi.html
https://apnews.com/article/georgia-protest-election-russia-eu-c953b95d04ae2f4de3d272e3c4bb1039
https://edition.cnn.com/2024/12/02/europe/georgia-tbilisi-eu-protests-intl-hnk/index.html
