กมธ.การเมืองฯ ของ สว.ลงพื้นที่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน สำรวจความเห็นประชาชนต่อเรื่องรัฐธรรมนูญใหม่ อยากให้สัมพันธ์กับเรื่องปากท้อง มีการกระจายอำนาจ และ สสร.ต้องมาจากประชาชน
20 ม.ค.2568 เทวฤทธิ์ มณีฉาย วุฒิสมาชิก เผยแพร่การแถลงข่าวถึงการลงพื้นที่ภาพชคเหนือ 3 จังหวัดของคณะอนุกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภาเมื่อวันที่ 17-19 มกราคม 2568 เพื่อพบประภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักศึกษา นักวิชาการ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องสภาพปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 แนวทางการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ รวมถึงแนวทางการออกแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.
มี สว.ที่ร่วมลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้แก่ สว.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ประธานอนุกมธ. สว.นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว.พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว.มณีรัฐ เขมะวงศ์ สว.กัลยา ใหญ่ประสาน สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.วีรยุทธ สร้อยทอง สว.สุนทร พฤกษพิพัฒน์ และ สว.นันทนา นันทวโรภาส
เทวฤทธิ์ระบุในโพสต์ว่า จากการลงพื้นที่ทั้งหมด 3 จังหวัดได้แก่ จ.เชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย ได้ข้อสรุป 3 ประการ ดังนี้
ประการแรก แนวทางการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทุกพื้นที่เห็นตรงกันว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหา มีข้อเสนอที่สอดคล้องกันในทุกจังหวัดว่ารัฐธรรมนูญนั้นสัมพันธ์กับปัญหาปากท้อง และเป็นเรื่องแรกที่ต้องแก้ก่อน ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญถูกกำหนดโดยผู้มีอำนาจ และส่วนใหญ่มาจากการรัฐประหาร (รวมทั้งรธน.ฉบับ 2560 ด้วย) ประชาชน ไม่มีส่วนร่วมด้วยเลย จึงเสนอให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างมากที่สุด
ประเด็นที่ต้องมีบัญญัติคือ เรื่องสิทธิชุมชน สิทธิเสรีภาพของประชาชน และความเท่าเทียมกัน รวมทั้งการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ประชาชนทุกพื้นที่ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องการกระจายอำนาจอย่างมาก เช่นมีข้อเสนอให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้จังหวัดปกครองตนเอง โดยเฉพาะอย่างที่จังหวัดเชียงใหม่ มีความตื่นตัว และเริ่มรณรงค์แนวคิด “เชียงใหม่มหานคร” ซึ่งสอดคล้องกับร่างรธน.ฉบับใหม่
อีกทั้งยังมีข้อเสนอให้ในรัฐธรรมนูญใหม่ มีหลักประกันในการห้าม “ฉีกรัฐธรรมนูญ” แต่ให้แก้ไขได้ให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป ไม่ควรมีรายละเอียดมากเกินไป ภาษาควรเข้าใจง่ายและควรแปลเป็นภาษาชนเผ่าเพื่อความหลากหลาย
ประการที่สอง คุณสมบัติและการได้มาของ สสร. ทุกพื้นที่เห็นตรงกันว่า สสร. ต้องมาจากประชาชน แต่ยังมีข้อถกเถียงเรื่องสัดส่วนและที่มา ซึ่งมีการเสนอจากทั้งสัดส่วนอาชีพและผู้เชี่ยวชาญ และสัดส่วนจากการเลือกตั้งคู่ขนานกัน สสร. ต้องมีความโปร่งใส ควรให้ภาคประชาชนตรวจสอบถ่วงดุลได้ ควรมีข้อกำหนดเรื่องช่วงอายุขั้นต่ำและขั้นสูง โดยให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่ 16-25 ปี
ทั้งนี้ สสร. ต้องมีความหลากหลาย จากทั้งกลุ่มอาชีพ เพศสภาพ ชาติพันธุ์ และกลุ่มเปราะบาง ขณะเดียวกัน สสร. ควรมีความเป็นตัวแทนเชิงประเด็นมากกว่าเชิงพื้นที่ สสร.ควรทำงานอย่างน้อย 1 รอบปีเพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย และมีข้อเสนอให้ สสร. ไม่สามารถไปดำรงตำแหน่งได้อย่างน้อย 5 ปีหลังร่างเสร็จ เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
ประการสุดท้าย การบ้านถึงวุฒิสภาจากประชาชนในพื้นที่ ทุกจังหวัดมีการแลกเปลี่ยนในประเด็นเกี่ยวกับ สว. อาทิ จ.เชียงใหม่มีการเสนอเรื่องกฎหมายเชียงใหม่มหานครให้ สว. ช่วยผลักดัน จ.ลำพูน เสนอเรื่องการมีอยู่ของ สว. ว่าควรคงอยู่หรือไม่ โดยส่วนใหญ่เสนอให้คงไว้เช่นเดิม แต่ให้มีทั้งตัวแทนพื้นที่และกลุ่มอาชีพ พร้อมฝากให้ สว. สนับสนุน การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรบ. อากาศสะอาด รวมถึงปัญหาขยะที่อยากให้แก้ไขอย่างเป็นระบบโดยประชาชนมีส่วนร่วม
ท้ายที่สุด คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ โดยอนุกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน จะนำทุกข้อเสนอจากการลงพื้นที่ไปประมวลเป็นรายงานเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาต่อไป
