ก่อนที่บอร์ด DSI จะทำการพิจารณารับคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. เป็นคดีพิเศษหรือไม่อีกครั้งในสัปดาห์หน้า (6 มี.ค. 2568) ประชาไทชวนคลี่ปมไล่ดูที่มาที่ไปของคดี DSI กลายเป็นตัวละครที่จู่ๆ มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างไร ทั้งที่มี กกต.มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับคดีเลือกตั้ง และทำไมจากคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ถูกปัดตบมาจนถึงคดีอั้งยี่ซ่องโจร อำนาจพิจารณาอยู่ในมือใครระหว่าง DSI และ กกต. รวมถึงข้อถกเถียงว่า ระยะยาวควรขยายอำนาจ DSI แค่ไหน ตลอดจนมรดกบาปของ รธน. 60 ของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ออกแบบระบบการเลือก สว. มาเอื้อให้ผู้สมัครฮั้วกันเอง
คดีอั้งยี่มาได้อย่างไร ?
ที่มาของความอลเวงนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2568 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้มีหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แม้ประทับตรา ‘ลับ’ แต่ก็มีการเผยแพร่ในสื่อมวลชนหลายแห่ง หนังสือดังกล่าวแจ้ง กกต. เรื่องการรับคำร้อง 3 เรื่องเพื่อขอความเป็นธรรมที่เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์อันมีพิรุธของการได้มาซึ่งตำแหน่ง สว. และกระบวนการเลือก สว. ที่อาจมีการกระทำผิดกฎหมาย นอกจากนี้ DSI ยังได้แจ้งไปยัง กกต. ว่า ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างตรวจสอบพยานฐานกรณีที่มีการระบุถึงขบวนการการจัดตั้งกลุ่มคน วางแผนซับซ้อนเพื่อฮั้วการเลือกตั้ง สว. ทั้งระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ โดยมีการเสนอเงินค่าตอบแทนให้ตั้งแต่ 5,000–100,000 บาท
การสืบสวนเลขสืบสวนที่…พิจารณาจากพยานหลักฐานในชั้นนี้ ปรากฏข้อเท็จจริง เชื่อได้ว่า มีขบวนการในรูปแบบคณะบุคคล มีการจัดตั้งเครือข่ายขบวนการซึ่งปกปิดวิธีการ มีวัตถุประสงค์เพื่อฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 เพื่อได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยมีการวางแผนสลับซับช้อน ทราบกันเฉพาะในกลุ่มขบวนการกล่าวคือ ขบวนการได้จัดการให้มีผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาในระดับอำเภอ โดยสมัครกลุ่มละ 5 คน รวม 100 คน ในระดับอำเภอ 928 อำเภอ (หลักเกณฑ์รอบเช้าเลือกได้ 5 คน) จึงทำให้บางจังหวัดมีผู้สมัครจำนวนมาก
“สำหรับค่าตอบแทนนั้น ระดับอำเภอจำนวน 5,000 บาท ระดับจังหวัดจำนวน 10,000 บาท และระดับประเทศจำนวน 40,000 – 100,000 บาท และถ้าได้สมาชิกวุฒิสภามากกว่า 120 คน จะได้เพิ่มจำนวน 100,000 บาท” บางส่วนจากหนังสือของดีเอสไอ
หนังสือฉบับนี้ยังมีการกล่าวถึงโพยฮั้วเลือก สว. ที่มีคนอยู่ในขบวนการอีกด้วย “โพยฮั้วสมาชิกวุฒิสภามีหมายเลข จำนวน 2 ชุด กลุ่มละ 7 คน รวม 140 คน และในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ระดับประเทศ พบว่าขบวนการจัดตั้งมีจำนวนผู้สมัครสมาชิก วุฒิสภาซึ่งอยู่ในขบวนการ จำนวนประมาณ 1,200 คน” ในจำนวน 140 คนนี้ มีคนได้รับเลือกเป็น สว. 138 คน และตัวสำรอง 2 คน



จากการสืบสวนเบื้องต้น DSI พิจารณาแล้วกระทำดังกล่าวเข้าข่ายกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 (1) ความผิดฐานอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 และความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542
iLaw ตั้งข้อสังเกตการเมืองเปลี่ยนทิศ ชง ‘อั้งยี่’ กัน กกต. ดึงคดีกลับ
iLaw วิเคราะห์เหตุที่ดีเอสไอต้องดำเนินการโดยใช้ข้อหาอั้งยี่ เพราะตามกฎหมายแล้วคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมดจะอยู่ในมือขององค์กรอิสระอย่าง กกต. เท่านั้น ดังนั้นหากดีเอสไอตัดสินใจรับคดีนี้ ในฐานความผิดตาม พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. มาตรา 77 (1) ก็เท่ากับคดีนี้จะอยู่ภายใต้อำนาจของ กตต. เช่นกัน กกต.ก็จะมีสิทธิพิจารณาว่าจะให้ดีเอสไอพิจารณาต่อไปหรือดึงคดีกลับไปพิจารณาเองก็ได้
แต่หากดีเอสไอใช้ฐานความผิด ‘อั้งยี่’ คดีนี้จะพลิกมาสู่คดีอาญา “ไม่ใช่กฎหมายการเลือกตั้ง” ซึ่งเกินขอบเขตอำนาจที่ กกต. จะเรียกคดีกลับไปพิจารณาเองได้ โดยดีเอสไอสามารถรับคดีนี้ไว้เป็นคดีพิเศษมีอำนาจสอบสวนได้
“ถ้าดีเอสไอตัดสินใจเดินหน้า และองค์กรต่างๆ รับลูก จนทำให้ สว. จำนวนประมาณ 140 คน หรือเกินกว่าครึ่งของสภาหลุดจากตำแหน่งได้จริง ตัวสำรองก็จะเลื่อนขึ้นมาแทนที่ หากเหลือตัวสำรองไม่พอก็อาจถึงขั้นต้องจัดการเลือกวุฒิสภาขึ้นใหม่ และเหตุการณ์นี้ก็จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมือง” iLaw ระบุ
ผลที่จะตามมาจากคดีฮั้วเลือกตั้ง สว.
- สว. ที่เกี่ยวข้องกว่า 138 คนหลุดจากตำแหน่ง หากถูกพิพากษาว่ามีความผิดฐานอั้งยี่ โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 14,000 บาท
- หาก สว. 138 คน หลุดออกจากตำแหน่ง ตัวสำรองขึ้นมาแทนที่ หากตัวสำรองไม่พอก็อาจต้องจัดการเลือก สว. ขึ้นใหม่อีกครั้ง
- อาจมีการร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ระบุเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอยู่แล้ว
ออกแบบมาให้ผู้สมัครต้องขอคะแนนกัน
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการฮั้วไม่ฮั้วเลือกตั้ง สว. ไว้ว่า ถ้าอ่านให้ดี พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. ไม่ได้ห้ามเรื่องฮั้วเลือกตั้งไว้ เนื่องจากระบบการเลือก สว. เป็นระบบที่กำหนดให้เลือกกันเองภายในผู้สมัคร การชักชวนให้เลือกกันเองไม่ได้ผิด แต่จะผิดหากมีการให้หรือแลกรับผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
“ระบบมันเป็นการเลือกกันเอง พอเป็นการเลือกกันเองผมก็ต้องไปชวนคุณมาเลือกผม และคุณก็ควรต้องเลือกผมในทางกลับกัน ระบบเลือกกันเองเป็นระบบที่เอื้อให้เกิดการฮั้วกันอยู่แล้ว ถ้าพูดกันอย่างเคร่งครัด พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. ไม่ได้ห้ามเรื่องที่จะแลกคะแนนกัน แต่ที่ห้ามคือการแลกประโยชน์ เช่น คุณเอาไป 10,000 บาท แล้วช่วยเลือกหน่อย หรือผมให้สัญญาว่าถ้าผมได้เป็น สว. คุณจะได้มาเป็นผู้ช่วยผม แบบนี้จะเข้าข่ายการให้ประโยชน์ ถ้าไม่มีการจูงใจด้วยประโยชน์ไม่ผิด”
นอกจากนี้ปริญญาอธิบายต่อว่า ในเรื่องที่ DSI กำลังพิจารณาชงเรื่องเป็นอั้งยี่ ไม่ใช่ความผิดจากการเลือกตั้ง, พรรคการเมือง หรือสิทธิเลือกตั้งอันเป็นอำนาจโดยตรงของ กกต. หากเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญาอื่นเช่นนี้ แม้ว่าจะกระทำเกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้ง เรื่องนี้จะอยู่นอกขอบเขตอำนาจของ กกต. และ DSI มีอำนาจสอบสวนได้ แต่ DSI จะเข้ามาดำเนินการหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ยังไม่ชัดเจน บอร์ด DSI เลื่อนพิจารณา
ช่วงเช้าของวันที่ 25 ก.พ. 2568 ก่อนที่บอร์ด DSI จะพิจารณาว่ารับคดีฮั้วเลือก สว. ปี 67 เป็นคดีพิเศษหรือไม่ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งนั่งเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็นคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ อย่ามองว่ามีการกลั่นแกล้งทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ตนเองได้แต่กำชับว่าให้ดำเนินการตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ชัดเจน ให้ทำตามหน้าที่โดยไม่ต้องคิดว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ใครทำผิดจริงก็ต้องรับผิดชอบ ต้นตอของการตรวจสอบเรื่องนี้มาจาก กกต. ยื่นเรื่องเข้ามา
“เราพิจารณาเรื่องนี้เราไม่ได้พิจารณาว่า สว. เป็นคนของพรรคภูมิใจไทย ผมยังไม่ทราบว่าใช่หรือไม่ใช่ ต้องให้พรรคภูมิใจไทยพูดหรือแสดงท่าทีออกมาว่าเป็นคนของพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าไม่มีการเมือง เราไม่ได้พิจารณาว่าเป็นการเมืองฝ่ายไหน” ภูมิธรรม กล่าว
ขณะที่พรรคประชาชนเห็นด้วยหากดีเอสไอจะรับคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ไว้พิจารณา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า ไม่อยากคาดการณ์ว่ารับหรือไม่รับ ในเมื่อหลักฐานออกมาชี้ชัดขนาดนี้ ก็อยากให้ดีเอสไอหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ส่วนตัวคิดว่าควรต้องรับ กระบวนการคัดเลือก สว. ค้านสายตาในหลายเรื่อง และสิ่งหนึ่งที่อยากจะแก้ให้ได้ คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่องของที่มา สว. ด้วย
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เวลา 13.30 น. ของวันที่ 25 ก.พ. 2568 บอร์ด DSI ได้เริ่มประชุมพิจารณารับ ไม่รับ คดีฮั้วเลือก สว. เป็นคดีพิเศษ ผลปรากฎว่าบอร์ด DSI มีมติเลื่อนโหวตคดีฮั้วเลือก สว. ออกไปเป็นวันที่ 6 มี.ค. ที่จะถึงนี้ ภายหลังการประชุมภูมิธรรมแถลงต่อสื่อมวลชนว่า เมื่อประชุมแล้วเห็นว่าคดีนี้น่าจะเป็นคดีอาญาตามฐานความผิดฟอกเงินและอั้งยี่ซ่องโจร แต่มีเรื่องที่ยังถกเถียงกันอยู่ในส่วนของคดีเลือกตั้งที่ทาง กกต. ยังไม่ได้แจ้งชัดนักเกรงว่าจะยังไม่รอบคอบและมีปัญหาตามมาได้ มีคนเสนอว่าทาง กกต. ยังไม่มีมติตรงนี้ DSI จึงต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้ชัดเจนมากขึ้นก่อน โดยทาง กกต. ขอคุยด้วยในวันที่ 5 มี.ค. 2568 เพื่อปรึกษา แล้วบอร์ด DSI จะประชุมหาข้อยุติอีกครั้งในวันที่ 6 มี.ค. 2568
ด้าน วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ในฐานะนั่งตำแหน่งกรรมการคดีพิเศษของ DSI ด้วย ให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุของการเลื่อนโหวตคดีฮั้วเลือก สว. ออกไปก่อนว่า สาเหตุหลักๆ มาจากเรื่องของการให้เกียรติกันระหว่าง DSI และ กกต. ยังคงมีบางประเด็นที่ต้องพิจารณาให้แน่ชัดว่าอยู่ในอำนาจของฝ่ายใด โดยวิเชียรระบุว่า จริงๆ แล้วตามอำนาจของ DSI ความผิดที่เกี่ยวกับอั้งยี่ซ่องโจรหรือความผิดจากการฟองเงิน DSI มีอำนาจรับไว้เป็นคดีพิเศษพิจารณาได้เอง โดยไม่ต้องรอถาม กกต. ก่อน ส่วนการที่ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาและกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นว่าคดีฮั้วเลือก สว. ไม่สามารถแยกออกเป็น 2 ส่วนได้ ทั้งหมดควรอยู่ในอำนาจของ กกต. ไม่ใช่ DSI เข้ามามีส่วน วิเชียตอบกลับประเด็นนี้ว่า กรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้อำนาจ กกต. ไว้ กกต. ก็ควรจะมีอำนาจเท่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้
สว. ขยับโต้ มอง ‘อั้งยี่’ เกินจริง ตั้งคำถามอำนาจ DSI
หลังมีการเปิดเอกสารลับของ DSI ที่ส่งถึง กกต. เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2568 ฝั่ง สว. มีการออกมาขยับแถลงการณ์กรณีที่มี สว.สำรอง ยื่นเรื่องให้ DSI สอบสวนคดีฮั้วเลือก
สว. มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ระบุว่า เรื่องนี้มีอะไรที่ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะอำนาจสอบสวนเป็นของ กกต. ที่รับเรื่องไว้แล้วและดำเนินการตรวจสอบอยู่ การที่ สว. จะได้รับตำแหน่งก็เป็นไปตามเงื่อนไขของ กกต. และได้รับรองจาก กกต. ที่ผ่านมาได้ให้ความร่วมมือกับ กกต. มาตลอด แต่กลับมีเกิดเรื่องนี้เกิดขึ้นมาท่ามกลางความขัดแย้งต่างๆ ที่มีอยู่
วันที่ 24 ก.พ. 2568 ในการประชุมวุฒิสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ หนึ่งใน สว. มีความพยายามที่จะตั้งกระทู้สอบถาม ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และคณะกรรมการคดีพิเศษ ต่อประเด็นคดีฮั้วเลือก สว. ของ DSI แต่ทวีติดภารกิจไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้
BBC นอกจากนี้ เช้าวันที่ 25 ก.พ. 2568 ก่อนบอร์ด DSI จะมีพิจารณารับคดีฮั้วเลือก สว. เป็นคดีพิเศษหรือไม่ ทางคณะกรรมการประสานงานวุฒิสภาหรือวิปวุฒิสภา ยังมีความพยายามที่จะเตรียมการดำเนินคดีกับทวี สอดส่อง ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และ ม.116 ฐานกระทำการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน หาก DSI มีมติรับคดีฮั้วเลือก สว. ไว้เป็นคดีพิเศษ รวมถึงยื่นสอบทวีต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน และศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
ย้อนดูความไม่คืบหน้าของ กกต. ก่อน DSI เข้ามา
การฮั้วเลือก สว. เป็นข้อถกเถียงมาตั้งแต่การออกแบบระบบในการเลือก สว. ก่อนหน้านี้ กกต. เองก็เคยออกมาปฎิเสธ “โพยฮั้วเลือก สว. 149 คน” ที่ปรากฎออกมาก่อนการเลือกตั้ง สว. ระดับอำเภอ ในวันที่ 9 มิ.ย. 2567 เทวฤทธิ์ มณีฉาย ผู้สมัครคัดเลือก สว. ในขณะนั้นได้มีการร้อง กกต. ตรวจสอบขอความเป็นธรรมและแสดงความบริสุทธิ์ใจ เนื่องจากมีชื่อติดอยู่ในโพยด้วย โดยโพยฮั้วเลือก สว. 149 คนดังกล่าว สมชาย แสวงการ อดีต สว. เป็นผู้เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2567
หลังการเลือก สว. เสร็จสิ้น กกต. ก็ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการฮั้วเลือกตั้ง สว. อีกหลายคดี ก่อนที่จะมีแจ้งเรียนไปยัง DSI เช่น
เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2567 สนธิญา สวัสดี เคยยื่นยื่นหนังสือร้องเรียนถึง กกต. เรียกร้องให้ตรวจสอบการฮั้วเลือก สว. ระดับอำเภอในพื้นที่ปทุมวัน รวมไปถึงร้องเรียนให้ตรวจสอบวุฒิการศึกษาของ สว.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ในประเด็นการแจ้งข้อมูลเท็จ และทำให้เกิดความเข้าใจผิดของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สว. นำไปสู่การกาลงคะแนนให้ตามวุฒิการศึกษา
หลายเรื่องที่ถูกร้องเรียนเข้าไปยัง กกต. มีความล่าช้าในการตรวจสอบ กกต. ยังไม่เคยออกมาแจ้งความคืบหน้ากรณีฮั้วเลือก สว. ที่มีร้องเรียนเข้าไป หรือจนถึงวันนี้ข้อสงสัยเกี่ยวกับปมวุฒิการศึกษาของ สว.เกศกมล ยังคงไม่มีผลการสอบสวนออกมา ปาฏิหาริย์ สว. “หมอเกศ” กกต.ยื้อฟันปมวุฒิการศึกษา ที่ทาง กกต. มีการเลื่อนการพิจารณาคุณสมบัติออกไปเรื่อยๆ
แต่จะว่าไป ความรวดเร็วในการดำเนินการของ กกต. เคยมีปรากฏให้เห็นบ้างในคดีบางแบบ เช่น
คดีใช้รถแห่หาเสียงของ สส.สุวรรณา กุมภิโร พรรคภูมิใจไทย หลังเลือกตั้งปี 2566 เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2567 กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องถึงศาลฎีกาพิจารณาคดีของ สส.สุวรรณา กรณีจัดรถแห่ติดตั้งเครื่องเสียง เครื่องดนตรี และเวทีเคลื่อนที่ ไปช่วยในงานบุญก่อเจดีย์ทรายวัดจอมมณีธร โดยที่รถแห่มีการติดสติกเกอร์ว่า “เสี่ยหม่ำ” ชื่อเรียกของ สส.สุวรรณา และเปิดเพลงสนุกสนานและเพลงสปอตโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง กกต. ชี้ว่า เข้าข่ายเป็นการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ชุมชนและวัด จัดมหรสพหรืองานรื่นเริงจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนแก่ตนเอง ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง วันที่ 20 ก.พ. 2568 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ กกต. เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาตัดสิทธิรับเลือกตั้ง สส.สุวรรณา เป็นเวลา 10 ปี และปรับ 9.8 ล้านบาท จากคดีรถแห่
ความวุ่ยวายจากเงา รธน. 60
ท้ายที่สุด ผลลัพธ์ความวุ่นวายทั้งหมดที่ออกมาในลักษณะนี้ หากเชื่อมโยงไปยังผู้ร่าง ‘กติกา’ ตั้งต้น คือ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นำโดย มีชัย ฤชุพันธุ์ จำนวน 21 คน แต่งตั้งโดย คสช. นอกจากยกร่างรัฐธรรมนูญ 2560 แล้ว ยังร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอีก 10 ฉบับก็ทำให้พบว่า เป็นการออกแบบที่ล้มเหลว
เหล่า กรธ.มุ่งมั่นตั้งใจจะแก้โจทย์ ‘สภาผัวเมีย’ และต้องการกันพรรคการเมืองออกจากสภาสูง และระดมสมองกันเองเพื่อออกแบบการเลือกตั้ง สว. ที่สลับซับซ้อนด้วยหวังให้ “หลุดพ้นกับดับการเมือง” ดังที่เอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบมาตราของรัฐธรรมนูญฯ ระบุเจตนารมณ์ในการออกแบบระบบเลือกตั้ง สว.ที่ ‘บังคับให้เกิดการฮั้ว’ โดยปริยายนี้ ไว้ว่า
“บทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา ทั้งองค์ประกอบ ที่มา หน้าที่และอำนาจ โดยมีหลักคิดพื้นฐานว่า วุฒิสภามิได้เป็นสภาพี่เลี้ยงเหมือนในอดีต หากเป็นสภาที่จะช่วยให้กฎหมายที่จะตราขึ้นนั้นมีความละเอียดรอบคอบ และมีการพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยประชาชนจากภาคส่วนต่างๆ ที่หลากหลายของสังคมมีส่วนร่วมในการพิจารณากฎหมายได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้จึงแตกต่างจากที่มาของสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ที่แรกเริ่มมีที่มาจากการแต่งตั้ง การสรรหา การเลือกตั้ง และการผสมผสาน ระหว่างการสรรหาและการเลือกตั้ง เป็น “การเลือกกันเองในหมู่ประชาชนที่มีความประสงค์จะเข้ามาทำหน้าที่ สมาชิกวุฒิสภา” ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๗ ว่า “วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสองร้อยคน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะหรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงานหรือเคยทำงานด้านต่างๆ ที่หลากหลายของสังคม โดยในการแบ่งกลุ่มต้องแบ่งในลักษณะที่ทำให้ประชาชนซึ่งมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งทุกคนสามารถอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้” และให้เลือกตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ไปถึงระดับประเทศ อันเป็นการสร้าง “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง และอย่างมีนัยสำคัญตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะสมาชิกวุฒิสภาจะใช้ความรู้ ความสามารถ และ ประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ มาสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นแก่ประชาชนจากร่างกฎหมายโดยไม่อยู่ภายใต้อาณัติของนโยบายของพรรคการเมือง ดังนั้น กระบวนการเลือกสรรสมาชิกวุฒิสภาจึงมุ่งที่จะให้ประชาชนซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ที่แตกต่างหลากหลายในทุกภาคส่วน และทุกสาขาอาชีพซึ่งประสงค์จะเข้ามาทำหน้าที่นี้เข้ามาสมัครรับเลือกได้ และให้แต่ละสาขาอาชีพหรือ ประสบการณ์หรือวิถีชีวิต ฯลฯ เลือกกันเอง เพื่อหลีกเลี่ยงกลไกหรือกับดักทางการเมืองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
หมายเหตุ : วันที่ 27 ก.พ. 2568 เวลา 10.30 น. มีการปรับปรุงเนื้อหาบางส่วน
