Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด บุกอำเภอ-สภ.ด่านขุนทดยื่นหนังสือ เอาผิดทุนเหมืองโปแตช ครอบครองวัตถุระเบิดเกินกำหนด ทั้งที่ EIA ระบุไม่จำเป็นต้องใช้ ย้ำหน่วยงานรัฐต้องโปร่งใส พร้อมจี้เร่งตรวจสอบปมเสียงคล้ายระเบิดในพื้นที่


ที่มาภาพ: กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด

19 สิงหาคม 2568 กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด แจ้งข่าวว่า ณ ที่ว่าการอำเภอด่านขุนทด นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดพร้อมกริษภูมิ นิลนามะ ทนายความสิทธิมนุษยชน ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายอำเภอด่านขุนทด เพื่อเรียกร้องให้ดำเนินการเอาผิดต่อบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ในกรณีการมีวัตถุระเบิดโดยไม่มีใบอนุญาตหลังพบความผิดปกติหลายอย่างในการขอนุญาตใช้ระเบิดและการครอบครองวัตถุอันตรายเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทั้งที่รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ปี 2556 ระบุชัดเจนว่าโครงการทำเหมืองใต้ดินไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุระเบิด

ข้อความบางช่วงในหนังสือที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดยื่นให้กับนายอำเภอด่านขุนทดระบุว่า กลุ่ม ฯ ได้ติดตามการดำเนินการของบริษัทไทยคาลิฯ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการใช้วัตถุระเบิด ซึ่งพบว่าบริษัทฯ ยื่นขออนุญาตเพื่อใช้ในการทำเหมืองหิน ทั้งที่ข้อเท็จจริง คือ การทำเหมืองโปแตชใต้ดิน ซึ่งรายงาน EIA ที่ได้รับความเห็นชอบในปี 2556 ระบุไว้ในบทที่ 1 อย่างชัดเจนว่า "จะไม่มีการใช้วัตถุระเบิดในการทำเหมือง"

ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้นักปกป้องสิทธิ ฯ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ ตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทฯ ไม่มีความจำเป็นต้องขออนุญาตใช้วัตถุระเบิดตั้งแต่แรก เพราะไม่มีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการใช้ระเบิดในรายงาน EIA รวมถึงไม่มีแผนผังโครงการที่เกี่ยวข้อง การที่ปรากฏว่ามีการก่อสร้างโรงเก็บวัตถุระเบิดจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการอย่างชัดเจน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ ย่อมทราบดีว่าตนไม่มีคุณสมบัติในการขออนุญาต

นอกจากนี้ กลุ่มฯ ยังพบว่าบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาต ซื้อ มี และใช้วัตถุระเบิด (แบบ ป.5) ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2559 และใบอนุญาตสิ้นสุดในวันที่ 27 มีนาคม 2560 แต่กลับมีการครอบครองวัตถุระเบิดไว้นานกว่า 2 ปี จนถึงวันที่ 26 มีนาคม 2562 ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดทำลายวัตถุระเบิด (EOD) ได้เข้าดำเนินการทำลาย

การกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 37, 38 และ 41 ซึ่งมีโทษปรับและจำคุก นอกจากนี้ ยังพบว่าบริษัทฯ มีการครอบครองยุทธภัณฑ์โดยไม่มีใบอนุญาตนานกว่า 10 เดือน หลังใบอนุญาตมีซึ่งยุทธภัณฑ์ (แบบ ย.ภ. 5) สิ้นสุดลงในวันที่ 23 พฤษภาคม 2561

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดจึงขอให้อำเภอด่านขุนทดในฐานะนายทะเบียนท้องที่ ดำเนินการเอาผิดกับบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ทั้งในเรื่องการให้ข้อมูลเท็จและการครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นักปกป้องสิทธิฯกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯจี้นายอำเภอด่านขุนทด เอาผิดบริษัทถือครองวัตถุระเบิดเกินระยะเวลาที่กำหนด

ทั้งนี้ระหว่างรอนายอำเภอลงมารับหนังสือ ตัวแทนกลุ่มฯ ได้ผลัดกันปราศรัยถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นพื้นที่ โดยจุฑามาส ศรีหัตผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและที่ปรึกษากลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดกล่าวว่า ในปี 2559 บริษัทเอกชนรายนี้เคยยื่นขออนุญาตใช้วัตถุระเบิด แต่หลังจากใบอนุญาตสิ้นอายุลงกลับยังมีการถือครองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเข้าข่ายเป็นการครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ถือว่าความผิดสำเร็จแล้วอย่างชัดเจน

“เมื่อความผิดเกิดขึ้นชัดเจนเช่นนี้ นายทะเบียนท้องที่อย่างอำเภอด่านขุนทดจำเป็นต้องดำเนินการเอาผิดกับบริษัทเอกชนดังกล่าว เรามาติดตามทวงถามเรื่องนี้ต่อเนื่อง เพราะตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเราได้ยื่นหนังสือขอข้อมูลและเอกสารแล้ว แต่จนบัดนี้ยังไม่ทราบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างไร” จุฑามาศกล่าว

ที่ปรึกษากลุ่มฯ ยังย้ำว่า ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ยื่นหนังสืออีกครั้งเพื่อขอตรวจสอบเพิ่มเติม แต่จนถึงปัจจุบันยังไร้คำตอบจากหน่วยงานรัฐ วันนี้จึงต้องเข้ามาสอบถามตรงกับหน่วยงานต้นทางคือที่ว่าการอำเภอด่านขุนทด

ทั้งนี้ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดยืนยันว่า หากนายอำเภออยู่ในพื้นที่ก็อยากให้ออกมารับหนังสือด้วยตนเอง เพื่อแสดงถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จี้อำเภอ เร่งเปิดเผยความจริง ปมเอกสารเหมืองแร่–ครอบครองวัตถุระเบิด

ขณะที่จงดี มินขุนทด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดปราศรัยบางช่วงบางตอนว่า ที่ผ่านมาแม้ประชาชนจะเคลื่อนไหวและยื่นหนังสืออย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่มีความคืบหน้าจากฝ่ายราชการ ทั้งที่ทุกขั้นตอนเอกสารและการอนุญาตเริ่มต้นจากที่ว่าการอำเภอด่านขุนทด จึงต้องการฟังคำชี้แจงจากนายอำเภอโดยตรง ว่าได้มีการดำเนินการหรือส่งเรื่องใดไปบ้าง

ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดยังตั้งข้อสังเกตว่า เอกสารสำคัญซึ่งควรอยู่ในพื้นที่อำเภอด่านขุนทด กลับถูกปฏิเสธว่าไม่มี แต่เมื่อไปตรวจสอบหน่วยงานอื่นกลับพบว่าเอกสารดังกล่าวมีอยู่จริง จึงตั้งคำถามว่าเหตุใดอำเภอจึงปฏิเสธข้อมูลและ “โกหกประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

จงดียังสะท้อนความรู้สึกว่า หน่วยงานรัฐควรยืนเคียงข้างประชาชน ปกป้องสิทธิและความเดือดร้อนในพื้นที่ ไม่ใช่เพิกเฉยหรือทำเหมือนเป็นเจ้าของเหมืองเอง ขณะที่ผลกระทบจากการทำเหมืองและอุตสาหกรรมในพื้นที่ยังเกิดขึ้นทุกวัน แต่คนในท้องถิ่นกลับได้ประโยชน์เพียงเล็กน้อย ส่วนงานหลักตกอยู่ในมือแรงงานต่างชาติ

“วันนี้เราไม่ได้มาเพราะอยากมา แต่เพราะเดือดร้อนจริง ๆ ทุกครั้งที่มายื่นเรื่องก็เหมือนถูกมองว่าเป็นตัวปัญหา ทั้งที่เราคือพ่อแม่ ปู่ย่าตายายในพื้นที่ที่ต้องการปกป้องแผ่นดิน” ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดระบุ และย้ำว่า สิ่งที่ต้องการคือความโปร่งใส การเปิดเผยข้อเท็จจริง และการดำเนินการตามกฎหมายจากหน่วยงานต้นทาง โดยเฉพาะอำเภอด่านขุนทดในฐานะนายทะเบียนท้องที่

ตั้งข้อสังเกตุมีเสียงคล้ายระเบิดบริเวณพื้นที่เหมือง พร้อมย้ำบริษัทเหมืองไม่มีการต่อใบอนุญาตวัตถุระเบิด จี้อำเภอด่านขุนทดเอาผิดให้ถึงที่สุด

ด้านเดือนรุ่ง มูลขุนทด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดปราศรัยเพิ่มเติมว่า วันนี้อยากให้นายอำเภอด่านขุนทดชี้แจงว่า ได้มีการเข้าตรวจสอบบริษัทเหมืองหรือไม่ หลังจากที่มีการร้องเรียนไปก่อนหน้านี้ พร้อมแสดงความกังวลต่อเสียงคล้ายวัตถุระเบิดที่ยังเกิดขึ้นในพื้นที่ ทั้งที่ในปีนี้บริษัทไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้วัตถุระเบิดแต่อย่างใด สิ่งที่ประชาชนต้องการ คือ ความชัดเจน โปร่งใส และการดำเนินการตามกฎหมายจากหน่วยงานต้นทาง เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยและปกป้องสิทธิของคนในพื้นที่ต่อไป

ปลัดอำเภอด่านขุนทดรับข้อร้องเรียนของกลุ่มฯ เตรียมนำเสนอนายอำเภอพิจารณาแก้ไข

ขณะที่อำเภอด่านขุนทดส่ง ประภัสสร สิริ ปลัดอำเภออาวุโส และเจษฎากร วงษ์บุญญารัตน์ ปลัดอำเภอ มารับหนังสือกับกลุ่มฯ โดยประภัสสรได้กล่าวกับกลุ่มฯว่า ในวันนี้นายอำเภอติดภารกิจราชการ จึงมอบหมายให้ตนมารับข้อร้องเรียนแทน โดยปัญหาที่ชาวบ้านสะท้อนมีหลายประเด็น ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่เคยหารือกันมาอย่างต่อเนื่อง

“วันนี้ขอรับเรื่องร้องเรียนทั้งหมดไว้ และจะนำเรียนท่านนายอำเภอฯเพื่อพิจารณา รวมทั้งรายงานต่อไปยังจังหวัดตามขั้นตอนต่อไป หลายเรื่องที่ชาวบ้านสะท้อนถือว่ามีข้อมูลเพียงพอที่จะใช้ประกอบการแก้ไขปัญหาในพื้นที่” ปลัดอำเภออาวุโสกล่าว

PI ชี้นักปกป้องสิทธิฯด่านขุนทดใช้สิทธิตรวจสอบตาม รธน.และ กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ย้ำรัฐต้องเร่งตรวจสอบและคุ้มครองสิทธิฯ

ด้านสุธีรา เปงอิน จากองค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (PI) กล่าวว่า ในการใช้สิทธิทางกระบวนการยุติธรรมครั้งนี้เพื่อให้ตรวจสอบการความไม่ชอบธรรมและดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายกับบริษัทไทยคาลิ จำกัด ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดในครั้งนี้ มิใช่เพียงการหยุดยั้งการทำเหมืองแร่โปแตชเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อปกป้องสิทธิพลเมือง สิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล การมีส่วนร่วม และการเข้าถึงความยุติธรรม ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐต้องปกป้อง คุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนการใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมเพื่อตรวจสอบการดำเนินการของโครงการเหมืองแร่โปแตชที่มิชอบด้วยกฎหมายอย่างรวดเร็วและทันที

“ที่สำคัญรัฐต้องมีมาตรการป้องกันมิให้บริษัทเอกชนใช้การฟ้องคดีเชิงยุทธศาสตร์ (SLAPP) มาเป็นเครื่องมือในการข่มขู่และทำให้หวาดกลัวต่อการใช้สิทธิในการปกป้องของตนเองเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองภายใต้หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนที่จะต้องได้รับการปกป้อง คุ้มครอง และเยียวยา และสอดคล้องกับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ CEDAW ที่เรียกร้องให้ประเทศไทยคุ้มครองผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงความยุติธรรมและการเยียวยาสำหรับผู้หญิง” สุธีราระบุ

ทนายความสิทธิฯ ชี้บริษัทเหมืองแร่โปแตชทำผิดกฎหมาย หลังใบอนุญาตหมดแต่ยังครอบครองวัตถุระเบิดเกือบ 2 ปี

ต่อมากลุ่มฯได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรด่านขุนทดเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.ด่านขุนทดเพื่อให้พนักงานสอบสวนซึ่งมีอำนาจในการสอบสวนหาข้อเท็จจริง กรณีบริษัทเหมืองแร่โปแตชครอบครองหรือมีวัตถุระเบิดเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยกริษณุภูมิ นิลนามะ ทนายความสิทธิมนุษยชนเปิดเผยหลังกล่าวโทษเสร็จสิ้นแล้วว่า วันนี้กลุ่มฯได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายทะเบียนท้องที่อำเภอด่านขุนทด และได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.ด่านขุนทด เพื่อกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับบริษัท ไทยคาลิ จำกัด กรณีครอบครองวัตถุระเบิดโดยผิดกฎหมายโดย บริษัท ไทยคาลิ จำกัด ซึ่งประกอบกิจการเหมืองแร่ในพื้นที่อำเภอด่านขุนทด ได้รับอนุญาตให้ซื้อ มี และใช้วัตถุระเบิดตามใบอนุญาต (แบบ ป.5) ซึ่งมีอายุถึงวันที่ 27 มีนาคม 2560 แต่เมื่อใบอนุญาตหมดอายุลง บริษัทฯ กลับไม่ได้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 37 ประกอบมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ที่ระบุว่า หากใบอนุญาตสิ้นสุดลง ผู้ได้รับอนุญาตจะต้องจำหน่ายหรือส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งวัตถุระเบิดให้หหมดภายใน 6 เดือน หรือส่งมอบให้แก่นายทะเบียนท้องที่

ทนายความสิทธิมนุษยชนกล่าวเพิ่มเติมว่า แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ บริษัท ไทยคาลิ จำกัด ไม่ได้ต่อใบอนุญาตและยังคงเก็บวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่นานเกือบ 2 ปี จนกระทั่งวันที่ 26 มีนาคม 2562 จึงได้มีการทำลายวัตถุระเบิดดังกล่าว ในฐานะพลเมืองดี กลุ่มฯ จึงนำเรื่องเข้ามาร้องเรียนต่อนายอำเภอด่านขุนทด เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และใช้สิทธิพลเมืองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123 ประกอบมาตรา 127 ในการกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการสอบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินคดีต่อไป ซึ่ง ร.ต.ท.เบญจมินทร์ จันทร์ชมภู พนักงานสอบสวน สภ.ด่านขุนทด ได้รับคำกล่าวโทษจากกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดฯ ไว้แล้ว โดยก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.สุวรรณ เต็งตระกูลเจริญ รองผู้บังคับการ สภ.ด่านขุนทด ได้ให้คำมั่นว่ากับกลุ่มฯ ว่าจะเร่งรัดการดำเนินคดีนี้อย่างรวดเร็ว

"เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าหน้าที่จะมีความจริงใจในการทำคดีนี้ เพื่อทวงคืนความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อยของประชาชน และขอให้ประชาชนทุกคนช่วยกันติดตามผลการดำเนินคดี เพื่อปกป้องสิทธิและทรัพยากรธรรมชาติของพวกเรา" ทนายความกล่าวทิ้งท้าย
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง