'สุรเชษฐ์' อภิปราย รมว.คมนาคมจะแก้สัญญา 'รถไฟความเร็วสูง' และจะขยายสัมปทาน "ทางด่วน" ข้ามศตวรรษโดยปล่อยสร้างทางด่วนซ้อนทางด่วนในเขตเมืองเอื้อประโยชน์ทุนใหญ่ ถามใครสั่งมา 'สุริยะ' แจงแก้สัญญารัฐจะได้ประโยชน์กว่าลดค่าก่อสร้างดีกว่าถอยไม่สร้างเพราะเอกชนลงทุน EEC ไป 1.8 ล้านล้านแล้วยังเสี่ยงถูกฟ้องด้วย
เมื่อวานนี้ (24 มี.ค.2568) สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน อภิปรายในการประชุมในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรื่องที่รัฐบาลจะแก้สัญญารถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน และขยายสัมปทานทางด่วนในเขตเมืองไปถึงปี 2601 เพื่อเอื้อประโยชน์นายทุน
สุรเชษฐ์เริ่มจากประเด็นเรื่องแก้สัญญาสัมปทานรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินเพื่อหากินกับงวดเงินที่รัฐร่วมลงทุน 149,650 ล้านบาท และยอมให้นายทุนผ่อนชำระค่าสิทธิ์แอร์พอร์ทลิงก์เป็นจำนวนเงิน 10,671,090,000 บาท ลักษณะสำคัญที่เข้ามาของทุนใหญ่คือคว้าสัมปทานให้ได้ก่อนแล้วหาประโยชน์เพิ่มจากการแก้สัญญา
เขาอธิบายว่ามีการเซ็นสัญญากันไปแล้วนายทุนใหญ่ได้สัมปทานไปแล้วตั้ง 24 ต.ค.2562 แต่ผ่านมา 5 ปีครึ่งยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างจริงซึ่งโครงการนี้ต่างจากโครงการก่อสร้างที่เปิดประมูลให้เกิดการแข่งขันกัน แต่กำหนดไว้ว่าให้ทุนใหญ่ระดับแสนล้านบาทถึงขึ้นมาร่วมได้ เพราะเป็นโครงการที่มีหลายส่วนทั้งการเดินรถ ก่อสร้างทางรถไฟ และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แต่แม้จะมีทุนหลายแห่งมีความสามารถแต่เข้ามาไม่ได้เพราะทุนไม่พอ แล้วโครงการนี้ยังเป็นการให้สิทธิสัมปทานแบบมัดรวมแล้วให้ทุนใหญ่ผูกขาดไปหาผู้บริหารโครงการแต่ละส่วนเอาเอง
สุรเชษฐ์กล่าวว่า ขณะนี้ทุนใหญ่ไม่ยอมดำเนินงานงานทุกอย่างก็จะนิ่ง แต่รัฐก็ไม่ควรเอาผลประโยชน์ไปล่อเพื่อให้ทุนต้องเริ่มดำเนินการ เมื่อทุนใหญ่ทำผิดสัญญาไปแล้วก็ควรโดนลงโทษแล้วจะเลิกสัญญาหรือจะฟ้องร้องก็ว่ากันไป แต่ไม่ใช่ร่วมมือกันระหว่างนายใหญ่กับทุนใหญ่เพราะเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย เนื่องจากสัญญาเป็นรูปแบบที่เอกชนจะต้องรับความเสี่ยงเองเพราะสัญญาที่เซ็นเป็นแบบยิ่งความเสี่ยงสูงยิ่งได้ผลตอบแทนสูง หรือ PPP net cost ที่เอกชนจะต้องรับความเสี่ยง
สส.ประชาชนกล่าวว่า แม้เรื่องนี้จะเป็นการร่วมมือกันระหว่างเอกชนกับรัฐแต่ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะต้องช่วยอย่างไร้ขอบเขต ต้องทำตามสัญญาไม่ใช่มาแก้สัญญาเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่ ถ้าจะมีการเปลี่ยนสัญญาทำไมไม่ประมูลใหม่เพราะเมื่อมีเงื่อนไขใหม่ก็อาจจะได้ผู้ประมูลใหม่ด้วย หากมีความเดือดร้อนอื่นเช่นเรื่องโควิดก็แค่เจรจาเยียวยาแต่ไม่ใช่แก้ไขสัญญา อย่าช่วยแต่ทุนใหญ่
เมื่อโครงการมีความเสี่ยงมากรัฐก็ต้องอุดหนุนมากโดยมีการปิดดีลไปแล้วตั้งแต่ปี 2562 ตามสัญญารัฐต้องอุดหนุนทั้งเงิน 159,830 ล้านบาท เพราะโครงการนี้ขาดทุนทางการเงินแน่นอนรัฐจึงต้องเอาภาษีไปอุด และยังยกที่ดินการรถไฟให้เอกชนคือที่ดินมักกะสัน 141 ไร่ และศรีราชา 25 ไร่ ให้ด้วย อีกทั้งรัฐยังต้องออกค่าเวรคืน สร้างถนนสะพานและโครงสร้างอื่นๆ ด้วยเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงจากโครงการ แต่แล้วเมื่อเซ็นสัญญาไปแล้ว 5 ปีครึ่งก็ยังไม่ได้เริ่ม
สุรเชษฐ์กล่าวว่าตามสัญญาเมื่อ 24 ต.ค.2562 นั้น มีการเขียนเงื่อนไขให้เอกชนเริ่มงานไว้ในหนังสือสั่งการให้เริ่มก่อสร้าง (NTP) ไว้ แต่จนวันนี้การรถไฟก็ไม่ยอมออก NTP ให้ แต่ที่การลงไปยังออกให้ไม่ได้เพราะเอกชนอ้างว่ายังไม่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนเกี่ยวกับรถไฟ ก็คือการรถไฟรอให้เอกชนได้รับบัตรส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ที่มีนายกฯ เป็นประธานก่อน และเรื่องนี้กลายเป็นข้ออ้างใหญ่ให้เอกชนอ้างว่าเริ่มงานไม่ได้เพราะเงื่อนไขข้อนี้ แม้ว่าสัญญาอื่นๆ จะไม่มีการเขียนเรื่องนี้ไว้เลย เพราะจะทำให้เอกชนยื้อเวลาเริ่มงานเองได้ และเรื่องนี้ทำให้โครงการใหญ่เลื่อนมาเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม BOI เองกลับเคยอนุมัติให้ส่งเสริมการลงทุนไปแล้วตั้งแต่ 13 มิ.ย. 2565 แต่มีการยื้อเวลาโดยเอกชนไม่ยอมส่งเอกสารเองตามกำหนด แล้วขอขยายเวลาการส่งเอกสารเพื่อขอออกบัตรส่งเสริมออกไป นายกฯ ก็ยอมให้เลื่อนได้ถึง 3 ครั้ง เขาตั้งข้อสังเกตว่า BOI แกล้งไม่รู้เรื่องนี้ว่าเหตุผลไม่ใช่เรื่องเงื่อนไขการได้รับการส่งเสริมจาก BOI เพราะมูลค่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าโครงการหลักแสนล้านหรือรู้แต่เอื้อเพื่อนายใหญ่ที่มีเป้าหมายแท้จริงคือการหลบเลี่ยงสัญญโดยใช้เงื่อนไขว่ายังไม่ได้บัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ทำให้การรถไฟมีเหตุในการเลื่อนออก NTP ให้ทุนใหญ่ไปเริ่มงาน
สุรเชษฐ์บอกว่าเหตุที่เอกชนไม่ยอมส่งเอกสารเองตามกำหนดเพราะมีข่าวในแวดวงการลงทุนว่านายทุนใหญ่ยังไม่อยากเริ่มงานเพราะหนี้เต็มเพดานแล้วกำลังขาดสภาพคล่องทางการเงินหนักมากจึงอยากแก้สัญญาเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องก่อน แต่ทำไมนักการเมืองไม่รักษาประโยชน์สาธารณะแต่กลับฟังทุนใหญ่ทำไมต้องฟังนายใหญ่ให้ช่วยทุนใหญ่ ซึ่งเขาเคยอภิปรายเตือนเรื่องนี้ไปแล้ว 3 เม.ย.2567
สส.ประชาชนเล่าว่าตอนนั้น สุริยะเคยออกมาตอบที่เคยถามว่าจะไม่เลื่อนและจะไม่แก้ไขสัญญาแน่นอนแต่ตอนนี้กลับจะทั้งเลื่อนทั้งแก้สัญญาเป็นเพราะนายทุนใหญ่หรือนายใหญ่สั่งมา
สุรเชษฐ์อธิบายว่าถ้าตีความตามตัวอักษรต้องถือว่าเอกชนผิดสัญญาไปแล้วเพราะตามสัญญาเอกชนคู่สัญญาจะต้องจ่ายค่าสิทธิร่วมลงทุนตั้งแต่เมื่อ 24 ต.ค.2564 ตามสัญญาเป็นจำนวน 10,671,090,000 บาท แต่รัฐบาลก็ใจดีกับทุนใหญ่เสมอเพราะผิดสัญญาไปแล้วถ้ารัฐไม่ช่วยโดยให้การรถไฟไปเซ็น MOU กับเอกชนให้เดินรถแอร์พอร์ตเรลลิงก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายตามสัญญา
วันนี้หลักฐานกระจ่างแล้วนายกฯ ก็ต้องเลิกใจดีได้แล้วตอนนี้หมดข้ออ้างเรื่อง BOI การรถไฟต้องออก NTP แล้ว เพราะทาง BOI ก็ให้ข้อเท็จจริงกับคณะกรรมาธิการว่าสิ้นสุดมติให้การส่งเสริมไปแล้วเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2567 และตอนนี้บริษัทยังไม่ได้ยื่นคำขอรับการส่งเสริมมาใหม่จึงหมดไปแล้วและถ้าเอกชนจะมายื่นขอรับการส่งเสริมใหม่ก็อย่าไปให้อีกเพราะถ้า BOI ยอมให้ก็เท่ากับยอมเป็นเครื่องมือยื้อเวลาอีก เพราะที่ผ่านมาไม่ใช่ BOI ไม่ให้แต่เหมือนเอกชนสละสิทธิ์ไปแล้ว
นายกฯ ต้องสั่งการให้การรถไฟฯ ออก NTP โดยทันทีเพื่อให้เอกชนเริ่มงาน แต่ที่นายกฯ ไม่ทำเพราะอยากเอาใจทุนใหญ่ที่อยากแก้สัญญาให้ได้อย่างใจของทุนใหญ่ก่อน ก็คือการเอาสัมปทานไปก่อนแล้วค่อยหาประโยชน์เพิ่มโดยการแก้สัญญา มีประเด็นดังนี้
- เพื่อแก้สัญญาจากสร้างเสร็จค่อยจ่ายเป็นสร้างไปจ่ายไป
- ยอมให้นายทุนผ่นชำระค่าสิทธิ์ที่ค้างชำระมาตั้งแต่ 24 ต.ค.2564
- มีการแบ่งรายได้หากเอกชนได้รับผลตอบแทนเกิน 5.52% ขึ้นไป
- ยกเลิกเงื่อนไขการเริ่มดำเนินการโครงการ
- ให้มีการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อสถานะทางการเงินของโครงการในอนาคตโดยปรับข้อสัญญาส่วนเหตุสุดวิสัยและเหตุผ่อนผัน เพราะเหมือนการตีเช็คเปล่าให้เหมือนสัญญาอู่ตะเภาที่สามารถเจรจาปรับขนาดสนามบินก็ได้ ปรับขนาดพื้นที่หาประโยชน์เชิงพาณิชย์ก็ได้

สุรเชษฐ์เห็นว่าจะเกิดกการแก้สัญญาแน่ๆ เพราะมีมติ ครม.เมื่อ 28 ม.ค.2568 ให้เตรียมเงิน 125,232.45 ล้านบาทสำหรับโครงการแล้ว โดยแบ่งเป็นงบปี 2569 เป็นเงิน 21,014.92 ล้านบาทเพื่อรองรับโครงการซึ่งเป็นไปตามประเด็นที่มีการปรับสัญญาจากสร้างเสร็จค่อยจ่ายเป็นสร้างไปจ่ายไปจากเดิมที่เอกชนต้องเป็นคนกู้เงินมาสร้างเองก่อนในช่วง 5 ปีแรกแล้วรัฐค่อยจ่ายในปีที่ 6 กลายเป็นความเสียหายต่อรัฐเพราะรัฐต้องหาเงินมาจ่ายให้เอกชน ช่วยเอกชนหาเงินลดต้นทุนจากการต้องกู้ ช่วยให้เอกชนมีสภาพคล่องทางการเงิน เรื่องนี้เป็นการทุจริตเชิงนโยบาย
สส.ประชาชนย้ำว่ารัฐสามารถออก NTP ได้เลยโดยไม่ต้องเกรงข้อครหาเพราะไม่ต้องแก้สัญญา แต่ถ้ารัฐเป็นว่าโครงการนี้ไม่ดีก็เลิกสัญญาไปเพราะเอกชนผิดสัญญาแล้ว แต่รัฐต้องไม่เลื่อนสัญญาไปเรื่อยๆ แล้วตอนนี้รัฐบาลก็เปลี่ยนท่าทีเป็นเลื่อนเพื่อแก้สัญญาแล้วไปเป็นผลกระทบกับประชาชนและหน่วยงานอื่นที่ถูกเบียดบังงบประมาณมาที่ปี 2569 เป็นเงิน 21,014.92 ล้านบาท 2570 เป็นเงิน 37,557.68 ล้านบาท ปี 2571 เป็นเงิน 35,065.81 ล้านบาท แล้ว 2572-2573 เป็นเงินอีก 31,594.04 ล้านบาทซึ่งข้ามไปถึงรัฐบาลหน้า ซึ่งคนที่จะแก้สัญญาได้ก็คือนักการเมืองและคนที่เป็นหลักของเรื่องนี้ก็คือนายกฯ และทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพ่อ
ลดค่าทางด่วนเพื่อขยายสัมปทานข้ามศตวรรษ
สุรเชษฐ์กล่าวถึงการทุจริตอีกเรื่องคือจะมีการแก้สัญญาขยายสัมปทานทางด่วนเพราะนายทุนใหญ่อยากอยู่กินต่อจากสัมปทานเดิมตามอายุแล้วจึงขอขยายสัมปทานไปเรื่อย คือสัมปทานทางด่วนขั้นที่สองซึ่งเป็นทางด่วนในเขตเมืองได้สัมปทานไปแล้ว 30 ปี และยังรวมทางด่วนขั้นที่หนึ่งอื่นๆ ไปด้วยคือดินแดง-ท่าเรือ ท่าเรือ-บางนา ท่าเรือ-ดาวคะนองซึ่งเส้นทางนี้คือได้ค่าทางด่วนจากประชาชนไปเรื่อยๆ ตามสัญญาสัมปทาน
สส.ประชาชนกล่าวว่า แต่นายทุนพยายามหาทางกินเพิ่มเพราะมีเส้นทางที่กำลังหมดสัญญาคือปากเกร็ด-บางปะอิน ส่วนเส้นบางซื่อ-ตลิ่งชัน และรามอินทรา-อาจณรงค์ที่เป็นของรัฐ 100% อย่างไรก็ตามเส้นโครงการทางด่วนขั้นที่สองในเขตเมืองเป็นเส้นทางที่กำไรงามก็ควรจะกลับคืนมาเป็นของรัฐนานแล้วแต่รัฐก็หาเหตุขยายสัมปทานไปเรื่อยโดยร่วมกันระหว่างทุนใหญ่และนักการเมืองรวมถึงทหารการเมืองด้วย
สุรเชษฐ์กล่าวว่า ณ วันนี้รัฐบาลแพทองธารก็ยังพยายามขยายสัมปทานอีกครั้งด้วยการให้ทำทางพิเศษชั้นที่ 2 (Double Deck) เส้นงามวงศ์วาน-พระราม 9 ยาว 17 กม.ใช้งบถึง 34,800 ล้านบาท ซึ่งจะคร่อมทางด่วนในเขตเมืองเพื่อต่อสัมปทานไปอีกยาวเส้นที่จะสร้างเพิ่มนี้ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหารถติดแต่เป็นการสร้างที่จอดรถเพิ่มเพราะรถติดบนทางด่วนเกิดจากการที่รถไม่สามารถลงมาบนพื้นราบไม่ได้จะกลายเป็นการผลาญงบประมาณเกินจำเป็นโอกาสที่จะคุ้มค่ามีน้อยมากและไม่คุ้มทุนเพราะค่าสร้างแพงมาก ซึ่งก็คาดว่าทั้งรัฐบาลและทุนใหญ่ก็ประเมินตรงกันว่าไม่คุ้มแต่อยากสร้างเพราะต้องการได้สัมปทานเส้นในเมืองไว้ต่อทั้งระบบเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋านายทุน
นอกจากนั้น ทุนใหญ่ยังจะขอพ่วงสัมปทานอีก 1 สัญญาด้วยคือเส้นปากเกร็ด-บางปะอินด้วยทั้งที่ไม่เกี่ยวกับโครงการ Double Deck เลยทำให้นายทุนได้ประโยชน์โดยคนจ่ายเป็นประชาชนค่าทางด่วนไปอีกนาน

อีกทั้งเรื่องนี้สุรเชษฐ์ยังย้อนไปว่าเคยอภิปรายไปแล้วเมื่อ 10 ก.ค.2562 ตอนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชายังเป็นนายกฯ โดยนายทุนมีการชงเรื่องขึ้นมาเพื่อขยายสัมปทานที่กำลังจะหมดไปโดยมีทั้งส่วนค่ายอมความที่การทางพิเศษฯ ถูกนายทุนผู้รับสัมปทานฟ้องร้อง 7 คดี รวมเป็นเงิน 137,517 ล้านบาท ศาลตัดสินแล้ว 1 คดีเป็นเงิน 4,318 ล้านบาทส่วนที่เหลือศาลยังไม่ได้ แต่นักการเมืองกับนายทุนสบโอกาสหาเรื่องเจรจาเพื่อขยายสัมปทานตามมติ ครม. 18 ก.พ.2563 ที่อนุมัติขยายสัมปทาน 1 มี.ค.2563- 31 ต.ค.2578 เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะหากศาลตัดสินว่ารัฐผิดก็ควรเอานักการเมืองและข้าราชการมาลงโทษ
สุรเชษฐ์กล่าวว่า การกระทำครั้งนั้นก็ทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าทางด่วนทั้งที่ไม่ควรต้องจ่ายแล้ว และการอภิปรายครั้งนั้นก็ไม่สามารถหยุดการจ่ายค่ายอมความไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตามยังหยุดรัฐบาลประยุทธ์ในการสร้าง Double Deck ได้ แต่รัฐบาลนี้ก็กำลังจะเอากลับมาอีกทั้ที่รัฐบาลประยุทธ์ไม่กล้าทำแต่รัฐบาลตระกูลชินัตรกลับกล้าทำในหาเหตุมามาทุจริตเชิงนโยบายโดยการขยายสัมปทาน
สส.ประชาชนกล่าวต่อว่าการสร้าง Double Deck ถูกนำกลับมาด้วยการลดค่าทางด่วน 50 บาท
ตลอดสายในเดือน ส.ค.2567 ทั้งที่ไม่ใช่นโยบายหาเสียงแต่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ทำ แต่เรื่องนี้ก็แลกโดยเอกชนยังได้เงินเท่าเดิมพร้อมกับยังได้กำไรเพิ่มจากการเซ็นสัญญาใหม่คือได้ส่วนแบ่งใหม่คือ 5.75% ทำให้การลดค่าทางด่วนไม่ได้ดีกับประเทศเพราะเมื่อค่าทางด่วนถูกลงคนก็ใช้รถมากขึ้นซึ่งย้อนแย้งกับนโยบายของรัฐบาลที่จะลดการใช้รถ แล้วการจ่ายประชาชนก็จะต้องจ่ายแบบจ่ายตามที่ใช้ และหากเซ็นใหม่นายทุนก็จะยิ่งได้เปรียบรัฐมากขึ้นเพราะถ้าผลตอบแทนไม่ดีขึ้นนายทุนใหญ่จะยอมเซ็นหรือ? และประวัติของรัฐบาลนี้ทุกครั้งที่เซ็นสัญญาใหม่ก็เอื้อทุนใหญ่ทุกที
สุรเชษฐ์กล่าวว่าถ้าไม่ลดค่าทางด่วนตอนนี้ในอนาคตอาจได้วิ่งฟรีด้วยซ้ำเพราะหมดสัมปทานแล้วกลับมาเป็นของรัฐบาลที่จะเลือกวิธีบริหารจัดการใหม่เองได้ แต่กลับกันการลดค่าทางด่วนนี้ก็ไม่ได้ใช้กับเส้นทางอื่นได้และจะมีการปรับขึ้นทุก 10 ปีด้วย
สุรเชษฐ์ยังกล่าวถึงข้อเสนอหากทางด่วนกลับมาเป็นของรัฐแล้วยังอาจจะทำให้เส้นทางพิเศษต่างๆ ที่ควรจะมาอยู่กับเจ้าของเดียวเพื่อให้สามารถเอาเงินจากเส้นทางที่ได้กำไรไปสร้างทางเพิ่มแทนการใช้ภาษี แล้วเปลี่ยนการใช้ภาษีมาใช้ค่าผ่านทางตามการใช้ของผู้ใช้จะยุติธรรมกว่า และอีกเรื่องที่ทำไม่ได้คือการเปิดทางด่วนใช้ฟรีตอนกลางคืนเพราะไม่มีคนใช้อยู่แล้วและยังปลอดภัยกว่าถนนด้านล่าง และยังมีอีกหลายแนวทางที่อาจจะทำได้แต่ก็ทำไม่ได้ถ้ายังติดสัญญาสัมปทาน
สส.พรรคประชาชนย้ำว่าเมื่อทางด่วนหมดสัญญาสัมปทานแล้วควรกลับมาเป็นของรัฐจึงจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ไม่ใช่ปล่อยขยายสัญญาสัมปทานออกไปเรื่อยๆ ดังนั้นการลดค่าทางด่วนไม่ใช่อยากช่วยประชาชนจริงๆ แต่เป็นข้ออ้างเพื่อหาเสียงเท่านั้นเพราะถ้าอยากลดค่าทางด่วนจริงก็ทำได้เลยเพียงแค่ลดส่วนแบ่งของรัฐได้ การลดค่าทางด่วนจึงเป็นการแอบซ่อนการสร้าง Double Deck ที่เป็นเป้าหมายของนายทุนและนักการเมืองที่ต้องการส่วนแบ่งเท่านั้น
สุรเชษฐ์กล่าวว่าเรื่องนี้ส่วนที่ซ่อนอยู่คือประชาชนต้องจ่ายค่าทางด่วนให้นายทุนต่อจากสัมปทานเดิมไปอีก 22 ปี 5 เดือนและจะทำให้สัมปทานที่ต่อออกไปรวมแล้ว 33 ปีจะไปหมดในปี 2601 อีกทั้งยังทำให้ส่วนแบ่งของนายทุนเพิ่มมากขึ้นด้วยคือส่วนแบ่งระหว่างรัฐกับนายทุนกลายเป็น 50-50 จากเดิม รัฐได้มากกว่านายทุนคือ 60% - 40% ซึ่งรวมเอาเส้นปากเกร็ด-บางปะอินหมดสัมปทานไปพร้อมกันด้วย

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้ความเห็นชอบขยายสัมปทานไปแล้วเมื่อ 24 ก.ย.2567 หลังจากมีการเปลี่ยนนายกฯ มาเป็นแพทองธาร แต่เรื่องนี้ กมธ.ติดตามงบประมาณก็ได้เรียกตรวจสอบเรื่องนี้โดยเรียกขอดูร่างแก้ไขหนังสือสัญญาสัมปทานที่กำลังจะเสนอต่อ ครม.ไปเมื่อ 19 ก.ย.2567 แต่วันที่ 30 ก.ย.2567 การทางพิเศษกลับทำหนังสือลับกลับมายัง กมธ.ว่าจะไม่เปิดเผยร่างสัญญาจนกว่าจะมีการเซ็นสัญญาให้เรียบร้อยก่อนจึงจะเปิดให้สภาตรวจสอบ
“คือจะแก้สัญญาชั่วช้ายังไงก็ได้แล้วเซ็นแล้วต่อค่อยมาให้สภาแสตมป์รับ เรื่องใหญ่ๆ แบบนี้เป็นภาระผูกพันแบบนี้ หากยอมไปแล้วจะมีสภาไว้ทำไมมีไว้เลือกนายกฯ เท่านั้นเหรอ” สุรเชษฐ์กล่าวว่าเรื่องนี้เป็นความพยายามจงใจปกปิดข้อมูลต่อสภา
สุรเชษฐ์กล่าวว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ กมธ. แต่ ป.ป.ช.ก็ยังติดตามอยู่เช่นกันและแจ้งกับ กมธ.ว่าการแก้สัญญานี้จะทำรัฐเสียประโยชน์และอาจเป็นการเอื้อประโยชน์คู่สัญญา แต่ ป.ป.ช.ก็ถูกดึงเรื่องเหมือนกันเพราะการทางพิเศษฯ ก็ขอเลื่อนประชุมไป 2 ครั้งแล้วแม้ว่าสุดท้ายจะได้ประชุมแต่ก็โดนดึงเรื่องเหมือนกัน และเมื่อ 20 ก.พ.2568 ก็ยังยื้อเวลาการส่งเอกสารให้ กมธ.อีกแม้จะมีการตกลงกันว่าจะมีการส่งเอกสารอย่างดีแต่เมื่อถึงกำหนดส่งการทางพิเศษฯ ก็ทำหนังสือขอเลื่อนออกไปอีก 30 วัน
สส.พรรคประชาชนตั้งคำถามว่าเรื่องนี้ใครเป็นคนสั่งมากัน เป็นนายใหญ่หรือนายทุนที่ให้ทั้งปิดเรื่องทั้งยื้อเวลาไม่ให้เรื่องถูกเปิดเผยก่อนมีการเซ็นสัญญา อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ได้รับการเปิดเผยเพราะมีข้าราชการดีๆ ที่ยอมส่งข้อมูลร่างสัญญาให้แม้จะถูกสั่งให้ปิดบัง
สุรเชษฐ์กล่าวว่าตามร่างสัญญาก็เป็นไปตามข่าวจริงๆ มีการขยายสัมปทานทางด่วนเส้นในเขตเมืองออกไปให้นายทุนถึง 31 มี.ค.2601 เป็นไปตามข่าวจริงและการเซ็นสัญญาจะเกิดขึ้นจริงถ้าไม่มีการเปิดเผยในวันนี้และทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าผ่านทางให้นายทุนไปอีก 33 ปี ดังนั้นจะต้องไม่ขยายสัมปทานไปเรื่อยๆ และนำทางด่วนกลับมาเป็นของรัฐดีกว่าและรัฐก็สามารถลดค่าทางด่วนได้โดยไม่ต้องขยายสัมปทาน
“สัญญาปัจจุบันยังเหลือ 10 ปี แต่จะหาทางขยายออกไปอีก 22 ปี สานต่อสิ่งที่ประยุทธ์ยังทำไม่สำเร็จ พอกันทีกับตระกูลชินหากินกับสัมปทานรัฐ ดีลแบบนี้คุณอาจมีกินมีใช้แต่ไม่มีเกียรติไม่มีศักดิ์ศรี” สส.พรรคประชาชนกล่าว
แก้สัญญารถไฟความเร็วสูงรัฐจ่ายน้อยกว่า
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงเรื่องการให้แก้สัญญรถไฟความเร็ซสูงสามสนามบินและเรื่องการให้ขยายสัญญาทางด่วนด้วยการให้สร้าง Double Deck ว่า สุรเชษฐ์ได้พยายามบิดเรื่องราวไปตามจินตนาการให้ประชาชนเข้าใจผิดว่ามีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อเอื้อประโยชน์ หรือการใช้คำว่าซุปเปอร์ดีลด้วย
สุริยะกล่าววาเป้นการกล่าวหาลอยๆ เพราะเขาไม่ทราบว่าหมายถึงรัฐบาลไหนเพราะเรื่องนี้เกิดมาก่อนรัฐบาลนี้ด้วยซ้ำ โครงการดังกล่าวก็ยังอยู๋ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานต่างๆ ยังไม่ถึงรัฐมยตรีและยังไม่ถึงนายกฯ การเรียกร้องให้นายกฯ มาตอบจึงเป็นไปไม่ได้และได้มอยหมายให้เขาชี้แจงแทน
สุริยะกล่าวว่า รัฐบาลยังไมไ่ด้อนุมัติให้ดำเนินการ ตามขั้นตอนจะต้องมีการพิจารณาร่วมกันอีกหลายหน่วยงานรวมถึงอัยการสูงสุดที่จะต้องช่วยกันพิจารราเพื่อไม่ให้รัฐเสียประโยชน์ การที่ผู้อภิปรายบอกว่าเอื้อประโยชน์กันหรือมีนายใหญ่สั่งการนั้น ประเด็นนี้เขาไม่เคยรู้จึกเป็นการส่วนตัวกับคู่สัญญาทั้งสองโครงการแล้วจะเอื้อประโยชน์ได้อย่างไร
แต่ตรงข้ามเขาพยายามแก้ปัญหาให้ประชาชนทั้งเรื่องการจราจรที่ติดขัด ค่าผ่านทางแพง หรือโครงการที่ดำเนินการแล้วแต่ทำต่อไม่ได้จึงได้ดำเนินการโดยคำนึงปะรโยชน์ของประชาชนและภาครัฐเป้นสำคัญ
โครงการรถไฟฯ ทำสัญญามาตั้งแต่ ครม.อนุมัติโครงการเมื่อ 27 มี.ค.2561 และลงนามสัญญาร่วมทุน 24 ต.ค. 2562 แต่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารเมื่อ 12 ก.ย. 2567 ต่างกัน 5 ปีเขาไม่ใช่ส่วนหนึ่งในการสร้างปัญหาแต่เข้ามาเพื่อแก้ปัญหา
เขาพบว่าโครงการนี้ปัญหาด้านสัญญาจึงแก้ปัญหาเพื่อให้เดินต่อไปได้เพราะ EEC มีการลงทุนจากเอกชนมาแล้ว 1.8 ล้านล้านบาท หากถอยโครงการนี้ประเทศจะเสียหายมาก แต่โควิดและสงครามรัสเซียยูเครนทำให้กระทบต่อการลงทุนด้วยตามเหตุสุดวิสัยตามสัญญาทำให้แอร์พอร์ตลิงก์ไม่สามารถชำระค่าสิทธิ์ได้ตามกำหนดเป็นจำนวน 1,671 ล้านบาท เพื่อไม่ให้บริการหยุดชะงัก ครม.จึงมีมติเมื่อ 19 ตค 2564 ให้ รฟท. EEC และเอกชนดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยด่วนโดยการทำ MOU ให้เอกชนดำเนินการเดินรถโดยรับความเสี่ยงทั้งหมดจนรถึงทุกวันนี้เอกชนขาดทุนสะสมแล้ว 500 ล้านบาท
ประเด็นที่เป็นปัญหาคือเงื่อนไขของสัญญาก่อนหน้านี้ที่ให้เอกชนต้องได้รับบัตรส่งเสริมจาก BOI ก่อน จึงเริ่มก่อสร้างได้ ดังนั้นเมื่อเอกชนยังไมไ่ด้รับบัตรส่งเสริมเนื่องจากเหตุสุดวิสัยและได้รับผลกระทบผู้โดยสารลดลงเพราะโควิดทำให้ไม่สามารถเสนอแผนทางการเงินตามแผนเพื่อขอรับบัตรส่งเสริมจาก BOI ทำให้เกิดสภาพเด็ดล็อกของสัญญาขึ้น ทำให้เขามีทางเลือกในการแก้ปัญหาแค่ 2 ทางคือแก้สัญญา หรือยกเลิกสัญญาแล้วประมูลใหม่
เมื่อเปรียบเทียบทางเลือกแล้ว การยกเลิกสัญญาไม่สามารถทำได้ตามกฎหมาย เพราะเป็นเหตุสุดวิสัยทำให้คู่สัญญาไม่สามารถทำตามเงื่อนไขสัญญาได้ และทำให้รัฐเสียหายที่จะมีผลกระทบจากต้นทุนและทำให้โครงการล่าช้าไป 3 ปี และทำให้ค่าก่อสร้างสูงขึ้นมากกระทบต่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ใน EEC ที่ลงทุนมาแล้ว 1.8 ล้านล้านบาท และอาจถูกฟ้องร้องทางกฎหมายจนโครงการหยุดชะงัก
ส่วนแนวทางแก้สัญญาที่กล่าวหาว่ามีการจ่ายค่าก่อสร้างจากเดิมรัฐจ่ายเมื่อสร้างเสร็จมาเป็นแบบแบ่งจ่ายเป็นงวดตามความก้าวหน้าของการก่อสร้าง อย่างไรก็ตามโครงการนี้ยังเป็นสัญญาแบบ PPP net cost เหมือนเดิมและเอกชนยังคงเป็นคนรับความเสี่ยงจากรายได้จากจำนวนผู้โดยสารเหมือนเดิม รัฐไมไ่ด้เสียประโยชน์เพราะเอกชนต้องวางหลักประกันเพิ่มเติม 160,000 ล้านบาทเพื่อประกันความสำเร็จของการก่อสร้างและเปิดเดินรถไฟความเร็วสูง
การแก้ไขสัญญารัฐจะเสียหายช่วยเอกชนลดต้นทุนนั้นไม่เป็นความจริง เพราะแนวทางการแก้ไขสัญญาทำให้รัฐต้องจ่ายเงินน้อยลงจากเดิมที่ต้องจ่าย 149,650 ล้านบาท เหลือเพียง 120,532 ล้านบาทเท่านั้นเพราะเป็นการจ่ายตามความก้าวหน้าของการก่อสร้างทำให้รัฐประหยัดดอกเบี้ยเป็นเงินกว่า 24,000 ล้านบาท และเอกชนยังต้องโอนสิทธิ์ความเป็นเจ้าของให้รัฐเมื่อได้รับเงินร่วมลงทุนจะช่วยให้โครงการนี้เกิดความมั่นคงและหากเอกชนดำเนินการต่อไม่ได้รัฐก็สามารถหาเอกชนมาดำเนินการต่อไม่เหมือนโครงการโฮปเวลในอดีต
ในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้กระทรวงคมนาคมยังยึดหลักการเดิมตามที่ ครม.อนุมัติแล้วเมื่อวันที่ 27 มี.ค.2561 แต่ได้กำหนดให้เอกชนต้องจ่ายดอกเบี้ยและหลักประกันเพิ่มขึ้นรวมถึงการแบ่งผลประโยชนร์ระหว่างรัฐและเอกชน ปรับให้รัฐได้ส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้นและวิธีแบ่งจ่ายทำให้รัฐได้ประหยัดงบประมาณกว่า 24,000 ล้านและได้รัฐได้หลักประกันเพิ่มขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้การแก้ไขสัญญายังไม่เสร็จเพราะยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบอีกหลายหน่วยงานเพื่อให้รัฐไม่เสียหายและเสียประโยชน์
การแก้ไขตามหลักการจะทำให้รัฐเผชิญความเสี่ยงลดลงและจ่ายเงินลงทุนเท่าเดิมและยังได้ค่าสิทธิ์แอร์พอร์ตลิงก์เท่าเดิม
ตั้งใจแก้ปัญหารถติดจริง
สุริยะชี้แจงต่อในประเด้นที่ถูกอภิปรายว่ามีการหาเหตุเพื่อขยายสัมปทานทางด่วนเอื้อประโยชน์ให้เอกชนว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงเพราะเรื่องนี้ต้องการแก้ไขปัญหาจราจรให้กับประชาชนที่ใช้ทางพิเศษศรีรัชช่วงพระราม 9 ถึงงามวงศ์วานต้องเผชิญปัญหารถติดมากและยังต้องจ่ายค่าผ่านทางแพงมาก
เมื่อเขาได้รับตำแหน่งเมื่อ 2566 การทางพิเศษได้รายงานว่า โครงการนี้จะช่วยแก้ปัญหารถติดบนโครงข่ายทางด่วนใน กทม.ที่สร้างมาแล้ว 40 ปีที่เดิมออกแบบไว้ให้รองรับปริมาณการจราจร 8 - 9 แสนคันต่อวันแต่ตอนนี้มีเพิ่มขึ้นถึง 1-1.2 ล้านคันต่อวันโดยเฉพาะบนทางด่วนศรีรัชช่วงพระราม 9 ถึงงามวงศ์วาน เป็นการเพิ่มช่องจราจรตัดกระแสจราจรอย่างที่เป็นอยู่และสามารถแยกรถที่จะเดินทางใกล้และไกลออกจากกันไปได้ไม่ต้องเวรคืนที่ดินจากประชาชน
โครงการ Double Deck เป็นโครงการต่อเนื่องมาจากอดีตตามมติ ครม.เมื่อ 18 ก.พ. 2563 ที่ให้ คมนามคโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเพื่อแก้ปํญหาจราจรบนทางด่วน การทางพิเศษวิเคราะห์แล้วมีผลศึกษาออกมาและ ครม.รับทราบเมื่อ 5 เม.ย.2565 หากโครงการสำเร็จจะลดระยะเวลาเดินทางได้เหลือ 40 นาที ทำให้ความเร็วในการเดินทางเพิ่มขึ้นจาก 120 กม./ชม เป็น 127 กม./ชม ทำให้ประชาชนประหยัดน้ำมันและเวลาเดินทางคิดเป็นมูลค่า 7,000 ล้านบาท
สุริยะบอกว่ายอมไม่ได้ที่จะให้ประชาชนเดือดร้อนไปอีก 10 ปี ถ้าไม่สร้างตอนนี้แล้วรอให้หมดสัญญาสัมปทาน
ส่วนค่าก่อสร้าง Double Deck ที่มากกว่าค่าก่อสร้างทางด่วนชั้นเดียวเนื่องจากการก่อสร้างเป็นโครงสร้างรูปแบบพิเศษที่ใช้วิศวกรรมขั้นสูงสูงกว่า 20 เมตรเหนือทางด่วนศรีรัชเพราะขยายทางด่วนออกด้านข้างไม่ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเวนคืนที่ดินจากประชาชนในเขตเมืองหนาแน่นและจำเป็นต้องมีมาตรการความปลอดภัยสูงสุดกระทบต่อประชาชนและผู้ใช้ทางด่วนให้น้อยที่สุด
สุริยะชี้แจงต่อเรื่องการลดค่าผ่านทางเหลือ 50 บาทนั้นเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่จะลดค่าครองชีพให้กับประชาชน กระทรวงและการทางพิเศษจึงได้วิเคราะห์และใช้กับโครงข่ายทางด่วนในเขตเมืองเป็นเส้นทางแรกซึ่งมีปริมาณจราจรประมาณ 1 ล้านคันต่อวันคิดเป็น 60 % ของผู้ใช้ทางด่วนทั้งหมด โดยการปรับลดค่าผ่านทางจากเดิมที่จ่ายสูงสุด 90 บาทเหลือไม่เกิน 50 บาท
เรื่องนี้ ป.ป.ช.ได้เรียกการทางพิเศษไปชี้แจงแล้วและไม่ได้มีข้อกล่าวหาว่าการเจรจาเพื่อแก้ไขสัมปทานครั้งนี้เป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบแต่อย่างใด ส่วนที่คณะกรรมการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณของ สส.ได้เชิญขอข้อมูลการทางพิเศษนั้นการทางพิเศษได้เข้าชี้แจ้งแล้วทุกครั้งและเปิดเผยข้อมูลการดำเนินการที่เปิดเผยได้ทั้งเหตุผลความจำเป็นและรูปแบบการดำเนินการงาน ผลการศึกษาความเหมาะสม ยกเว้นข้อมูลที่เกี่ยวกับกิจการเอกชนที่ทางเอกชนแจ้งขอสงวนสิทธิ์เอาไว้โดยเรื่องนี้เขาสั่งการให้ผู้ว่าการทางพิเศษเป็นไปตามระเบียบและโปร่งใสตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
สุริยะบอกว่าเขาเคยกล่าวในสภาแล้วว่าถ้าผู้อภิปรายมีข้อเสนอแนะเรื่องใดในกิจการของกระทรวงหรือต้องการข้อมูล สามารถมาพบได้ที่กระทรวงแต่ที่ผ่านมา สส.สุรเชษฐ์ก็ไม่เคยมาพบ เขาจึงย้ำอีกครั้งว่าสามารถมาขอข้อมูลได้และจะให้ความร่วมมือเต็มที่
เคยเรียกมาแจงแล้วไม่มา
สุรเชษฐ์โต้แย้งที่ถูกพาดพิงว่าไม่เคยเข้าไปพบนั้นเพราะรอหนังสือเชิญและเคยคุยกันแล้วว่าให้ทำหนังสือเชิญมาและจะให้ดีก็มีสื่อมวลชนเป้นสักขีพยานด้วยเพื่อไม่ให้มีข้อครหาว่ามีการเกาะโต๊ะเคลียร์กัน แต่เขาในฐานะประธาน กมธ.เคยเรียกสุริยะมาแล้วแต่ก็ไม่มาหรือเรียกให้มาตอบกระทู้สดในสภาก็ไม่มามีแต่รัฐมนตรีช่วยมาตอบแทนแต่ก็ตอบแบบไม่รู้เรื่องเพราะไม่ได้ดูแลการทางพิเศษ
สุรเชษฐ์โต้แย้งเรื่องที่สุริยะกล่าวหาเขาว่าอภิปรายโดยข้อมูลบิดเบือน ทั้งเรื่องรถไฟความเร็วสูงที่สุริยะบอกว่าไม่เลื่อนไม่แก้นั้นตอนนี้จะทำอย่างไร จะปล่อยให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบายโดยให้เลื่อนเพื่อแก้หรือไม่ และเรื่องขยายสัมปทานทางด่วนที่ปัจจุบันขยายไปแล้วให้ถึงปี 2578 แต่ข้อมูลที่ได้มานั้นตามร่างสัญญาปัจจุบันสุริยะเห็นชอบไปเมื่อ 24 ก.ย.2567 จะมีการขยายไปถึง 2601 เลยหรือไม่นั้นไม่ได้บิดเบือนแต่เขาเห็นร่างสัญญาจะทำแบบนั้นจริงหรือไม่แล้วการลดค่าผ่านทาง 50 บาทก็ทำไม่ได้
สุริยะตอบสุรเชษฐ์ ในประเด็นแรกที่บอกว่าเขาไม่มาตอบกระทู้เพราะว่าได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยฯ มาตอบแทนแล้วและได้ชี้แจงแล้วอย่างชัดเจนเพราะเขาติดภารกิจจึงได้คุยกันอย่างชัดเจนแล้ว
เรื่องการแก้ไขสัญญารถไฟความเร็วสูงนั้น รมว.คมนาคมยอมรับว่าเขาพูดจริง แต่เมื่อได้กลับมาที่กระทรวงแล้วพูดคุยฝ่ายที่เกี่ยวข้องพบว่าจำเป็นหากการเลื่อนเป็นประโยชน์ตามที่ได้อธิบายไปไม่ใช่เลื่อนโดยไม่มีเหตุผล
