'วิโรจน์' เปิดประเด็นจริยธรรมนายกฯ หลบเลี่ยงภาษีกรณีโอนหุ้นให้คนในครอบครัวไม่เสียภาษี สะท้อนความไม่ซื่อสัตย์ 'แพทองธาร' ย้อนวิโรจน์เสียภาษีมากกว่าแน่นอน และ ป.ป.ช.ก็ตรวจสอบอยู่แล้วหลบเลี่ยงภาษีไม่ได้ ธุรกิจครอบครัวโดนตรวจสอบเข้มมาตั้งแต่รัฐประหาร 49 แล้วทุกบัญชีทุกธุรกรรมอยู่ในที่เปิดเผยมาตลอด
24 มี.ค.2568 ที่รัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 26 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) เป็นการประชุมในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ประเด็นทรัพย์สินของแพทองธารถูกนำมาอภิปรายตั้งแต่ช่วงต้น โดย วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ว่าด้วยเรื่องการเลี่ยงภาษีของแพทองธารว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชนที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต
วิโรจน์กล่าวในรายละเอียดว่า แพทองธารมีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงภาษีโดยการโอนหุ้น 19 บริษัท มูลค่าหุ้น 9,330.5 ล้านบาท แต่วิโรจน์ได้เน้นการโอนหุ้น 2 บริษัทให้กับแม่และพี่สาวมูลค่า 393.5 ล้านบาทว่าโอนด้วยวิธีการใด เป็นการขายหรือให้หุ้นกันแน่ โดยทั้ง 2 บริษัทได้แก่
- บริษัท อัลไพน์ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด จำนวน 22,410,000 หุ้น มูลค่า 224.1 ล้านบาท ให้กับพจมาน ดามาพงษ์ 4 ก.ย.2567
- บริษัท ประไหมสุหรี พร้อพเพอร์ตี้ จำกัด 16,949,990 หุ้น มูลค่า 169.4 ล้านบาท ให้กับ พินทองทา ชินวัตร
วิโรจน์กล่าวว่า ถ้าเป็นการให้ ทั้งพจมานและพินทองทาจะต้องจ่ายภาษีมูลค่ารวม 18.2 ล้านบาทจากการรับโอนหุ้นจากแพทองธาร และที่ตั้งประเด็นนี้ขึ้นมาเพราะว่าที่ผ่านมาแพทองธารเคยมีประวัติหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้หุ้นมาตั้งแต่ปี 2559
ทั้งนี้ ก่อนมีการแก้กฎหมายประมวลภาษีรัษฎากรเรื่องภาษีการรับให้ การโอนหุ้นให้คนอื่นโดยเสน่หาไม่ต้องเสียภาษี แต่กฎหมายนี้เริ่มมีการใช้มาตั้งแต่ 1 ก.พ. 2559 แล้วทำให้เกิดการเสียภาษี
- ถ้าเงินได้นั้นเป็นการให้ระหว่างบุพการีกับบุตรเกินกว่า 20 ล้านบาทจะต้องเสียภาษี 5%
- ถ้าเงินได้นั้นเป็นการให้ระหว่างบุคคลที่ไม่ได้เป็นบุพการี บุตร คู่สมรส จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ไม่เกิน 10 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ถ้าบุคคลใดไม่อยากเสียภาษีก็จะทยอยโอนหุ้นให้เพื่อไม่ให้เกิน 20 ล้านบาท ส่วนใครอยากตัดจบทีเดียวก็โอนให้หมดแล้วเสียภาษี แต่แพทองธารใช้ช่องว่างทางกฎหมายในการโอนหุ้นมาตั้งแต่ 2559 โดยเห็นได้จากบัญชีทรัพย์สินของแพทองธารที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ตอนเข้ารับตำแหน่ง
วิโรจน์กล่าวถึงบัญชีหนี้สินของแพทองธารที่ทำให้เห็นว่าเป็นลูกหนี้อยู่ 9 รายการมีมูลค่า 4,434.5 ล้านบาท และแจกแจงว่าเอกสารประกอบหนี้สินดังกล่าวมีเอกสารแค่ 9 แผ่นซึ่งเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note) หรือ ตั๋ว PN ไม่ใช่สัญญาเงินกู้

สส.ประชาชนอธิบายว่า แพทองธารซื้อหุ้นจากพี่สาว พี่ชาย ลุงและป้าสะใภ้ เป็นการซื้อหุ้นโดยซื้อเชื่อด้วยตั๋ว PN แทนการจ่ายเงิน และตั๋วดังกล่าวมีเงื่อนไขว่า จะมีการจ่ายเงินเมื่อถูกทวงถามโดยไม่มีดอกเบี้ย เรื่องนี้เป็นเรื่องต้องสงสัยว่าจะใช้ตั๋ว PN มาอำพรางการให้หุ้น มาเป็นการซื้อหุ้น เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้ เพื่อเลี่ยงการจ่ายภาษีแก่แผ่นดิน และตั๋วเหล่านี้ยังออกหลังจาก 1 ก.พ. 2559 หลังจากกฎหมายบังคับใช้แล้วทั้งสิ้น วิโรจน์ได้แจกแจงข้อมูลตามสไลด์ดังนี้

วิโรจน์เน้นว่า หากแพทองธารได้หุ้นมาจะต้องเสียภาษีการรับให้กับกรมสรรพากร แต่ถ้าเป็นการซื้อก็จะไม่ต้องจ่าย และหลักเกณฑ์การจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะใช้เกณฑ์เงินสด ดังนั้นรายได้จะได้รับการประเมินก็ต่อเมื่อมีการรับเงินสดกันจริง แต่เมื่อเป็นการซื้อหุ้นด้วยตั๋ว PN ที่ไม่มีการจ่ายเงินกันจริงทำให้ทั้งแพทองธารและเครือญาติที่มีการขายหุ้นให้ไม่ต้องเสียภาษี และต่อให้มีการภาษีย้อนหลังกันก็อาจไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่ดีเพราะการซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์เฉพาะส่วนเกินมูลค่าหุ้นเท่านั้นจึงถือว่าเป็นรายได้พึงประเมิน ถ้าเครือญาติเหล่านี้ขายหุ้นราคาพาร์หรือราคาทุนก็ไม่ต้องจ่ายภาษีเลย จากการทำเป็นซื้อแทนการรับให้เพื่อเลี่ยงการจ่ายภาษีนี้
วิโรจน์กล่าวว่าแม้ตั๋ว PN จะมีการใช้ในแวดวงธุรกิจการค้าโดยทั่วไปอยู่แล้วสำหรับคู่ค้าที่เชื่อใจกัน โดยให้กู้ยืมกันโดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่หากมีบริษัทใดที่มีการออกตั๋ว PN เยอะผิดปกติ กรมสรรพากรก็จะเข้ามาตรวจสอบว่ามีการว่างจ้างปลอมแล้วใช้ตั๋ว PN ลดกำไรทางบัญชีเพื่อลดการจ่ายภาษีเงินได้ของบุคคลลดลงหรือไม่ และเรื่องนี้ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาให้การกระทำลักษณะที่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีแบบนี้เป็นโมฆะมาแล้วเพราะเป็นการเอารัดเอาเปรียบสังคม
สส.ประชาชนตั้งคำถามว่าคนที่หลีกเลี่ยงภาษีแบบนี้ยังสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะกฎหมายบัญญัติประชาชนทุกคนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีแล้วแพทองธารยังทำหน้าที่ไม่ได้ พร้อมระบุว่า ภาษีที่แพทองธารจะต้องจ่ายจากการรับโอนหุ้นจากเครือญาติรวมทั้งหมด 218.7 ล้านบาท และการโอนย้ายหุ้นลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในตระกูลชินวัตรที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วตั้งแต่ปี 2544 มาแล้วในกรณีการโอนหุ้นให้กับคนขับรถ
สส.ประชาชนย้ำปัญหาของการใช้ตั๋ว PN แบบนี้ว่าหากยอมรับให้เกิดขึ้นได้ก็จะถูกเอาไปใช้ในการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐเกิดการทุจริตคอรัปชั่นได้ไปจนถึงอาจถูกเอามาใช้ในการฟอกเงินได้
วิโรจน์ยังได้กล่าวว่า ประเด็นที่นายกรัฐมนตรีจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และจะต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญด้วยที่บังคับใช้กับรัฐมนตรีด้วย ซึ่งพฤติกรรมหลีกเลี่ยงภาษีแบบนี้เห็นได้ว่าแพทองธารทุจริตเป็นที่ประจักษ์
วิโรจน์กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้จะมีการร้องไปที่ ป.ป.ช. แน่ๆ และ ป.ป.ช.ก็มีอำนาจในการไต่สวนและส่งสำนวนให้ศาลฎีกาต่อไปซึ่งเขาเชื่อว่าพฤติกรรมแบบนี้ยังไงก็ไม่รอด ซึ่งหากมี สส.ยกมือไว้วางใจให้กับแพทองธารดำรงตำแหน่งต่อไปก็ยังอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก ข้อ 19 เรื่องการคบหาสมาคมกับผู้ประพฤติผิดกฎหมาย หรือผู้มีความประพฤติ หรือผู้ที่มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย อันกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ ก็อาจเข้าข่ายการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงได้เช่นเดียวกัน
นายกฯ แจง ป.ป.ช.ตรวจสอบอยู่แล้ว 'ชินวัตร' โดนตรวจเข้มตั้งแต่ รปห.49
แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตอบประเด็นเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าหลบเลี่ยงภาษีว่าได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินให้กับ ป.ป.ช.ครบถ้วนและได้ยื่นขอตรวจสอบความถูกต้องด้วยโดยยังอยู่ในกระบวนการของ ป.ป.ช. ยินดีที่จะแสดงข้อมูลหลักฐานทุกอย่างตามที่ ป.ป.ช. ขอมาจนกว่าจะได้ข้อสรุป
นายกฯ กล่าวต่อว่า ในส่วนธุรกรรมที่เกิดขึ้นก่อนดำรงตำแหน่ง ทรัพย์สินกิจการครอบครัว และหนี้สินของกิจการในครอบครัวมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นนับตั้งแต่การรัฐประหาร 2549 ไม่เคยมีตอนไหนไม่เข้มข้นเลย ทุกบัญชีทุกธุรกรรมอยู่ในที่เปิดเผยและโปร่งใสมานานมากแล้ว
แพทองธารระบุว่า ที่โดนตรวจสอบทั้งหมดถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ที่ดินทุกแปลงก็ออกโฉนดโดยรัฐทั้งหมด การทำธุรกรรมหุ้นที่เกิดเมื่อปี 2559 เกิดขึ้นก่อนเข้าสู่การเมืองหลายปี เป็นการปรับโครงสร้างของบริษัท โดยใช้ตั๋ว PN เป็นหนังสือให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้กับอีกบุคคลตามเวลาที่กำหนดไว้ติดอากรแสตมป์เรียบร้อย ที่ยังไม่มีการเสียภาษีเพราะยังไม่ชำระเงินเพราะยังไม่ทราบจำนวน
นายกฯ ระบุว่าภาระหนี้สินของเธอกับครอบครัว ถ้าเกิดการซื้อขายก็ยังแสดงชัดเจนอยู่แล้วก็อยู๋กับ ป.ป.ช.ที่ตรวจสอบได้หมดแล้ว การใช้ตั๋ว PN หรือการปรับโครงสร้างก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วของคนทำธุรกิจ วิโรจน์สามารถลองถามเพื่อนสมาชิกที่เป็นนักธุรกิจก็ได้ การจะใช้ตั๋ว PN เพื่อติดสินบนเจ้าหน้าที่หรือใช้ค้ายาเป็นเรื่องที่ใช้จินตนาการเยอะ เพราะการทำตั๋วสัญญาเป็นการทำโดยเปิดเผยมีภาระหนี้สินต่อกันตามกฎหมายและการออกตั๋วสัญญาเป็นการทำโดยเปิดเผยตรวจสอบได้
เรื่องของการปรับโครงสร้างหุ้นจำเป็นต้องใช้การซื้อขายแต่ในเวลานั้น เธอไม่มีความพร้อมที่จะชำระโดยใช้เงินสด จึงทำตั๋วสัญญาใช้หนี้แทนและได้แสดงต่อ ป.ป.ช.แล้ว และได้พูดคุยกันในครอบครัวอยู่แล้วว่ามีแผนจะชำระภายในปีหน้า เป็นสิ่งที่เธอและครอบครัวตกลงกันไม่มีปัญหาอะไร
แพทองธารกล่าวด้วยว่า เมื่อเกิดการซื้อขายหุ้นขึ้นทุกสิ่งก็จะปรากฏเป็นหลักฐานในบัญชีทรัพย์สินที่ ป.ป.ช.จะตรวจสอบได้ และจะหลบเลี่ยงการจ่ายภาษีไม่ได้อยู่แล้ว
