สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนเขียนจดหมายเปิดผนึกถึง “ประธานศาลฎีกา-อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา” เรียกร้องให้ดูแลผู้พิพากษาศาลอาญาให้พิจารณาคดีตามหลักการกฎหมาย “ปกติ” หลังพบในคดี “อานนท์” ผู้พิพากษามีการสั่งพิจารณาคดีลับและอ่านคำสั่งคดีละเมิดอำนาจศาลในห้องเวรชี้ แทนการอ่านในห้องพิจารณาคดีปกติอย่างเปิดเผย สมาคมนักกฎหมายสิทธิฯ แสดงความกังวลต่อการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาศาลอาญาไม่คำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของจำเลย เรียกร้องให้ประธานศาลฎีกาและอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาตรวจสอบกรณีดังกล่าว
8 เม.ย. 2568 สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงประธานศาลฎีกาและอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ขอให้ดูแลผู้พิพากษาศาลอาญาดำเนินกระบวนพิจารณาตามหลักการกฎหมาย “อย่างเป็นปกติ” หลังสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนได้ติดตามข้อมูลการพิจารณาคดีของศาลอาญา ในคดี “อานนท์ นำภา” ถูกกล่าวหาเป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ อ.1629/2564 และคดีหมายเลขดำที่ อลศ.4/2567
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนพบว่า ในคดีแรกศาลสั่งพิจารณาคดีลับ ส่วนคดีที่สองศาลจะสั่งพิจารณาคดีลับ แต่สุดท้ายได้พิจารณาคดีโดยเปิดเผยเนื่องจากอานนท์และทนายความได้โต้แย้งคัดค้าน และเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 ศาลได้อ่านคำสั่งคดีละเมิดอำนาจศาลในห้องเวรชี้ ไม่ได้อ่านในห้องพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยตามหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ “ผิดปกติ” อย่างมาก
สมาคมนักกฎหมายสิทธิฯ ขอเรียนต่อประธานศาลฎีกาและอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาว่า อานนท์รวมถึงจำเลยในคดี ม.112 และคดีการเมืองอื่นๆ พึงได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมตามหลักการกฎหมายและหลักการสากลที่นานาอารยะประทศยอมรับ โดยเฉพาะหลังจากสภายุโรปลงมติประณามประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2568 จากกรณีเนรเทศชาวอุยกูร์กลับประเทศจีนเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รวมถึงประเด็นการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือกฎหมายอาญา ม.112 ต่อเยาวชน นักการเมือง และนักกิจกรรมทางการเมืองจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของผู้เห็นต่างไม่ควรถูกดำเนินคดี
เมื่อประชาชนเหล่านั้นถูกรัฐดำเนินคดีแล้ว ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่กระบวนการยุติธรรมไทยต้องคำนึงสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาหรือจำเลย และศาลต้องพิจารณาคดีไปตามหลักการแห่งกฎหมาย และดำเนินกระบวนพิจารณาไป “อย่างปกติ” เช่นคดีทั่วไป เป็นหลักประกันแก่จำเลยว่าจะได้รับการพิจารณาคดีโดยศาลอย่างสุจริต เที่ยงธรรม ปราศจากอคติ
แต่ข้อมูลที่สมาคมนักกฎหมายสิทธิฯ ได้รับทราบในคดีอานนท์ นำภา คดี อ.1629/2564 ศาลกลับสั่งให้พิจารณาคดีลับในนัดสืบพยานจำเลย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นในการสืบพยานโจทก์ไม่มีการสั่งพิจารณาคดีลับแต่อย่างใด ส่วนในคดี อลศ.4/2567 ศาลไม่ได้สั่งพิจารณาคดีลับปรากฏว่าพอถึงวันนัดฟังคำสั่งศาลในวันที่ 28 มี.ค. 2568 ศาลกลับอ่านคำสั่งในห้องเวรชี้ ไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้าร่วมฟัง แทนที่จะอ่านคำสั่งในห้องพิจารณาคดี “ตามปกติ” ตามหลักการในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.182 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “ให้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งในศาลโดยเปิดเผยในวันเสร็จการพิจารณา หรือภายในเวลาสามวันนับแต่เสร็จคดี ถ้ามีเหตุอันสมควร จะเลื่อนไปอ่านวันอื่นก็ได้ แต่ต้องจดรายงานเหตุนั้นไว้” และ ม.188 ที่บัญญัติว่า “คำพิพากษาหรือคำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในศาลโดยเปิดเผยเป็นต้นไป”
การอ่านคำสั่งศาลในห้องเวรชี้ จึงมีประเด็นว่าเป็นการใช้อำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และคำสั่งศาลที่อ่านในห้องเวรชี้ ไม่ได้อ่านโดยเปิดเผยให้ห้องพิจารณาคดีนั้น มีผลบังคับอานนท์แล้วหรือไม่ หรือต้องอ่านคำสั่งโดยเปิดเผยก่อนจึงจะมีผลโดยชอบ
คำถามต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลจะไม่เกิดขึ้นเลย หากศาลใช้วิธีพิจารณาคดี “ตามหลักการปกติ” คือพิจารณาคดีโดยเปิดเผย และอ่านคำสั่งศาลโดยเปิดเผย เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนว่าศาลได้พิจารณาคดีไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม ปราศจากอคติ
สมาคมนักกฎหมายสิทธิฯ ขอแสดงความห่วงกังวลต่อการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาศาลอาญาที่ไม่คำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของจำเลยและหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย ทั้งที่เป็นหลักการสำคัญอันตระหนักและบังคับใช้เสมอในการพิจารณาคดี
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประธานศาลฎีกาและอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาจะดำเนินการตรวจสอบกรณีดังกล่าว เพื่อให้ผู้พิพากษาในความดูแลของท่านปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาให้เป็นไปตามหลักการกฎหมายและหลักการพิจารณาคดีตามปกติต่อไป
