ตม.แก้ไขเหตุผลและฐานอำนาจทางกฎหมายในคำสั่งเพิกถอนวีซ่า "พอล แชมเบอร์ส" นักวิชาการอเมริกันที่ถูกกองทัพภาคที่ 3 แจ้ง ม.112 ระบุว่าคำสั่งเดิม "ผิดพลาด" ทนายแย้งแก้ไม่ได้เพราะเปลี่ยนในสาระสำคัญอีกทั้ง พอลยังสู้คดีอยู่ไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดที่จะพิสูจน์ได้ว่าพอลต้องถูกเพิกถอนวีซ่าตามกฎหมาย
21 เม.ย. 2568 ศูนย์ทนายความรายงานว่าพอล แชมเบอร์ส (Paul Chambers) นักวิชาการสัญชาติอเมริกัน พร้อมทนายความเดินทางไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเพื่อยื่นอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร หรือวีซ่า (VISA) อีกครั้ง จากกรณีถูกดำเนินคดีด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ มาตรา 14(1) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 หลังจากเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมาพบว่ามีหนังสือของเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง แจ้งแก้ไขคำสั่งเดิมในประเด็นข้อกฎหมายไปติดไว้หน้าบ้าน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
พอลเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย นเรศวร คณะสังคมศาสตร์ ประจำอยู่ที่สถานประชาคมอาเซียน เข้าได้รับทราบว่าตนเองมีหมายจับจากกรณีเจ้าหน้าที่ทหารที่ได้รับมอบอำนาจมาจากทางกองทัพภาคที่ 3 ดำเนินการแจ้งความต่อ สภ.เมืองพิษณุโลก โดยนำภาพหน้าเว็บไซต์ของสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak Institute) ประเทศสิงคโปร์ ข้อความที่แจ้งเป็นคำเกริ่นนำของเว็บไซต์ ต่อมาเมื่อพอลเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเขาได้ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนโพสต์หรือเขียนข้อความนั้นเนื่องจากไม่ได้เป็นแอดมินของเว็บไซต์ ศาลให้ฝากขังเขาแต่สุดท้ายสามารถประกันตัวออกมาได้เมื่อ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา
ระหว่างที่พอลยังไม่ได้ประกันตัว เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2568 ดร.พอล ได้รับหนังสือแจ้งการเพิกถอนวีซ่า ระบุว่า ผู้บัญชาการตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งเพิกถอนวีซ่า โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 36 ของ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 อ้างว่าพอล เป็นผู้มีพฤติการณ์ต้องหาว่ากระทำความผิดตามมาตรา 112 ซึ่งเข้าลักษณะต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักร ตามมาตรา 12 (8) ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว ทำให้หลังจากพอลได้ปล่อยตัวมาแล้วในวันที่ 11 เม.ย. 2568 พอลเดินทางไปยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเป็นครั้งแรก
ต่อมา เมื่อช่วงเย็นวันที่ 18 เม.ย. 2568 ดร.พอล พบว่ามีหนังสือจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพิษณุโลก มาติดไว้อยู่ที่หน้าบ้าน โดยเขาไม่ได้พบเจ้าหน้าที่ที่มาติดหนังสือไว้ และไม่ได้ลงนามรับใด ๆ และไม่ทราบวันเวลาที่นำมาติดไว้
หนังสือดังกล่าวลงวันที่ 17 เม.ย. 2568 ลงนามโดย พ.ต.ท.รัฐกิตติ์ ศรีนิธิธีรโชติ สารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพิษณุโลก มีเนื้อหาแจ้งขอแก้ไขหนังสือแจ้งการเพิกถอนวีซ่าลงวันที่ 9 เม.ย. 2568 เนื่องจากพบว่า “มีข้อผิดพลาดที่ผิดหลง” ในสองเรื่อง ได้แก่
1. เรื่องพฤติการณ์ต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักร เจ้าหน้าที่ได้ขอแก้ไขเป็นมาตรา 12 (7) พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 คือมีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชน หรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศได้ออกหมายจับ จากเดิมที่อ้างอิงถึงมาตรา 12 (8)
2. เรื่องการอ้างอิงฐานอำนาจในการออกคำสั่งเพิกถอนวีซ่า เจ้าหน้าที่แก้มาใช้คำสั่ง สตม. ที่ 92/2566 ลงวันที่ 3 เม.ย. 2566 แทน คำสั่ง สตม.ที่ 284/2552 ลงวันที่ 30 พ.ย. 2552 เรื่อง การมอบอำนาจการเพิกถอนการอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว
การไปยื่นอุทธรณ์ครั้งที่สองนี้ทางพอลและทนายความจึงได้แก้คำโต้แย้งคำสั่งของเพิกถอนวีซ่าที่มีการแก้ไขโดยมีทั้งหมด 6 ประเด็น
1. การแก้ไขคำสั่งเพิกถอนวีซ่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในสาระสำคัญ มิใช่เพียงการแก้ไขเล็กน้อย ทำมิได้ตามกฎหมายปกครอง เนื่องจากคำสั่งการเพิกถอนวีซ่าดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง ถึงกฎหมายให้อำนาจแก้ไขได้แต่ต้องเป็นกรณีที่เกิด “ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อย” เท่านั้น ตามนัยมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แต่การแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งทางปกครองในทั้ง 2 ประเด็นเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในสาระสำคัญของคำสั่งที่เป็นเรื่อง “ลักษณะต้องห้าม” และคำสั่งที่ใช้เป็นฐานอำนาจในการออกคำสั่ง และคำสั่งเดิมทำให้พอลได้หลงอุทธรณ์ต่อสู้ไปตามข้อเท็จจริงแล้วตามข้อกฎหมายเดิมหากมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมต้องเพิกถอนคำสั่งเดิมแล้วมีคำสั่งใหม่ การแก้ไขของทางเจ้าหน้าที่จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
2. หนังสือแจ้งแก้ไขคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่มีการระบุวันเวลาที่ปิดคำสั่งตามแบบ ตม.83 เจ้าหน้าที่ที่แจ้งเป็นคนละคนกันเนื่องจากผู้แจ้งเพิกถอนวีซ่าฉบับลงวันที่ 9 เม.ย. 2568 ผู้แจ้งคือ ร.ต.อ.ชยพล ธรรมรังษี รอง สร.สว.ตม.จว.พิษณุโลก แต่หนังสือฉบับลงวันที่ 17 เม.ย. 2568 กลับปรากฏผู้แจ้งเป็น พ.ต.ท.รัฐกิตติ์ ศรีนิธิธีรโชติ สารวัตรตำรวจตรวจคนเข้าเมืองพิษณุโลก และไม่ปรากฎหลักฐานว่าได้มีการมอบอำนาจให้ดำเนินการอย่างถูกต้องมาแสดง
3. ผู้บัญชาการตรวจคนเข้าเมือง ไม่มีอำนาจออกคำสั่งเพิกถอนวีซ่าเพราะตามกฎหมายผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่สามารถมอบอำนาจให้ดำเนินการได้ เพราะตามกฎหมายพ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 36 แนบท้ายคำสั่ง สตม. ที่ 92/2566 ลงวันที่ 3 เม.ย. 2566 ให้ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1-6 และผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ภายในเขตอำนาจรับผิดชอบหรือเขตพื้นที่การปกครองดำเนินการเท่านั้น
4. ออกคำสั่งโดยไม่เปิดโอกาสให้พอลชี้แจงและแสดงพยานหลักฐาน ไม่เป็นไปตามมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522
5. การเพิกถอนวีซ่าไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการตรวจสอบหลักฐานให้แน่ชัด ตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ว่า พอล มีพฤติการณ์ “เป็นที่น่าเชื่อว่า” จะเป็นบุคคลที่เข้าข่ายมาตรา 12 (7) อย่างไรบ้าง เพราะพอลยังให้การปฏิเสธ ยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโพสต์ข้อความและไม่ใช่แอดมินที่จะโพสต์ข้อความได้ตามที่ถูกกล่าวหา
6. พอลยังไม่มีพฤติการณ์อันเป็นเหตุเพิกถอนวีซ่าเนื่องจากคดี ม.112 ยังเป็นเพียงข้อกล่าวหาและพอลให้การปฏิเสธโดยยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา เป็นกรณีที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลว่าได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา จึงต้องได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
