รศ.ดร.ชัยวัฒน์ มีสัณฐาน ผู้เชี่ยวชาญมาเลเซีย ไขข้อข้องใจ มาเลเซียเป็นประเทศมุสลิมแต่มีคาสิโนได้ ทั้งๆ ที่น่าจะเกิดยากกว่าไทย เจ้าตัวชี้เป็นความ "ย้อนแย้งเชิงนโยบาย" จากโครงสร้างรัฐที่ซับซ้อน มีระบบ "กฎหมายคู่ขนาน" คือกฎหมายแพ่งที่ใช้กับคนทุกศาสนา และกฎหมายชารีอะห์ที่ใช้กับชาวมุสลิมเท่านั้น การเปิดคาสิโนถือเป็นการประนีประนอมเชิงนโยบาย ยอมให้มีสิ่งที่ขัดหลักศาสนาได้ถ้าคุมอย่างเป็นระบบ มองหากไทยจะทำตาม ต้องมีกลไกกฎหมายแบบแยกกลุ่มศรัทธา พื้นที่ควบคุมเฉพาะ ระบบการสื่อสารเชิงศีลธรรมที่รอบคอบ ไม่ห้ามเด็ดขาด แต่ควบคุมให้เข้มงวด 'ดีกว่า' การปล่อยให้บาปนั้นแพร่กระจายโดยไร้การจัดการ
รศ.ดร.ชัยวัฒน์ มีสัณฐาน ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งเชี่ยวชาญด้านมาเลเซียศึกษา ได้โพสบนเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ Chaiwat Meesanthan ในประเด็น ว่าด้วยคำถาม “มาเลเซียเป็นประเทศมุสลิม แต่ทำไมถึงมีคาสิโนได้ ทั้งๆ ที่ดูแล้วน่าจะเกิดยากกว่าไทย?” ทั้งนี้เนื่องจากการพนันเป็นเรื่องที่ผิดหลักศาสนาอิสลาม
รศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนเห็นการอ้างถึงกรณี “คาสิโน” มาเลเซียในหลายรูปแบบ ถูกบ้าง ผิดบ้าง จึงอยากใช้โอกาสนี้มาวิเคราะห์และสรุปสั้นๆ เป็นภาษาง่ายๆ ในรูปแบบประเด็นชัดๆ เพื่อให้เข้าใจกันได้ถ้วนหน้า แต่ก็ย้ำว่าตนเองไม่สนับสนุนการเปิดคาสิโนในประเทศไทยด้วยเหตุผลหลายประการ และมิได้มีเจตนาชี้ช่องทางหรือเสนอโมเดลใดๆ
โดย รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ได้อธิบายเป็นประเด็น ดังนี้
ทำไมในประเทศมุสลิมอย่างมาเลเซียจึงมีคาสิโนได้
คำถามแรก “มาเลเซียเป็นประเทศมุสลิม แต่ทำไมถึงมีคาสิโนได้ ทั้งๆ ที่ดูแล้วน่าจะเกิดยากกว่าไทย”
คำถามนี้สะท้อนความเข้าใจที่ถูกต้องในระดับหนึ่งว่า “ศาสนาอิสลามห้ามการพนันอย่างเด็ดขาด” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในมาเลเซีย คือ ความ “ย้อนแย้งเชิงนโยบาย” (policy contradiction) อันเป็นผลจากโครงสร้างรัฐที่ซับซ้อนหลายมิติ ดังนี้
1. มาเลเซียไม่ใช่ “รัฐอิสลาม” โดยสมบูรณ์
มาเลเซียเป็น รัฐที่รับรองศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ (Confessional Muslim-based State) ไม่ใช่ Islamic State แบบซาอุดีอาระเบียหรืออิหร่าน ที่ใช้กฎหมายชารีอะห์เต็มรูปแบบ
ระบบกฎหมายของมาเลเซียมี “กฎหมายคู่ขนาน” (legal dualism) คือ
กฎหมายแพ่ง (civil law) ใช้กับประชาชนทั่วไปทุกศาสนา
กฎหมายชารีอะห์ (Syariah law) ใช้กับชาวมุสลิมเท่านั้น
2. รัฐใช้แนวทาง “ปฏิบัตินิยม” (State Pragmatism)
การเปิดให้มีคาสิโนที่ Genting Highlands (แห่งเดียวในประเทศ) ถือเป็นการประนีประนอมเชิงนโยบาย
รัฐจำกัดกิจกรรมการพนันให้เฉพาะผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม และในพื้นที่เฉพาะบนยอดเขา
เหตุผลคือ การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว, การเก็บภาษี และการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
หลักคิดของรัฐคือ
ยอมให้มีสิ่งที่ขัดกับหลักศาสนา ถ้าสามารถควบคุมได้อย่างเป็นระบบ” [อ่านคำอธิบายด้านล่าง]
3. รัฐมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมคาสิโนโดยตรง
หน่วยงานรัฐ เช่น กระทรวงการคลัง, กองทุน EPF, Khazanah Nasional เป็น ผู้ถือหุ้นใน Genting Group ส่งผลให้รัฐได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากรายได้คาสิโน
ประเด็นนี้จึงถูกวิพากษ์จากนักวิชาการและกลุ่มศาสนาว่า "รัฐได้ผลประโยชน์จากสิ่งที่ศาสนาห้าม" ซึ่งสร้างความย้อนแย้งทางจริยธรรม และคำถามต่อความชอบธรรมของรัฐอิสลามในสายตาชาวมุสลิม
ถ้าไทยมีกลไกแบบมาเลเซีย เราก็ตั้งคาสิโนได้ใช่ไหม
คำถามที่สอง “ถ้าไทยมีกลไกแบบมาเลเซีย เราก็ตั้งคาสิโนได้ใช่ไหม?”
ในทางทฤษฎี... ผมขอตอบว่า "ทำได้" แต่ต้องเข้าใจ เงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ จากกรณีมาเลเซียก่อน
1. ต้องมีกฎหมายแยกตามกลุ่มศรัทธา
มาเลเซียมีกฎหมายชารีอะห์ (Syariah law) ที่ใช้กับชาวมุสลิม ทำให้สามารถ “ห้ามเฉพาะมุสลิม” ได้
ส่วนไทยไม่มีระบบกฎหมายแบบนี้ในระดับประเทศ (แม้มีศาลอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ แต่ใช้เฉพาะเรื่องครอบครัว) ดังนั้นการ “จำกัดการเข้าถึงตามศาสนา” แบบมาเลเซียทำได้ยากมากในไทย โดยเฉพาะในกรอบสิทธิมนุษยชน
2. ต้องมีระบบควบคุมชัดเจน
มาเลเซียควบคุมคาสิโนไว้ในพื้นที่เฉพาะ (Genting Highlands บนภูเขา ห่างไกลเมืองใหญ่)
ถ้าไทยจะทำแบบเดียว ต้องมีกฎหมายเขตพิเศษ มีระบบคัดกรองอายุ ศาสนา การเข้า-ออก ฯลฯ และต้องตอบสังคมไทยให้ได้ในแง่ของ ศีลธรรม ศาสนา และวัฒนธรรม
3. ต้องเตรียมรับแรงต้านทางสังคมและศาสนา
แม้จะควบคุมคาสิโนได้ แต่รัฐมาเลเซียก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากนักวิชาการมุสลิม กลุ่มศาสนา และประชาชน ถ้าไทยจะเดินเส้นทางเดียวกัน ต้องพร้อมรับแรงต้านจากพุทธ คริสต์ อิสลาม และภาคประชาสังคม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สรุปเปรียบเทียบ
| ประเด็น | มาเลเซีย | ไทย (สมมุติ) |
| ประเภทของรัฐ | รับรองศาสนาอิสลาม | พหุวัฒนธรรม (มีพุทธเป็นหลัก) |
| กฎหมายเฉพาะศาสนา | มีกฎหมายชารีอะห์ | ไม่มีในระดับประเทศ |
| พื้นที่คาสิโน | มีเขตเฉพาะ (Genting Highlands) | ต้องออกแบบใหม่ |
| การห้ามเฉพาะพุทธ/มุสลิม | ทำได้ทางกฎหมาย | ทำได้ยาก |
| รัฐถือหุ้นในคาสิโน | มีบทบาทโดยตรง | แล้วแต่นโยบาย |
รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ได้สรุปว่าหากไทยจะเปิดคาสิโน “ตามแบบมาเลเซีย” ต้องมีทั้งกลไกกฎหมายแบบแยกกลุ่มศรัทธา พื้นที่ควบคุมเฉพาะ ระบบการสื่อสารเชิงศีลธรรมที่รอบคอบ เพราะบริบทไทยแตกต่างจากมาเลเซียอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งด้านโครงสร้างรัฐ สังคม ศาสนา และการเมือง
นโยบายประนีประนอมของ 'พื้นที่สีเทา'
"หวังว่าทุกท่านจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า 'คาสิโนมาเลเซีย' ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งกับศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการบริหารนโยบายที่ต้องเลือกประนีประนอมในหลายด้าน"
รศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ในมุมของหลักศาสนาอิสลาม การพนันยังคงเป็นสิ่งต้องห้าม (ฮาราม) ย่างชัดเจน แต่ในมุมของรัฐสมัยใหม่ที่ต้องอยู่ร่วมกับความหลากหลายและความท้าทายทางเศรษฐกิจ บางครั้งก็มี "พื้นที่สีเทา" ที่รัฐต้องเลือกเดินอย่างระมัดระวัง
ยอมให้ขัดหลักศาสนา ถ้าสามารถควบคุมได้
รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ได้ขยายความเพิ่มเติมประโยคที่ว่า “ยอมให้มีสิ่งที่ขัดกับหลักศาสนาได้ ถ้าสามารถควบคุมได้” ดังนี้
1. ยอมให้มีกิจกรรมที่ขัดกับหลักศาสนา
แม้ อิสลามห้ามการพนันโดยเด็ดขาด (ตามอัลกุรอาน สุเราะฮ์อัลมาอิดะฮ์ 5:90-91) แต่รัฐมาเลเซีย ไม่ได้สั่งห้ามการพนันโดยสมบูรณ์ รัฐกลับเลือกที่จะ
1.1 อนุญาตให้มีคาสิโนแห่งเดียวในประเทศ (Genting Highlands)
1.2 ออกใบอนุญาตพิเศษแก่เอกชน (Genting Group)
1.3 ออกกฎหมายกำกับควบคุมธุรกิจนั้นอย่างเข้มงวด
“ทั้งนี้ ไม่ได้แปลว่ารัฐไม่สนใจหลักศาสนา แต่คือการมองว่า “การมีอยู่แบบจำกัดและควบคุมได้” ดีกว่าการปล่อยให้เกิดการพนันผิดกฎหมายแพร่หลายแบบไร้ทิศทาง”
2. จำกัดการเข้าถึงเฉพาะผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม
โดยรัฐออกกฎหมายชัดเจน เช่น
2.1 Syariah Criminal Offences Act ห้ามชาวมุสลิมเล่นการพนัน
2.2 มีการตรวจบัตรก่อนเข้าคาสิโน และติดป้าย “ห้ามชาวมุสลิมเข้า”
“นี่เป็น “กลไกควบคุมเชิงศาสนา” ที่ทำให้รัฐสามารถกล่าวได้ว่า “กิจกรรมนี้ไม่ได้ละเมิดต่อศาสนาโดยตรง เพราะเราห้ามมุสลิมเข้า ส่วนที่เหลือรัฐควบคุมอยู่” แม้ในความเป็นจริงอาจมีชาวมุสลิมบางคนลักลอบเข้าไปก็ตาม”
3. ใช้พื้นที่เฉพาะเพื่อ "ควบคุมผลกระทบ"
คาสิโนตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลบนยอดเขา Genting Highlands ไม่ได้อยู่ในเมืองใหญ่ ไม่อยู่ในพื้นที่สาธารณะของชาวมุสลิม เช่น ย่านชุมชน มัสยิด หรือโรงเรียน รัฐจึงสามารถ “จำกัดอิทธิพลของสิ่งผิดศีลธรรม” ไว้ในวงจำกัด และใช้กฎหมายเป็นกรอบควบคุม
'ดีกว่า' การปล่อยให้บาปนั้นแพร่กระจายโดยไร้การจัดการ
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ชี้ว่า ประเด็นสำคัญคือ รัฐมาเลเซียเลือก “ไม่ห้ามเด็ดขาด แต่กำกับควบคุมให้เข้มงวด” โดยอาศัยเงื่อนไขว่า
- กิจกรรมที่ขัดกับหลักศาสนาไม่ขยายไปสู่สาธารณะ
- จำกัดเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายชารีอะห์
- รายได้และผลประโยชน์ต้องส่งคืนสู่ประชาชน (เช่น ผ่านภาษี กองทุนสาธารณะ ฯลฯ)
รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สรุปตอนท้ายว่า “การมีอยู่ของบาปที่ควบคุมได้ อาจถูกมองว่า ‘ดีกว่า’ การปล่อยให้บาปนั้นแพร่กระจายโดยไร้การจัดการ” แนวคิดนี้ไม่ได้ลบล้างหลักศาสนา แต่อยู่ในกรอบของ Maslahah (ผลประโยชน์สาธารณะ) ซึ่งนักนิติศาสตร์อิสลามบางสายใช้ในการตัดสินใจเชิงนโยบายในรัฐมุสลิมสมัยใหม่
