ไมเคิล จี. แวนน์ นักวิชาการ ม.แคลิฟอร์เนีย ชี้กรณีการดำเนินคดี “พอล แชมเบอร์ส” ด้วยม.112 เพื่อข่มขู่นักวิชาการและสื่อมวลชน บรรยากาศความกลัวที่เกิดขึ้นจะกระทบงานวิชาการ และจะยิ่งกระทบกับนักวิชาการหน้าใหม่ที่จะหยิบยกประเด็นอ่อนไหวมาศึกษาเพราะขนาดคนที่ได้รับการยอมรับระดับโลกยังโดนคดีได้ นักวิชาการควรร่วมกันคัดค้านการใช้กฎหมายแบบผิดๆ เช่นนี้
112WATCH สัมภาษณ์นักวิชาการชาวอเมริกัน ไมเคิล จี. แวนน์ (Michael G. Vann) ศาสตราจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์และโครงการเอเชียศึกษา ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ถึงกรณีพอล แชมเบอร์ส ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตรา 14 (1) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากข้อความเกริ่นนำของงานเสวนาบนหน้าเว็บไซต์ของสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak Institute) ประเทศสิงคโปร์
การจับกุม พอล แชมเบอร์ส ภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของเสรีภาพทางวิชาการและสื่อในประเทศไทยอย่างไรในปัจจุบัน?
การจับกุมและข้อหาที่พอลต้องเผชิญนั้นน่ากังวลอย่างยิ่ง พอลเป็นนักวิชาการที่ได้รับความเคารพนับถือจากผลงานวิจัยอย่างรอบคอบเกี่ยวกับการเมืองไทยที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ งานเขียนของเขาผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer-review) และผ่านการแก้ไขอย่างละเอียดถี่ถ้วน ข้อโต้แย้งของเขาได้รับการสนับสนุนด้วยเอกสารหลักฐานอย่างชัดเจน
เขาไม่ใช่ผู้ปลุกระดมหรือเป็นนักเคลื่อนไหวที่อาจมีแนวโน้มจะใช้ถ้อยคำเกินจริงหรือกล่าวเกินข้อเท็จจริง แต่เขาเป็นนักวิชาการโดยแท้ การกล่าวหาว่าเขาละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยจึงถือเป็นการละเมิดเสรีภาพทางวิชาการอย่างชัดเจน สิ่งที่ทำให้กรณีนี้น่าตกใจคือ เขาไม่ได้เป็นผู้เขียนข้อความประชาสัมพันธ์ทางออนไลน์ที่กลายเป็นมูลเหตุของข้อกล่าวหา แต่ข้อความนั้นเป็นผลงานของเจ้าหน้าที่จากสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในสิงคโปร์
การตั้งข้อหาต่อ พอล แชมเบอร์ส จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวและไร้เหตุผลในเวลาเดียวกัน
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การใช้กฎหมายหมิ่นฯ ของประเทศไทยในการปิดกั้นเสียงวิพากษ์หรือควบคุมการแสดงความเห็นมีความแตกต่างหรือคล้ายคลึงกันอย่างไร?
เรากำลังเห็นแนวโน้มที่น่ากังวลในภูมิภาคนี้ วันเวลาแห่งความหวังจากการปฏิวัติประชาชนปี 1986 ในฟิลิปปินส์ และการฟื้นฟูประชาธิปไตยในอินโดนีเซียหลังการโค่นล้มซูฮาร์โตในปี 1998 กำลังกลายเป็นเพียงอดีต ในช่วงหลังมานี้ ประธานาธิบดีดูเตอร์เตแห่งฟิลิปปินส์ได้ดำเนินคดีต่อสำนักข่าว Rappler ของมาเรีย เรสซาผู้ได้รับรางวัลระดับนานาชาติหลายคดี ส่วนประธานาธิบดีโจโก วีโดโด ของอินโดนีเซียได้บัญญัติให้การดูหมิ่นประธานาธิบดีเป็นความผิดทางอาญา ส่วนในกัมพูชา ฮุนเซนได้สั่งปิดหนังสือพิมพ์อิสระหลายฉบับในกรุงพนมเปญ ในอินโดนีเซียแม้จะเคยมีช่วงเวลาที่เปิดกว้างราวปี 2013 แต่นักวิชาการที่ศึกษาการสังหารหมู่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI) ในปี 1965 กลับต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ทั้งการข่มขู่และการคุกคาม เนื่องจากรัฐและกองทัพมองว่างานวิชาการประเภทนี้จะกระตุ้นการเคลื่อนไหวทางการเมือง การปิดปากเสียงคัดค้านเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงการถอยห่างจากคุณค่าของระบอบเสรีประชาธิปไตย ไปสู่รูปแบบรัฐอำนาจนิยมที่ไม่ต้องรับผิดชอบ
ในกรณีของเวียดนาม ซึ่งปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ แม้ว่าจะมีการเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวดเป็นประจำ แต่เมื่อไม่นานมานี้ก็มีสัญญาณว่าพรรคเปิดกว้างมากขึ้นต่อนักวิชาการที่ศึกษาในหัวข้อซึ่งก่อนหน้านี้ถือเป็นข้อห้าม เช่น ภาวะผู้นำทางการเมืองระหว่างสงคราม หรือประวัติศาสตร์ของสาธารณรัฐเวียดนามใต้ ผมคิดว่า รัฐที่มีความมั่นคงมากกว่าจะรู้สึกสบายใจกับการถกเถียงหลากหลาย แต่รัฐบาลที่เปราะบางมักพยายามหลีกเลี่ยงการตั้งคำถามที่ “ไม่พึงประสงค์”
กรณีของ พอล แชมเบอร์ส สะท้อนบรรยากาศของการเซ็นเซอร์ตนเองในหมู่นักวิชาการและสื่อมวลชนต่างชาติที่ทำงานในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากน้อยเพียงใด?
ผมคิดว่ามันชัดเจนมากว่าการจับกุม พอล แชมเบอร์ส มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งสารไปยังนักวิชาการที่ศึกษาการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในวงกว้าง เหตุการณ์นี้มีลักษณะที่จะใช้เพื่อข่มขู่นักวิชาการและสื่อมวลชนที่เข้าไปแตะประเด็นอ่อนไหวหรือไม่เป็นที่ต้อนรับในสายตาผู้มีอำนาจ ผลกระทบจะยิ่งหนักต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของอาชีพ ยังไม่มีตำแหน่งถาวร หรือชื่อเสียงในระดับนานาชาติ หากนักวิชาการที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกอย่าง พอล แชมเบอร์ส ยังสามารถถูกจับกุมได้ นักศึกษาปริญญาเอกหรืออาจารย์อิสระที่สถานภาพเปราะบางก็ย่อมต้องชั่งใจอย่างมากก่อนจะกล้าหยิบยกหัวข้อที่อ่อนไหวขึ้นมาศึกษา แน่นอนว่า บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวเช่นนี้เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการทำงานของนักวิชาการ นักข่าว และอาจารย์ในมหาวิทยาลัย
ภาคประชาสังคม รวมถึงมหาวิทยาลัยและปัญญาชน มีบทบาทอย่างไรในการตั้งคำถามหรือกลับกลายเป็นการสนับสนุนกรอบข้อจำกัดของกฎหมายหมิ่นฯ?
ภาคประชาสังคมจำเป็นต้องลุกขึ้นยืนต่อสู้กับการใช้อำนาจในทางที่ผิดของกฎหมายประเภทนี้ พวกเราต้องกล้าเปล่งเสียงคัดค้านการพยายามปิดปากนักวิชาการ ไม่ใช่เพียงในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในอินโดนีเซียและแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาเอง
เมื่อเผชิญกับกระแสการกดขี่ที่กำลังเพิ่มขึ้นในระดับโลก มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน และปัญญาชนสาธารณะ จำเป็นต้องแสวงหาวิธีการที่สร้างสรรค์ในการต่อสู้กับอำนาจนิยม และส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออกและการมีเสรีภาพอย่างแท้จริง ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ การไม่เปล่งเสียง คือการยินยอมโดยปริยาย
สารหลักที่คุณอยากส่งถึงเพื่อนนักวิชาการจากกรณีของ พอล แชมเบอร์ส คืออะไร?
เวลานี้คือช่วงเวลาที่เราจำเป็นต้องแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับ พอล แชมเบอร์ส พวกเราที่มีเวทีหรือเสียงในสถาบัน ไม่ว่าจะในวงวิชาการหรือในสื่อมวลชน มีความรับผิดชอบทางศีลธรรมที่จะต้องใช้เสียงนั้น
แม้ว่าผมจะไม่ได้ทำงานโดยตรงในสาขาไทยศึกษาแต่ผมสามารถนึกภาพตามได้ว่าสิ่งที่ผมเคยเขียนในบริบทอื่น ๆ ก็อาจจะขัดใจกลุ่มอนุรักษนิยมในบางประเทศ และในสถานการณ์แบบนั้น ผมก็หวังว่าจะมีคนอื่นออกมาปกป้องผม
ผมเห็นตัวเองอยู่ในสถานการณ์ของพอล แชมเบอร์ส และผมหวังว่านักวิชาการและนักข่าวคนอื่น ๆ ก็จะเห็นภาพนั้นเช่นกัน
