Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ลงพื้นที่รับฟังผลกระทบเหมืองแร่โปแตชโคราช พร้อมกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด เตรียมส่งหนังสือความห่วงกังวลยับยั้งการใช้ระเบิดถึง ก.มหาดไทย และหนังสือหยุดหรือชะลอโครงการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด แจ้งข่าวว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่วัดสระขี้ตุ่น ต.หนองบัวตะเกียด อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นำโดย ไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ กสม. ลงพื้นที่เพื่อดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากโครงการเหมืองแร่โปแตชของบริษัทไทยคาลิ จำกัดและรับฟังสถานการณ์การละเมิดสิทธิจากผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด

ไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงขั้นตอนการทำงานและวิธีในการตรวจสอบข้อร้องเรียนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนว่าต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ดังนั้นวันนี้จึงมารับฟังความคิดเห็นและผลกระทบที่เกิดขึ้นตามที่ร้องมา โดยที่ปรึกษาคณะกรรมการสิทธิฯยังกล่าวต่อถึงการพื้นที่ครั้งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ว่าบริษัทไทยคาลิ จำกัด ได้มีการนำเสนอรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติอนุญาตการทำโครงการเมืองแร่โปแตชให้กับ กสม. ได้รับฟัง รวมทั้งพาไปดูอุโมงค์แนวเอียงที่เคยใช้ทำเหมืองแร่แต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมอุโมงค์  และ กสม. เดินสำรวจอุโมงค์ไปประมาณ 100 เมตร แต่ปรากฏว่ามีน้ำอยู่ในอุโมงค์จนไม่สามารถเดินต่อไปได้ บริษัทไทยคาลิ จำกัด จึงพาเดินดูบริเวณอื่นโดยรอบ และในช่วงบ่ายของวันดังกล่าว กสม.ได้พบกับเจ้าหน้าที่ของ อบต.หนองไทร ทต.หนองบัวตะเกียด และอบต.โนนเมืองพัฒนา และ  กสม. ได้กล่าวต่อว่า หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจำนวน 12 หน่วยงานส่งหนังสือชี้แจ้งกลับมายัง กสม. เกี่ยวกับกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่โปแตช

จงดี มินขุนทด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด กล่าวว่า  ที่ผ่านมาในการต่อสู้ของกลุ่มฯมาโดยตลอด 8-9 ปี  เรายังหาผู้รับผิดชอบกับผลกระทบยังไม่ได้แต่ทำไมเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบถึงไม่ได้รับความสนใจ หากในการตรวจสอบในครั้งนี้จึงต้องการให้มีเป้าหมายในการตรวจสอบโดยสันนิษฐานไว้ก่อนถ้ายังไม่สามารถระบุได้ว่าผลเกิดขึ้นจากเหมือง บริษัทจะต้องมีหน้าที่ข้อเท็จจริงและพิสูจน์ ไม่ใช่ผลักภาระการพิสูจน์กลับมายังประชาชน เพราะในพื้นที่นี้ไม่มีอุตสาหกรรมใดๆ นอกจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และไม่มีในสิ่งที่ยืนยันได้ดีที่สุดเท่ากับเรา ซึ่งเกิด อยู่อาศัย ทำกิน ในพื้นที่และสืบทอดที่ดินมาบรรพบุรุษที่ และขณะนี้พื้นที่เปลี่ยนแปลงนี่คือหลักฐานที่ชัดเจนสำหรับเราแล้ว

ด้านเดือนรุ่ง มูลขุนทด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดกล่าว ขณะนี้เรามีความกังวลว่าที่ดินที่ทำมาหากินซึ่งอยู่ใกล้กับเหมือง หากเหมืองแร่ใช้ระเบิดในการก่อสร้างอุโมงค์จึงกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเราและสาธารณะ ทั้งแหล่งน้ำสาธารณะที่ใช้ร่วมกัน เพราะแต่ก่อนเราเห็นจากพื้นที่ตำบลหนองไทรที่มีความอุดมสมบูรณ์และปัจจุบันพื้นที่ความอุดมสมบูรณ์ที่หายไปจนไม่สามารถปลูกอะไรได้ แหล่งน้ำสาธารณะก็ไม่สามารถใช้ได้ เราจึงต้องการรักษาพื้นที่ไม่ให้เกิดความเสียหาย  และต้องการให้ กสม.ตรวจสอบด้วยและผลกระทบที่เกิดใต้ดินและน้ำใต้ดินว่าจะเป็นอย่างไร

ขณะที่ แต่ง ฝอดสูงเนิน ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดกล่าวต่อว่า ที่สะท้อนถึงความเสียหายเกิดขึ้นกับตัวเองทั้ง บ้านและที่นาเกิดความเสียหายจนไม่สามารถทำกินได้ ถ้าไม่เดือดร้อนก็คงไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ก็เพื่ออยากรักษาพื้นที่ให้ลูกหลานและเก็บพื้นที่ไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิต แต่ทำไมเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นกลับไม่มีหน่วยงานรัฐมาถามว่าไร่นาเสียหายอย่างไร และมีความห่วงกังวลต่อการซึมของน้ำใต้ดินซึ่งน้ำใต้ดินเชื่อมโยงกันโดยที่เราก็ไม่ทราบว่าน้ำใต้ดินถูกซึมและเชื่อมกันไปอย่างไรแล้ว

ด้านจุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและที่ปรึกษาของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ได้ฉายภาพและขั้นตอนรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ต้ังแต่ปี 2556 - ถึงปัจจุบัน รวมทั้งขั้นตอนการขอและการอนุมัติการใช้ระเบิดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาการอนุมัติอนุมัติการใช้ระเบิดปี 2559 ทั้งที่ในรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ปี 2556 ไม่ได้มีการใช้วัตถุระเบิด รวมทั้งไม่ได้มีมาตรการป้องกันใดๆ แต่หน่วยงานรัฐกลับอนุมัติอนุญาตให้ใช้ระเบิด

และปี 2565 บริษัทฯได้ยื่นขอเปลี่ยนแผนผังโครงการโดยเปลี่ยนจากอุโมงค์แนวเอียงเป็นอุโมงค์แนวดิ่ง และจะมีการใช้ระเบิดในการจุดเจาะอุโมงค์ และได้รับการอนุญาตให้เปลี่ยนแผนผังโครงการได้ในปี 2567 และปี 2568 บริษัทฯได้ยื่นขอการใช้ระบิดในการขุดเจาะระเบิดอีกครั้ง และอยู่ในระหว่างการพิจารณาของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งการเปลี่ยนแผนผังโครงการเช่นนี้ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดจึงตั้งข้อสงสัยว่า การเปลี่ยนแผนผังโครงการนี้เช่นนี้ควรทำรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ฉบับใหม่ และให้ประชาชนที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับรู้และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าควรจะมีโครงการนี้หรือไม่ อีกทั้งตั้งข้อสังเกตผู้รับเหมาซึ่งเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจจีนที่มาร่วมในกิจการเหมืองแร่ฯมีความเชื่อมโยงกับผู้ถือหุ้นที่มีลักษณะไขว้กันของบริษัทและสงสัยว่าจะใช้นอมินีเพื่อถือหุ้นอำพราง จึงขอให้ทาง กสม.มีการตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

ด้าน สุธีรา เปงอิน จากองค์กรโพรเคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า เราเรียกร้องให้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดำเนินการตรวจสอบว่า บริษัท ไทยคาลิ จำกัด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท The China Coal Mine Construction Group Co., Ltd. (CCMC) ได้ปฏิบัติตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) หรือไม่ โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญ อาทิ ความโปร่งใสและความถูกต้องในการทำเหมืองและการใช้วัตถุระเบิด รวมทั้งการเคารพสิทธิชุมชนและผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ตลอดจนการรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ CEDAW ที่เรียกร้องให้ประเทศไทยเสริมสร้างกลไกในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ

ขณะช่วงบ่ายผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้พาดูพื้นที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกว่า  2 ชั่วโมง โดยมีการลงพื้นที่ไปดูที่นาที่ไม่สามารถเพราะปลูกได้ตั้งแต่ปี 2562 -2565 เป็นต้นมา บ่อน้ำจืดที่เคยอุปโภค-บริโภคกลายเป็นบ่อน้ำที่มีความเค็มจนใช้ไม่ได้ บ้านเรือนถูกกัดกร่อนจากความเค็มจนเกาะเป็นแผ่นสีขาวที่ผนังบ้าน วัดถูกกัดกร่อนพุจากความเค็มแหล่งน้ำสาธารณะที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งผลกระทบที่ชุมชนต้องเผชิญที่พาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติลงดูผลกระทบก็ยากต่อการแก้ไข

ตัวแทนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดย้ำกับตัวแทน กสม.ว่า  หากไม่หยุดยั้งการทำเหมืองแร่ในพื้นที่นั้นก็อาจจะทำให้ผลกระทบนั้นแพร่กระจายในวงกว้างทั้งบนดินและใต้ดิน และยากต่อการแก้ไขในอนาคต

ทั้งนี้ภายหลังจากการรับฟังข้อมูลและพาดูพื้นที่ผลกระทบจากผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนรับว่าจะทำหนังสือแสดงความห่วงกังวลอย่างเร่งด่วนในยับยั้งการอนุมัติอนุญาตการใช้ระเบิดในการทำเหมืองแร่โปแตชไปยังกระทรวงมหาดไทย  มีหนังสือแสดงความห่วงกังวลในการชะลอหรือหยุดการทำเหมืองแร่ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งติดตามความคืบหน้าในเกี่ยวกับคดีที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมาที่แจ้งความดำเนินคดีกับบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งขณะนี้กลุ่มฯยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

พร้อมทั้งจะตรวจสอบถึงผลกระทบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และตรวจสอบความเชื่อมโยงเกี่ยวกับการเป็นนอมินีของบริษัทที่มาลงทุนในโครงการเหมืองแร่โปแตชต่อไป โดยนักปกป้องสิทธิฯได้ย้ำชัดว่าการดำเนินการเอาผิดและความรับผิดชอบ ต้องไปให้ถึงบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ในขณะนี้

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง