Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

นักปกป้องสิทธิฯ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด เปิดตัววิจัยไทบ้านเพื่อใช้ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกรณีการทำเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เพื่อใช้ต่อสู้กับอำนาจรัฐและทุน  เผยเป็นวิจัยฉบับแรกที่บันทึกทั้งสิ่งมีชีวิต วิถีชีวิต และจิตวิญญาณ ขณะที่กลุ่มคณาจารย์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเพื่อไทยและหน่วยงานราชการมีสำนึกแห่งการปกป้องประชาชนและยุติการสนับสนุนโครงการเหมืองแร่โปแตชในด่านขุนทดทันที พร้อมเรียกร้องให้เร่งฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ 'อ.สุริชัย หวันแก้ว' ชี้ วิจัยไทบ้านกำลังเขียนประวัติศาสตร์ของแผ่นดินด้วยหัวใจ และเป็นวิจัยที่ทำขึ้นด้วยชีวิตไม่แค่ด้วยปริญญาพร้อมสนับสนุนการต่อสู้ของกลุ่มฯ ทุกรูปแบบ

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2568  ที่วัดหนองไทร ต.หนองไทร  อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา นักป้องป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวงานวิจัยภายใต้ชื่อ“แผ่นดินนี้ใครเป็นเจ้าของ? เปิดตัววิจัยไทบ้าน ผ่าวิกฤติเหมืองโปแตชโคราช”  ซึ่งงานวิจัยนี้เฉบับนี้เป็นการจัดทำขึ้น เพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกรณีการทำเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ด่านขุนทดจ.นครราชสีมา

การนำเสนองานวิจัยในครั้งนี้ยังมี 9 นักวิชาการ นำโดย ศ.ดร.สุริชัย หวันแก้ว  อดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬางกรณ์มหาวิทยาลัย , ดร. อาภา หวังเกียรติ คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต , ผศ.ดร. บูชิตา สังข์แก้ว วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคมมหาวิทยาลัยรังสิต  , ดร. วิเชียร อันประเสริฐคณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ,  กิติมา ขุนทอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร , ดร. พสุธา โกมลมาลย์ สถาบันภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร , ผศ.ดร. ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม , ดร. ณัฐณภรณ์ จันทร์เรือง วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคมมหาวิทยาลัยรังสิตเขาร่วมรับฟังการนำเสนองานวิจัยเพื่อเตรียมนำไปต่อยอดในงานวิชาการในการแก้ไขปัญหาโปแตชด่านขุนทด

สำหรับเนื้อหาในงานวิจัยวิจัยไทบ้าน ผ่าวิกฤติเหมืองโปแตชโคราชประกอบไปด้วยประวัติศาสตร์ชุมชนทั้งของบ้านหนองไทรที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่โปแตชแล้วและบ้านสระขี้ตุ่น สระสมบูรณ์ ต.หนองบัวตะเกียด อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นชุมชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เนื่องจากกำลังจะได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่โปแตช นอกจากนี้ภายในงานวิจัยยังมีเรื่องราวความเชื่อของเรื่องผีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์รวมถึงประเพ ณีของแต่ละหมู่บ้าน และบอกเล่าถึงระบบนิเวศลักษณะพื้นที่ที่มีมากถึง 10 ประเภทอาทิ โคก โนน  มาบและยังมีข้อมูลของพันธุ์พืชที่มากกว่า 54 ชนิด อาทิมันป่า ดอกกระเจียว ผักบุ้ง

ในงานวิจัยยังระบุถึงพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ ของพื้นที่ ต.หนองบัวตะเกียดที่มากกว่า 12 ชนิด อาทิ ปลาขาว ปลาซิว นอกจากนี้ยังชนิดของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 7 ชนิดที่พบแพร่หลายในพื้นที่ทั้งกบ เขียด อึ่ง และสัตว์เล็ก ๆ อย่างแมลงซึ่งระบบนิเวศของชุมชนก็ถูกบรรจุในวิจัยไทบ้านฉบับนี้ด้วย ในการวิจัยยังมีข้อมูลของวิถีชีวิตการทำนาทำไร่ การหาอยู่หากิน การเลี้ยงวัว  เลี้ยงควาย วิจัยไทบบ้านของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดยังมีการบันทึกข้อมูลเรื่องจิตวิญญาณของชุมชนด้วย อาทิหลุมฝังศพของบรรพบุรุษที่ถูกทำลายและฝังกลบด้วยเกลือ

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการบริเวณซ้ายขวาปากทางเข้า  ประกอบด้วย นิทรรศการความหลากหลายทางพรรณพืชในพื้นที่ ที่มีการนำเอาพืช ผัก ผลไม้ ที่ปลูกในพื้นที่มาโชว์ให้ดู อาทิ ดอกกระเจียว มันป่า ลำไย กล้วย เป็นต้น และอีกนิทรรศการมีการนำ เกลือ (น้ำเค็มทะลักที่นาแล้วตกผลึกเป็นเกลือ) พรรณไม้ที่แห้งตาย รวมถึงรูปถ่ายผลกระทบจากการทำเหมืองมาให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจเข้างานด้วย

เผยความหลากหลายทางชีวภาพเชื่อมโยงสิทธิชุมชนกับอาหารพื้นถิ่น

จากนั้นนักวิจัยไทบ้าน ได้มาบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ของหมู่บ้าน โดย  ทวีผล ประวรรณจะ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนฯ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ได้ขึ้นนำเสนอในส่วนประวัติศาสตร์ชุมชน รวมถึง ปริญญา สร้อยสูงเนิน  และยายคำ ฝอดสูงเนิน   ของบ้านหนองไทร โดย ชื่อหนองไทรมาจากต้นไทรกลางหมู่บ้าน อาชีพหลักของชาวบ้านคือการปลูก ปอ ฝ้าย ถั่วลิสง ก่อนที่ทั้งหมดจะได้รับผลกระทบ จากน้ำเค็มของเหมืองแร่โปแตชเมื่อปี  2559 จนพื้นที่ทางการเกษตรเสียหายจนไม่สามารถปลูกพืชได้   ขณะที่พรพรรณ ไมขุนทด  สุธิดา เมฆขุนทด  เดือนรุ่ง มูลขุนทด  ปรียาภัทร ไกลถิ่น  จีราพร แวงดงบัง  ได้ร่วมกันนำเสนอ ระบบนิเวศ ความหลากหลายของพืชพรรณ รวมถึงความหลากหลายของสัตว์น้ำ  ในพื้นที่ โดยระบุว่า สามารถหาได้ในแหล่งน้ำ และสร้างรายได้

นอกจากนี้ในบทที่น่าสนใจคือบทที่พูดถึงจิตวิญญาณที่แตกสลายจากเหมืองโปแตช  โดยยายคำ  ฝอดสูงเนินได้นำเสนอข้อมูล โดยนำเสนอพื้นที่โนนหนองผักแว่นที่ใช้เป็นที่ฝังกระดูกแม่ของยายคำ รวมแม่ธรณีที่ดูแลครอบครัวของยายคำก็อยู่ในพื้นที่นี้ด้วย  และปัจจุบันนี้ โนนหนองผักแว่นได้ถูกเหมืองซื้อไปแล้ว ยายคำระบุว่าจำเป็นต้องขาย เนื่องจากพื้นที่โดยรอบเป็นเหมืองไม่สามาถทำกินได้ การสูญเสียพื้นที่ทำกิน มันเป็นการสูญเสียด้านจิตวิญญาณและความรักความผูกพันที่มีต่อแผ่นดิน

ขณะที่ พิริยะกร ดีขุนทด นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ได้นำเสนอ ความสำคัญของป่าช้าบ้านหนองไทรที่ตอนนี้ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่โปแตชเช่นเดียวกัน พิริยะกร กล่าวว่า  บริเวณติดกับป่าช้ามีหนองป่าช้า หนองแห่งนี้เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของชาวบ้านบ้านหนองไทร โดยชาวบ้านสามารถเข้าไปเก็บผักพื้นบ้าน เช่น ผักบุ้ง ดอกจอก ดอกโสน ดอกแค หน่อไม้ และจับสัตว์น้ำ เช่น ปลาช่อน ปลาดุก เขียดตนา เขียดขาคำ แม้น้ำจะไม่สามารถดื่มได้ แต่ชาวบ้านก็ใช้ในการล้างตัว และคนในชุมชนที่มีที่ดินทำกินใกล้ป่าช้ายังสามารถใช้น้ำในการทำเกษตรได้        

ในส่วนของป่าช้า หากญาติของผู้เสียชีวิตบางคนหากมีฐานะดี อาจจะจัดพิธีฌาปนกิจศพครั้งเดียว และเก็บกระดูกไว้ บางคนก็ฝังเถ้ากระดูกไว้ในที่ดินของตนเอง หรืออาจนำไปไว้ที่วัด แต่บางคนฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี จึงต้องฝังศพไว้ ซึ่งอาจใช้เวลา 1-3 ปี เพื่อที่จะให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตได้หาเงินและมีความพร้อมในการจัดพิธีศพให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้วให้ดีที่สุด จากตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่เราต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ เพราะสภาพผืนดิน ผืนน้ำที่หมู่บ้านเราใช้อะไรไม่ได้แล้ว การยุติเหมืองจึงเป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด

แฉระบบน้ำใต้ดินซับมะขามปั่นป่วน ชีวิตชาวบ้านล่มสลาย

ขณะที่ สุปราณี ทองอุไร ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหญิงจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด เปิดเผยถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแหล่งน้ำ “ซับมะขาม” อันเป็นแหล่งน้ำจืดสำคัญที่เคยหล่อเลี้ยงชาวบ้านทั้งตำบล แต่ปัจจุบันได้รับความเสียหายจากการทำเหมืองแร่โปแตช จนน้ำเปลี่ยนรสกลายเป็นน้ำเค็ม และไม่สามารถใช้บริโภคหรืออุปโภคได้อีกต่อไป

แต่เหตุการณ์กลับเปลี่ยนไปเมื่อบริษัทเหมืองแร่เริ่มดำเนินการใกล้พื้นที่แหล่งน้ำ โดยเธอตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีการระเบิดใต้ดินจนทำให้เกิดการดันตาน้ำ ส่งผลให้ระบบน้ำใต้ดินแปรปรวน ตาน้ำจืดที่เคยใสสะอาดกลับกลายเป็นน้ำเค็ม ตาน้ำแตกกระจายไหลเข้าพื้นที่เกษตร บ่อน้ำจืดที่เคยพึ่งพาก็ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป

“ตอนนี้ที่ดิน 29 ไร่ของดิฉันใช้ไม่ได้เลย น้ำที่เคยใช้อาบ ใช้กิน ใช้เลี้ยงสัตว์ วันนี้มันเค็มเกินไป ทุกอย่างพังหมด วัวก็อยู่ไม่ได้ ปูก็ไม่มี ปลาไม่มี กุ้งหอยก็หายหมด”

สุปราณีบอกว่า ครอบครัวเธอและเพื่อนบ้านอีกหลายคนย้ายมาอยู่ที่ซับมะขามเพราะความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่แห่งนี้ และพากันทำมาหากินอยู่กับธรรมชาติ ทำนา ปลูกผัก เลี้ยงวัว แต่เมื่อเหมืองเข้ามา สิ่งที่เคยมีอยู่ก็ค่อยๆ หายไป ขณะที่ชาวบ้านหลายคนแม้จะได้รับผลกระทบแต่ไม่กล้าออกมาเรียกร้อง เพราะเกรงกลัวอำนาจและไม่มีทางเลือกอื่น

สุปราณียืนยันว่า เธอจะไม่ยอมจำนน และต้องการให้มีการยุติโครงการเหมืองแร่ในพื้นที่โดยเด็ดขาด

“พอแล้ว เราไม่อยากให้ใครต้อง เสียวิถีชีวิต หรือบ้านเกิดของตัวเองไปมากกว่านี้อีกแล้ว”

“ที่ไหนมีเหมือง ที่นั่นสิ่งแวดล้อมล่มสลาย” ย้ำไม่ใช่แค่บ้านตัวเองที่ต้องห่วง แต่ต้องบอกให้ทั้งโลกได้รู้

จีราพร แวงดงบัง   ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดจากบ้านสระขี้ตุ่นกล่าวว่า บ้านเรากับอีก 2-3 หมู่บ้านโดยเฉพาะบ้านหนองไทรเป็นบ้านพี่เมืองน้องกัน ทำไร่ ทำนาด้วยกันมาตลอด ชีวิตเราผูกพันกันแน่นมาก แยกกันไม่ออก พอรู้ว่ากำลังจะมีเหมือง เราไม่ได้กลัวแค่บ้านตัวเอง แต่น่ากลัวทั้งพี่ทั้งน้องจะพังไปพร้อมกัน

ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดเล่าต่อว่า เมื่อศึกษาผลกระทบของเหมืองอย่างจริงจัง พบว่ามันไม่ได้กระทบแค่ “จุดที่ขุด” แต่หมายถึงการสูญเสียทรัพยากร น้ำ ดิน อากาศ การเกษตร และคุณภาพชีวิตของคนทั้งตำบล

“เหมืองไม่ใช่แค่น้ำเสีย ดินเค็ม แต่คือการล่มสลายของชีวิตชาวบ้านทั้งระบบ มันทำลายของกิน ของใช้ น้ำที่กินไม่ได้ ไม้ที่ปลูกไม่ขึ้น ชีวิตพังตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่ม“ จีราพรระบุ

จีราพร ยังกล่าวด้วยว่า ประสบการณ์จากพื้นที่อื่น ๆ ที่มีเหมืองแร่ได้พิสูจน์มาแล้วว่า ชุมชนไม่ได้อะไรนอกจากความทุกข์ และความเงียบของรัฐที่ไม่เคยรับฟังเสียงคนเล็กคนน้อย

“เราเห็นมาแล้ว บ้านอื่นโดนไปก่อนแล้ว เราไม่อยากเป็นแบบนั้น ที่ไหนมีเหมือง ที่นั่นมีความเสียหาย เราขอพูดให้ถึงทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล และถ้าได้ ก็ขอพูดให้คนทั้งโลกได้รู้ด้วยซ้ำ“ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดกล่าว

นักวิชาการชี้ งานวิจัยไทบ้านของนักปกป้องสิทธิฯกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ฉบับแรกที่บันทึกทั้งสิ่งมีชีวิต วิถีชีวิต และจิตวิญญาณ

ภายหลังจากที่นักวิจัยกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดนำเสนอวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว ผศ.ดร. ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามในฐานะที่ปรึกษานักวิจัยกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดกล่าวว่า การทำวิจัยไทบ้านของเราในครั้งนี้มีนักวิจัยไทบ้านจาก 3 หมู่บ้าน ประกอบด้วยหมู่บ้านหนองไทรที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองโปแตชแล้ว หมู่บ้านสระขี้ตุ่นสระสมบูรณ์ ที่กำลังจะได้รับผลกระทบจากเหมืองโปแตชทั้งหมด 68 คน และเด็กน้อยอีก 1 คน รวมถึงผู้ช่วยนักวิจัยอีก 13 คน ที่เป็นทีมงานของงานวิจัยฉบับพิเศษครั้งนี้ ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้ไม่ได้เริ่มจากห้องแล็บในเมืองใหญ่ แต่เริ่มจากความรู้ที่อยู่ในชีวิตจริงของผู้คนที่นี่

อาจารย์จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามที่ปรึกษานักวิจัยกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่เราเรียกว่างานวิจัยไทบ้านเพราะเป็นงานวิจัยที่ทำขึ้นโดย “ชาวบ้าน” ไม่ใช่แค่เพื่อให้รู้ แต่เพื่อให้ใช้เป็นหลักฐานทางวิชาการที่บอกเล่าเรื่องราวของระบบนิเวศ วิถีชีวิต และจิตวิญญาณของผู้คนในพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งวิจัยไทบ้านคือการเอาสิ่งที่เรารู้ มาทำให้เป็นข้อมูล ใช้ได้ ใช้จริง

ผศ.ดร. ไชยณรงค์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า งานวิจัยเริ่มเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเน้นสำรวจเฉพาะสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศรอบตัว ปรากฏว่าแค่ 80 วันแรก พวกเขาพบสิ่งมีชีวิตถึง 94 ชนิด ในหมู่บ้านสระสมบูรณ์สระขี้ตุ่น แต่ในหมู่บ้านหนองไทรเราแทบไม่พบสิ่งมีชีวิตเลย นี่คือการทำแผนที่ทางชีวภาพฉบับคนท้องถิ่น

ไม่ใช่แค่นิเวศ แต่รวมถึงวิถีชีวิตและจิตวิญญาณ

อาจารย์จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามที่ปรึกษานักวิจัยกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดกล่าวว่า งานวิจัยไทบ้านของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด แบ่งออกเป็น 4 มิติสำคัญ ประกอบด้วยประวัติศาสตร์ชุมชน ความสัมพันธ์ของผู้คนกับพื้นที่  ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ  วิถีชีวิต การกิน การใช้ การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และจิตวิญญาณ  ความเชื่อ ความผูกพัน และความศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่ โดยเฉพาะมิติที่ 4 ถือเป็นจุดบุกเบิก เพราะยังไม่เคยมีงานวิจัยชาวบ้านที่ไหนในไทยลงลึกเรื่องจิตวิญญาณเท่านี้มาก่อน

“งานวิจัยไทบ้านถือว่าเป็นลำดับที่ 13 ของเครือข่ายวิจัยไทบ้านทั้งหมดที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ เราเร่งเปิดตัวเพราะต้องการข้อมูลด่วน เพื่อให้พี่น้องใช้ในการต่อสู้ เจรจากับรัฐ และพูดกับสังคม ดังนั้นงานนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เราเอาจริง”ตอนนี้งานวิจัยอยู่ในช่วง “รายงานความก้าวหน้า 80 วัน” โดยมีเป้าหมายจะเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องไปจนถึงกุมภาพันธ์ปีหน้า เพื่อจัดทำฉบับสมบูรณ์ ที่ไม่เพียงแค่บอกเล่าระบบนิเวศ แต่รวมถึง การบันทึกขบวนการต่อสู้ของชาวบ้าน เอาไว้ด้วย” ผศ.ดร. ไชยณรงค์กล่าว

อ.สุริชัย หวันแก้ว ชี้ วิจัยไทบ้านกำลังเขียนประวัติศาสตร์ของแผ่นดินด้วยหัวใจ และเป็นวิจัยที่ทำขึ้นด้วยชีวิตไม่แค่ด้วยปริญญา

ขณะที่ ศ.ดร.สุริชัย หวันแก้ว  อดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ลงพื้นที่และร่วมรับฟังการนำเสนองานวิจัยในครั้งนี้ด้วยกล่าววว่า ตอนที่ตนฟังชาวบ้านนำเสนองานวิจัยตนรู้สึกตื่นเต้นมากมันไม่ใช่แค่งานวิจัย แต่มันคือชีวิตที่เขียนออกมาด้วยสายตา ด้วยเปลือกไม้ ด้วยเลือดเนื้อของตัวเอง ความรู้แบบไทบ้าน ไม่ได้ด้อยไปกว่าความรู้ในมหาวิทยาลัย แต่กลับมีรากเหง้าจากความรู้ที่ เคยอิ่ม เคยเจ็บ เคยต้องลุกขึ้นมาเพราะนอนไม่ได้” เพราะพื้นที่เปลี่ยนไปเพียงข้ามคืน เนื่องจากการรุกรานของระบบอุตสาหกรรมที่ไม่เคารพชีวิตและความสัมพันธ์ของชุมชนกับธรรมชาติ   บางทีเราลืมไปว่าวิชาการควรรับใช้ชีวิต ไม่ใช่สูงส่งจนไม่มีใครเอื้อมถึง ชีวิตคนไทบ้านไม่เคยอยู่ในตำรา แต่มันคือชีวิตที่มีเลือดเนื้อจริง ๆ

อดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้กล่าวถึงคำว่า “มาตุภูมิ” หรือ “แผ่นดินแม่” ว่า หากเรารู้ว่าดินผืนนี้คือแม่ของเรา แล้วเหตุใดเราจึงปล่อยให้มันถูกทำลาย เราทุกคนมีแม่ และแม่เคยฝากให้เราทำอะไรบางอย่างกับแผ่นดินนี้ แต่ทำไมวันนี้ระบบการเมืองและเศรษฐกิจที่อ้างว่าพัฒนา กลับทำลายพื้นฐานของชีวิตเรา เอาความเจริญมาทำลายอาหารของเรา บ้านของเรา น้ำที่เราดื่ม

ศ.ดร.สุริชัย ยังได้ตั้งคำถามถึงการพัฒนาที่ไม่ใส่ใจความทุกข์ของผู้คนในท้องถิ่น และชี้ว่า ประเทศใดไม่มีประชาชนยืนอยู่ข้างแผ่นดิน ประเทศนั้นก็ไม่ต่างจากเปลือกกลวง

มหาวิทยาลัยก็ไม่ใช่คำตอบเดียว

อดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เราพูดถึงมหาวิทยาลัย 4 แห่งที่มาในครั้งนี้แต่มันไม่ใช่เรื่องแค่ในห้องเรียน แต่เป็นมหาวิทยาลัยชีวิตที่เกิดขึ้นในเวทีอย่างนี้ต่างหาก ที่ทำให้เรากลับมามีความหวัง อยากให้ทำงานวิจัยต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานวิจัยที่พูดถึงจิตวิญญาณ ความสัมพันธ์กับอาหาร ระบบนิเวศ และขบวนการต่อสู้ เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ของพวกเราเอง

ศ.ดร.สุริชัยยังได้ทิ้งท้ายด้วยความห่วงใยต่อชุมชนที่กำลังเผชิญผลกระทบจากนโยบายและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่   “ชุมชนที่แตก แผ่นดินที่พัง หัวใจที่ร้าว ยังไม่เคยได้ฟื้น งานวิจัยไทยบ้านไม่ใช่แค่งานวิจัย แต่มันคือบุญที่เราร่วมกันทำ เพื่อพาเรากลับมามีหวังอีกครั้งในโลกที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง”อดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง ระบุ

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 68 ที่ผ่านมา กลุ่มนักวิชาการ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ บ้านชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่โปแตชด่านขุนทดด้วย

กลุ่มคณาจารย์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมอ่านแถลงการณ์ประณามเหมือง – พรรคเพื่อไทย

หลังมีการแสดงความเห็นจากนักวิชาการเกี่ยวกับงานวิจัยไทบ้าน  กลุ่มคณาจารย์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์กรณีเหมืองแร่โปแตชด่านขุนทด ระบุว่า  ในนามของกลุ่มคณาจารย์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผู้ตระหนักถึงความทุกข์ร้อนของประชาชนและร่วมยืนอยู่เคียงข้างผู้คนที่ถูกลิดรอนสิทธิ และวิถีชีวิตจากการพัฒนาโดยทุนขนาดใหญ่ เราขอประณามอย่างถึงที่สุดต่อบทบาทของกลุ่มทุนไทคาลิ บางจาก และรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ที่สนับสนุนแนวทางการขุดสกัดทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการค้า โดยเฉพาะการทำเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา โครงการดังกล่าวไม่เพียงเป็นเครื่องมือในการกลืนกินดิน น้ำ ระบบนิเวศ และวิญญาณของผู้คน หากยังเป็นภาพสะท้อนของ “การสกัดทรัพยากร” ที่ละเลยสิทธิของประชาชนท้องถิ่น ปิดกั้นเสียงคัดค้าน และทำลายโครงสร้างความมั่นคงพื้นฐานทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของชาวบ้าน ประชาชนผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรตามสิทธิอันชอบธรรมกลับต้องตกอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงนานัปการจากดินที่เคยปลูกข้าวกลายเป็นพื้นที่ดินเค็ม จากแหล่งน้ำที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตกลายเป็นแอ่งน้ำเค็มอันเป็นอันตราย จากป่าช้า หนองน้ำ ป่าไม้ที่เคยหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของบรรพชน ถูกทำลายไปพร้อมกับการเกิดขึ้นเหมืองแร่โปแตชด่านขุนทด หลายคนต้องจำใจขายที่ดินที่ปนเปื้อนด้วยเกลือเพื่อเอาชีวิตรอด หลายครอบครัวยืนมองท้องนาอันเป็นมรดกของพ่อแม่ ที่ไม่อาจหว่านไถได้อีกต่อไป เสียงสะอื้นของคนเฒ่าคนแก่ดังก้องไปกับภาพหนองน้ำที่เต็มไปด้วยความเค็ม ป่าไม้หายไป วิญญาณผู้ล่วงลับไม่อาจพักสงบ เมื่อเมรุเผาศพอาจพังทลายจากความเค็มที่ระบาดจากเกลือจำนวนมหาศาล วัว ควาย เป็ด ปลา สัตว์น้ำและพืชน้ำ ล้มตายเพราะความเค็มในหนองน้ำ และแหล่งน้ำธรรมชาติมีค่าเกลือเพิ่มขึ้นจนเกินกว่าสิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ในธรรมชาติเดิมได้ เรื่องราวเหล่านี้ถูกทำให้เงียบหาย แม้ชาวบ้านจะออกมาเรียกร้องต่อรัฐราชการให้ออกมาปกป้องประชาชน แต่กลับได้รับการเพิกเฉย ทิ้งให้ชาวบ้านต้องอยู่ความทุกข์ทน

พวกเราในฐานะนักวิชาการผู้มีหัวใจอยู่กับความเป็นธรรมทางสังคมและผู้คน ขอเป็นส่วนหนึ่งของ “เสียง” ที่ร่วมปกป้องวิถีชีวิตและธรรมชาติ จากการขุดเจาะ และสกัดทรัพยากรอย่างไร้ความรับผิดชอบ

พวกเราขอยืนยันว่า ทรัพยากรไม่ใช่สินค้า แผ่นดินไม่ใช่พื้นที่ลงทุน และประชาชนไม่ใช่เพียงเงาใต้แผนที่เศรษฐกิจ

พวกเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลเพื่อไทยและหน่วยงานราชการมีสำนึกแห่งการปกป้องประชาชนในวิถีทางที่ถูกต้องและควรจะเป็น โดยเลิกยืนเคียงข้างกลุ่มทุน และกลับมายืนเคียงประชาชน ยุติการสนับสนุนโครงการเหมืองแร่โปแตชในด่านขุนทดโดยทันที พร้อมทั้งฟื้นฟู เยียวยา และแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน

แถลง ณ วันที่ 14 มิถุนายน 2568 ณ วัดหนองไทร อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง