กองบรรณาธิการประชาไทได้คัดเลือกและประกาศบุคคล-คณะบุคคลแห่งปีมาแล้ว 8 ครั้งด้วยกัน บุคคลแห่งปีที่ผ่านการคัดสรรของประชาไทมักเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีนัยสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมือง โดยบางส่วนนอกจากจะเป็นนักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีความโดดเด่นในช่วงปีนั้นๆ แล้ว ยังเป็นกลุ่มหรือบุคคลที่มีความเสี่ยงจะถูกคุกคามได้ง่ายกว่าคนอื่นด้วย
ในปี พ.ศ. 2567 กองบรรณาธิการประชาไท ได้ทำการคัดเลือก เนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง ทะลุวัง นักกิจกรรมทางการเมือง ผู้วายชนม์ เป็นบุคคลแห่งปี
จุดเริ่มต้น
ดูเหมือนว่าชีวิตนักกิจกรรมเมืองของบุ้ง เนติพร ได้ก่อตัวขึ้นพร้อมๆ กับการก่อตัวของกลุ่มที่เรียกรวมๆ ว่า ‘ราษฎร’ ปี 2563 การก่อตัวข้างต้นเกิดหลังการเปลี่ยนรัชกาล ท่ามกลางกระแสความเบื่อหน่ายรัฐบาลประยุทธ์ โดยเฉพาะการจัดการแก้ไขปัญหาโควิด และเกิดการบังคับสูญหายและสังหารนอกกฎหมายนักกิจกรรมการเมืองที่ลี้ภัยอยู่ประเทศเพื่อนบ้านหลายคน ประกอบกับมีการตัดสิทธิสมาชิกสภาผู้แทนและยุบพรรคอนาคตใหม่โดยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มาจากคณะรัฐประหาร คสช
ในช่วงกระแสสูงปลายปี 2563 กลุ่มราษฎรได้มีข้อเรียกร้อง 3 ข้อได้แก่ 1. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และองคาพยพ ลาออก 2. รัฐสภาต้องเปิดประชุมวิสามัญทันทีเพื่อรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และ 3. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายรูปแบบทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ในขณะเดียวกันรัฐก็ได้เริ่มปรับรูปแบบตอบโต้ มีทั้งการใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุม การใช้กฎหมายหลายๆ มาตราซึ่งรวมถึง การนำกฎหมาย ม.112 กลับมาใช้เพื่อเอาผิดแกนนำและผู้ชุมนุม หลังจากที่เคยหยุดใช้ไปในช่วงสั้นๆ
การต่อสู้ดูเหมือนว่ากำลังดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อรัฐบาลปฏิเสธที่จะตอบรับข้อเสนอทั้ง 3 ข้อของราษฎร กระแสสนับสนุนจากประชาชนในวงกว้างไม่สามารถขยายตัวออกไปได้อีก การต่อสู้ได้ลงไปอยู่บนท้องถนนระหว่างกลุ่มทะลุแก๊สและเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน ประกอบกับ การเลือกตั้งครั้งใหม่ซึ่งจะหมดสมัยของรัฐบาลประยุทธ์ การมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ดูเหมือนว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าสำหรับคนในสังคม
แนวทางเคลื่อนไหวของบุ้งและกลุ่มทะลุวัง
บุ้ง เนติพร เริ่มทำกิจกรรมการเมืองจากการเป็นผู้ให้การสนับสนุนกลุ่ม ‘นักเรียนเลว’ กลุ่มกิจกรรมนักเรียนมัธยมที่เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิเสรีภาพ โอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษา และต่อมาได้ร่วมจัดตั้งกลุ่ม ‘ทะลุวัง’
มีข้อสังเกตว่า ในช่วงเวลามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุวัง เป็นช่วงที่แกนนำราษฎรถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีทั้งหมด และบางส่วนถูกจับกุมคุมขังอยู่ในเรือนจำ ขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองเมืองในช่วงนั้นถูกแสดงออกผ่านพื้นที่ท้องถนน ระหว่างกลุ่มทะลุแก๊สที่โกรธแค้นเนื่องจากข้อเสนอทางการเมืองทั้งหมดไม่ได้รับการตอบรับ จึงแสดงออกท้าทายรัฐด้วยประทัดและพลุไฟบนท้องถนน ขณะที่รัฐก็ได้ใช้เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนเข้าทำการบดขยี้
เข้าใจว่า กลุ่มทะลุวัง มีสมาชิกไม่น่าจะเกินสิบคน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เป็นนักศึกษา เด็กนักเรียนมัธยม พวกเราและเธอไม่มีขีดความสามารถในการเข้าร่วมกิจกรรม และส่วนหนึ่งอาจไม่เห็นด้วยในแนวทางการต่อสู้ของกลุ่มทะลุแก๊ซ จึงเกิดการก่อตั้งกลุ่มทะลุวังขึ้น
ช่วงก่อตั้งกลุ่มทะลุวัง บุ้งเล่าว่า “ไม่ว่าเราจะทำอะไรเขาก็จะใช้นิติสงครามกับเรา ยัดคดีเราเพื่อให้เราเงียบ เพื่อให้เราอ่อนล้าหมดแรง มันเลยมาจุดหนึ่งที่บุ้งคุยกันกับสายน้ำ (สมาชิกรุ่นก่อตั้งของกลุ่มทะลุวัง) แล้วก็รู้สึกว่า เออ เราไม่ชอบการที่เราต้องพูดอ้อมไปอ้อมมา ไม่แตะต้นตอของปัญหาซักทีนึง เพราะว่าทุกๆ ปัญหานำไปสู่ปัญหาเดียวเลย คือการที่ยังมีการปกป้องและห้ามวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ ก็เลยตกลงกันว่าโอเค งั้นเราเคลื่อนไหวในรูปแบบของการใช้โพลแหละ แต่ว่าเราจะตั้งคำถามโดยตรงไปถึงสถาบันเลย “
บุ้งเล่าอีกว่า อานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มราษฎร เคยกล่าวว่า “การตั้งคำถามจะเป็นอะไรที่สามารถทำได้โดยที่ไม่ผิดมาตรา 112” กิจกรรมการทำโพลสอบถามความคิดเห็นของประชาชนของกลุ่มทะลุวัง ในหลายครั้งต่อมา น่าจะมีผลสืบเนื่องจากความคิดเห็นนี้
ข้อกล่าวหา การถูกขัง การเรียกร้องสิทธิประกันตัว
การทำงานเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มทะลุวัง ได้เพิ่มคดีให้บุ้งจากเดิมที่โดนเพียงแค่ 1 คดี เพิ่มขึ้นเป็น 7 คดี ในจำนวนนี้มี 2 คดีที่เป็นคดี 112 จากกกิจกรรมทำโพลถามความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “คุณคิดว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” และ “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลอนุญาตให้กษัตริย์ใช้อำนาจได้ตามอัธยาศัย” ซึ่งมีโทษขั้นต่ำ 3 ปี และโทษสูงสุดถึง 15 ปี
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้บันทึกข้อมูลการถูกดำเนินคดีของบุ้งไว้ดังนี้
1. คดีเหตุพ่น-สาดสี ประท้วงการจัดการวัคซีน และแขวนเชือกดึงพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมราชชนก ในกระทรวงสาธารณสุข โดยกลุ่มเด็กปากแจ๋ว (เยาวชน) ร่วมกับเยาวชนอีก 3 คน เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2564, ข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ทำให้เสียทรัพย์, คดีอยู่ในชั้นพิจารณาคดี ศาลจังหวัดนนทบุรี
2. คดีการทำกิจกรรมทำโพล “คุณคิดว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” สำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จที่บริเวณห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 บุ้งและเพื่อนนักกิจกรรมรวมถึงสื่ออิสระจำนวน 8 คน ถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ, ยุยงปลุกปั่น และขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ทั้งหมดถูกฝากขังในชั้นสอบสวน แม้จะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก ทำให้ต้องประกันตัว โดยวางหลักทรัพย์เป็นเงินสดถึงคนละ 200,000 บาท ทั้งยังต้องติดกำไล EM และถูกกำหนดเงื่อนไขห้ามทำกิจกรรมที่อาจเสื่อมเสียต่อสถาบันกษัตริย์ และห้ามโพสต์เชิญชวนหรือเข้าร่วมการชุมนุมที่อาจก่อความวุ่นวาย คดีอยู่ในชั้นพิจารณาคดี ศาลอาญากรุงเทพใต้
3. คดีทำโพลสำรวจความคิดเห็น ตั้งคำถามว่า “คุณเห็นด้วยหรือไม่ ที่รัฐบาลอนุญาตให้กษัตริย์ใช้อํานาจได้ตามอัธยาศัย” บริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS หมอชิตจนถึงสนามเป้า และหน้ากองพลทหารม้าที่ 2 เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2565 มี 3 คนถูกตั้งข้อหามาตรา 112 แม้ว่าทั้งสามจะได้รับการประกันตัว แต่มีเงื่อนไขให้ติด EM และห้ามออกนอกบ้านวันละ 14 ชม. ภายหลัง ‘ใบปอ’ ยังถูกถอนประกันจากการเข้าร่วมชุมนุมคัดค้านการประชุม APEC2022 ด้วย คดีอยู่ในชั้นพิจารณาคดี ศาลอาญา
4. คดีเดินประณามการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ในการสลายการชุมนุมช่วงประชุม APEC 2022 จาก BTS สยามเข้าไปในห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2565 ถูกตั้งข้อหามาตรา 362 และ 365 (1) (2) บุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกันทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป คดีอยู่ในชั้นสอบสวน สน.ปทุมวัน
5. คดีทำกิจกรรม #กระชากกวีซีไรต์ เรียกร้องให้ถอดถอน นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ จาก สว. หน้ากระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2566 ถูกตั้งข้อหา ร่วมกันบุกรุกอาคารหรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น, จุดและปล่อยพลุควันโดยไม่ได้รับอนุญาต คดีอยู่ในชั้นสอบสวน สน.ห้วยขวาง
6. คดีถูกกล่าวหาว่าบุกรุกเข้าไปโรงเรียมเตรียมอุดมพัฒนาการศึกษากับพวกรวม 4 คน เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2566 ข้อหาร่วมกันบุกรุกตั้งแต่สองคนขึ้นไป อันเป็นการรบกวนครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น คดีอยู่ในชั้นสอบสวน สน.ประเวศ
7. คดีละเมิดอำนาจศาล จากกรณีความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในระหว่างการรอประกันตัว ‘โฟล์ค’ ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2566 ซึ่งคดีมีโทษตัดสินจำคุก 1 เดือน สิ้นสุดแล้ว.

บุ้งกับเพื่อนๆ ของเธอ ภาพโดย นพิน มัณฑะจิตร
ถูกถอนประกัน-อดอาหารประท้วง กับข้อเรียกร้องแสนต่ำ
บุ้งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นภายหลังศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มีคำสั่งถอนประกันตัวเธอกับใบปอ จากคดีทำโพลขบวนเสด็จที่บริเวณห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2565 บุ้งและใบปอได้ทำการประท้วงอดอาหารครั้งแรก ก่อนได้รับการประกันตัวหลังทนายเข้ายื่นคำร้องขอประกันตัวทั้งสองในวันที่ 4 ส.ค. 2565 นับว่าเป็นการสิ้นสุดการคุมขังกว่า 94 วันของพวกเธอ
การคุมขังครั้งที่สอง สืบเนื่องมาจากกรณีที่ศาลมีคำสั่งถอนประกันบุ้ง โดยให้เหตุผลว่า บุ้งได้ทำผิดเงื่อนไขการให้ประกันตัว จากการไปร่วมกิจกรรม #กระชากกวีซีไรต์ เรียกร้องให้ถอดถอน นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ออกจาก สว.เนื่องจากว่า สว.เนาวรัตน์ ไม่โหวตให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกลเป็นนายกฯ บุ้งต้องกลับเข้าเรือนจำอีกครั้งเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2567 บุ้งเริ่มทำการอดอาหารประท้วงตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค. 2567 จนถึงช่วงเดือนเมษายน เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 65 วัน การประกาศอดอาหารของบุ้งครั้งนี้มีมาพร้อมกับข้อเรียกร้อง 2 ข้อคือ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและจะต้องไม่มีผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมืองถูกคุมขังอีกต่อไป
“การอดอาหารคือรูปแบบการต่อต้านของผู้ถูกกดขี่ที่มีต้นทุนต่ำ พวกเขาอาจไม่มีอำนาจ ทรัพยากรหรือกำลังมากพอในการเผชิญหน้ากับระบอบที่กดขี่พวกเขา ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงใช้ร่างกายของตัวเองเป็นพื้นที่ทางการเมืองแห่งการต่อสู้ ร่างกายที่ผ่ายผอมพร้อมเจตจำนงที่แน่วแน่กลายเป็นสัญลักษณ์ให้คนในสังคมตระหนักถึงความอยุติธรรมของระบอบ
“การอดอาหารไม่ได้มุ่งสั่นคลอนกายภาพของรัฐและระเบียบที่เป็นอยู่ หากแต่สั่นคลอนมโนธรรมสำนึกของผู้มีอำนาจและคนในสังคมเสียมากกว่า”
จาก กายาศาสตราวุธของผู้ถูกกดขี่: การเมืองเรื่องการอดอาหาร โดย กรพินธุ์ พัวพันสวัสดิ์ https://prachatai.com/journal/2021/04/92747

ความตายอันเงียบงัน
14 พ.ค. 2567 โรงพยาบาลราชทัณฑ์แจ้งว่า บุ้ง เนติพร ซึ่งอดอาหารมาตั้งแต่ต้นปี มีอาการหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน เบื้องต้นได้ทำการกู้ชีพพร้อมนวดหัวใจ จากนั้นส่งตัวออกรักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ขณะที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ชี้แจงว่า บุ้งถูกส่งตัวมาถึงโรงพยาบาล ไม่มีสัญญาณชีพร่างกายของบุ้งไม่ตอบสนองต่อการรักษาแล้ว สาเหตุการเสียชีวิตและผู้ที่ต้องรับผิดชอบ น่าจะชัดเจนขึ้นหลังการไต่สวนการตายที่จะมีขึ้นในปี 2568
บุ้งเป็นผู้ต้องขังทางการเมืองรายที่ 2 ที่เสียชีวิตในระหว่างการถูกคุมขังด้วยมาตรา 112 ก่อนหน้านี้คือ คดี ‘อากง sms’ ที่เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังเมื่อปี 2555
แม้ว่าจะยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ว่าบุ้งเสียชีวิตในเรือนจำ หรือระหว่างการส่งตัวเข้ารับการรักษาพยาบาล หรือเสียชีวิตในสถานพยาบาลที่ได้รับบุ้งเข้าทำการรักษาก็ตาม แต่สิ่งที่พอจะสรุปได้ชัดเจนก็คือ บุ้งได้เสียชีวิตลงภายใต้กระบวนการยุติธรรมที่ยังคงเป็นข้อกังขาว่า กระบวนการข้างต้น มีถูกต้องความชอบธรรมและเป็นธรรมหรือไม่ เพียงใด
ภายหลังการเสียชีวิตของบุ้ง ดูเหมือนจะมีเพียงแค่ ‘ตะวันและแฟรงค์’ ที่ได้รับอานิสงส์ได้สิทธิในการประกันตัวออกมาจากเรือนจำเป็น 2 คนสุดท้าย จากนั้นจนถึงปัจจุบัน ไม่มีผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ได้ประกันตัวอีกเลย
คำขวัญใหญ่โตที่หลายคนพูดว่า ‘เวลาอยู่ข้างเรา’ โดยข้อเท็จจริงแล้ว ดูเหมือนเวลาไม่ได้อยู่ข้างบุ้ง หรือข้างนักโทษการเมืองที่ยังถูกจองจำแต่อย่างใด
การเสียชีวิตภายใต้กระบวนการยุติธรรมของบุ้ง ถือเป็นความเลวร้ายไม่ปกติ แต่การนิ่งเฉยของผู้คนจำนวนมากทั้งที่เคยออกมาร่วมเคลื่อนไหวหรือแสดงความคิดเห็นและสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหว นับเป็นความน่าหวาดกลัวยิ่งกว่า
ดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงมรณกรรมของ ‘บุ้ง ทะลุวัง’ เท่านั้น แต่เป็นมรณกรรมของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กว้างใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษในชื่อว่า ‘กลุ่มราษฎร’ ด้วย
แต่อย่างน้อยยังมีข้อความบนปกสมุดบันทึกที่บุ้งใช้ในเรือนจำที่มีใจความว่า “เมื่อใดที่เราหยุดสู้เพื่อคนอื่น คือช่วงเวลาที่เราสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปแล้ว” นั่นน่าจะเป็นข้อความสุดท้ายที่บุ้งฝากไว้ให้กับสังคมไทย
0000
อ้างอิง
'บุ้ง เนติพร' ความตายของกระบวนการยุติธรรม? | ประชาไท Prachatai.com
จดหมายฉบับสุดท้ายของบุ้ง เฟสบุ๊ค ทะลุวัง - ThaluWang
ฐานข้อมูลคดีสิทธิเสรีภาพ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
คดี 112 “ใบปอ-บุ้ง-เมนู” เหตุทำโพลเรื่องการใช้อำนาจของกษัตริย์
คดี 112-116 นักกิจกรรม-เยาวชน 9 ราย หลังทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จ
