สถิติจำนวนประชากรจีนลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากการสำรวจเมื่อปีที่แล้ว (2567) รัฐบาลจีนซึ่งเป็นการย้ำให้เห็นว่าแม้แต่ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับที่สองของโลกอย่างจีนก็กำลังเผชิญกับภาวะสังคมสูงวัยและเสี่ยงต่อการขาดแคลนแรงงานวัยทำงาน
สำนักงานสถิตแห่งชาติของจีนประกาศเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 ว่า ตัวเลขจำนวนประชากรโดยรวมทั้งหมดในจีนลดลงจากเดิม 1.39 ล้านราย เมื่อปี 2567 เหลือ 1,408 ล้านราย เทียบกับปี 2566 ที่มีอยู่ 1,409 ล้านราย
มีการตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก อย่างจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ เริ่มมีภาวะอัตราการเกิดของประชากรลดลง โดยที่จีนเริ่มมีสถิติประชากรลดลงในทำนองนี้ตั้งแต่เมื่อสามปีที่แล้ว
สาเหตุที่อัตราการเกิดต่ำลงมีการประเมินไวว่า ประเทศที่ประสบปัญหานี้มีปัจจัยคล้ายๆ กันคือ การที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นทำให้ประชากรที่อายุไม่มากเริ่มเลิกคิดที่จะแต่งงานหรือมีลูกแล้วหันไปเน้นเรื่องการเรียนต่อในระดับสูงหรือเรื่องงาน ถึงแม้ว่าผู้คนจะอายุยืนขึ้นแต่อัตราการเกิดก็ไม่มากพอที่จะตามทัน ส่วนประเทศอย่างจีนก็มักจะอนุญาตให้คนอพยพเข้ามาเป็นพลเมืองของพวกเขาน้อยมาก ยิ่งทำให้มีความเสี่ยงเรื่องภาวะประชากร
ประเทศจีนมีภาวะประชากรเปลี่ยนแปลงอยู่หลายครั้งในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา หลังการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์จีน มีช่วงเวลาที่ประชากรลดลงจำนวนมากเช่น ยุคสมัยที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้นโยบาย "การก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้า" ได้คร่าชีวิตผู้คน 20 ล้านคน แต่ในยุคสมัยถัดจากนั้นหลังการเสียชีวิตของเหมาเจ๋อตุง จีนก็ประสบปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ ภาครัฐของจีนเริ่มมองว่าประชากรจีนกำลังจะล้นจึงออกนโยบาย "ลูกคนเดียว" เพื่อควบคุมประชากร
แต่เนื่องจากทัศนคติแบบเหยียดเพศที่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว นโยบายลูกคนเดียวจึงส่งผลให้ชาวจีนจำนวนมากเลือกที่จะมีลูกชายมากกว่าและมีการทำแท้งเมื่อรู้ว่าได้ลูกสาว ถึงแม้ว่ารัฐบาลจีนจะพยายามปราบปรามการกระทำเช่นนี้ก็ตาม เรื่องนี้ทำให้ประชากรจีนมีอัตราของคนเพศกำเนิดชายมากกว่าคนเพศกำเนิดหญิง โดยที่รายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่ามีอัตราผู้ชาย 104.34 คนต่อผู้หญิง 100 คน แต่ก็มีกลุ่มวิจัยอิสระอื่นๆ ที่มองว่าตัวเลขความแตกต่างกันของประชากรเพศกำเนิดชายหญิงในจีนมีสูงกว่านั้นมาก
มาจนถึงปี 2565 ก็เป็นปีแรกที่จีนมีประชากรลดลงจากเดิม และพวกเขาก็เล็งเห็นว่ามีอัตราการเกิดของประชากรลดลงอย่างมาก อีกทั้งนังส่อเค้าปัญหาเรื่องสังคมสูงวัยที่คืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็ว ปัญหาเรื่องจำนวนแรงงานที่ลดลง ปัญหาการขาดตลาดผู้บริโภค และผู้คนในจีนยังอพยพไปอยู่ที่ต่างประเทศต่างก็กลายเป็นปัจจัยที่กดดันระบบของจีน ในขณะที่จีนเน้นทุ่มเงินไปกับเรื่องการทหารและโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานแบบสร้างภาพ แต่ระบบสวัสดิการสังคมของจีนก็กำลังง่อนแง่น
รายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า "พวกเราต้องตระหนักถึงผลกระทบเลวร้ายจากปัจจัยภายนอกที่เพิ่มมากขึ้น ความต้องการทางตลาดในประเทศไม่เพียงพอ บางกิจการมีปัญหาเรื่องการผลิตและการปฏิบัติงาน และเศรษฐกิจก็กำลังเผชิญกับปัญหาและความยากลำบาก"
มีการประเมินว่าภายในปี 2578 จีนจะมีประชากรที่อายุ 60 ขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมด จากที่ในปัจจุบันตัวเลขปี 2567 อยู่ที่ 310.3 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 22 เรื่องนี้ทำให้เกิดการถกเถียงกันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอายุเกษียณ อีกทั้งการที่มีจำนวนนักเรียนน้อยลงทำให้โรงเรียนบางแห่งกลายเป็นโรงเรียนร้าง มีการเปลี่ยนแปลงสถานศึกษาเหล่านี้ให้กลายเป็นแหล่งพักพิงผู้สูงอายุแทน
นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตที่ว่า จีนกำลังเปลี่ยนแปลงกลายเป็นสังคมเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ มีผู้คนนับ 10 ล้านคนย้ายถิ่นฐานเข้าไปในตัวเมือง และมีอัตราการทำให้กลายเป็นเมืองอยู่ที่ร้อยละ 67 เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ร้อยละ 1
ในแง่เศรษฐกิจนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเติมโตอยู่ที่ร้อยละ 5 ในปี 2567 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ แต่ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือ จีดีพี นั้นถูกคาดการณ์ไว้ว่าจะลดลงในอีกไม่กี่ปีถัดจากนี้
เรียบเรียงจาก
China’s Population Continues to Decrease—Falling for a Third Consecutive Year, Time, 21-01-2025
China’s population falls for third year in a row as birthrate declines, Aljazeera, 17-01-2025
China's population falls for a third consecutive year, Reuters, 17-01-2025

