2 ผู้พิพากษาศาลฎีกาทำหนังสือบันทึกข้อความเรียกร้องประธานศาลฎีกายกเลิกหลักสูตรอบรมผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) รวมถึงเลิกกำหนดให้ผู้พิพากษาเข้าอบรมหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร, หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหาระดับดับสูง, หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน และหลักสูตรอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน ระบุ ไม่ก่อประโยชน์ในการทำงานงาน ใช้งบไม่คุ้มค่า และยังส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ โดยศาลยุติธรรมได้จัดให้มีหลักสูตรอบรม บ.ย.ส. มาตั้งแต่ พ.ศ. 2539
15 ม.ค. 2568 สำนักข่าวอิศราเปิดเผย 2 ผู้พิพากษา บุญเขตร์ พุ่มทิพย์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลางช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา กรรมการบริหารศาลยุติธรรม และอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล ผู้พิพากษาศาลฎีกาและกรรมการตุลาการ ได้ทำหนังสือบันทึกข้อความลงวันที่ 14 ม.ค. 2568 ถึงประธานศาลฎีกาในฐานะประธานกรรมการบริหารศาลยุติธรรม และประธานกรรมการตุลาการ เขอให้ยกเลิกหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) และกำหนดไม่ให้ผู้พิพากษาเข้าร่วมอบรมหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (ว.ป.อ.) หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหาระดับดับสูง (ป.ป.ร.) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) หรือหลักสูตรอื่นในลักษณะเดียวกัน
โดยให้เหตุผลว่าหลักสูตรอบรมต่างๆ ไม่ก่อเกิดประโยชน์ใดแก่การปฏิบัติงานของข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม ทั้งยังอาจนำไปสู่การผิดศีลผิดวินัยของผู้พิพากษา ส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ ซึ่งนำไปสู่การเลือกปฏิบัติและเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคม
นอกจากนี้การใช้งบประมาณเพื่อจัดให้มีหลักสูตร บ.ย.ส. เป็นการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่าไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แก่ประเทศชาติ ที่สำคัญที่สุดหลักสูตรนี้ทำให้ความเชื่อถือที่สาธารณชนมีต่อศาลยุติธรรมลดลง

ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา
ในบันทึกข้อความดังกล่าว ระบุว่า ตามที่ศาลยุติธรรมจัดให้มีหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) มาตั้งแต่ปี 2539 รวมถึงอนุญาตให้ผู้พิพากษาเข้าศึกษาในหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (ว.ป.อ.) การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูบสูง (ป.ป.ร.) ผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) ฯลฯ ซึ่งมีผู้พิพากษาจำนวนมากสำเร็จการศึกษาและรอเข้ารับการศึกษาจากหลักสูตรดังกล่าวนั้น แม้หลักสูตรเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความรู้ให้แก่ผู้เข้ารับการศึกษา แต่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า อีกวัตถุประสงค์หนึ่งคือเพื่อสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างผู้เข้ารับการศึกษาซึ่งมีทั้งผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐและเอกชน วัตถุประสงค์ดังกล่าวเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้มีผู้ต้องการสมัครเข้าศึกษาในหลักสูตรดังกล่าว
ส่วนหนึ่งของบันทึกข้อความระบุ "การที่ศาลยุติธรรมและผู้พิพากษาสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลภายนอกจำนวนมากในลักษณะเป็นเครือข่ายผ่านหลักสูตรต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมา โดยที่บุคคลเหล่านี้อาจเข้ามาเป็นคู่ความหรือผู้มีส่วนได้เสียในคดีไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมได้ในอนาคต ย่อมทำให้สาธารณชนเคลือบแคลงสงสัยในความบริสุทธิ์ยุติธรรม ความเป็นกลางที่ปราศจากอคติ ความเป็นอิสระ และความซื่อสัตย์สุจริตของผู้พิพากษาได้"
ตอนท้ายของบันทึกข้อความระบุ “ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงควรยกเลิกหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) ทั้งนี้เพื่อส่งต่อศาลยุติธรรมที่ทรงไว้ซึ่งความเชื่อถือของสาธารณชนแก่ชนรุ่นหลังตามนโยบายของท่านประธานศาลฎีกา”

เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีว่าการเปลี่ยนแปลงในวงการตุลาการต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนจากคนข้างใน คนภายนอกไม่อาจกดดันศาลหรือก้าวก่ายความเป็นอิสระของศาลได้
“กรณีผู้พิพากษาสองนายทำหนังสือถึงประธานศาลฎีกาให้เลิกจัดอบรมหลักสูตรพิเศษนี่เป็นกรณีตัวอย่างเลย ว่าถ้าตุลาการจะรอด ต้องอาศัยแรงจากคนข้างในนั่นล่ะ ทักท้วงคัดค้านกันเอง แรงจากภายนอกนั้น หนึ่ง ไม่อาจกดดันศาลได้ อ่อนไป น้อยไป ห่างไกลกันเกินไป สอง เป็นการก้าวก่ายความเป็นอิสระของศาล ดังนั้น คนนอกช่วยกันส่งเสียงแล้ว ถ้ากลไกและวัฒนธรรมองค์กรข้างในเปิดโอกาสให้คนในพูดขึ้นมาได้บ้างก็จะหนุนเสริมกันช่วยปฏิรูปศาลให้เป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้นได้จริง คนในถ้าพูดแล้วเข้าท่ามีเหตุผล คนนอกมีแต่จะสรรเสริญเป็นกำลังใจยิ่งๆขึ้นไป”
