ชายแดนใต้กราดยิงคณะสามเณรมรณภาพ คล้อยหลังเหตุบึ้มโดนนักเรียนอัลกุรอ่าน เตือนสถานการณ์แรงหลังเหตุลอบยิงครูสอนศาสนา ประชาสังคมร่วมประณามการใช้ความรุนแรง แต่รัฐยังไม่เคยมีเจตจำนงชัดเจน ชี้“ดูเหมือนคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายพยายามยกระดับความรุนแรง” คณะสงฆ์ภาค 18 ชี้ “สามเณรไม่ได้ทราบปัญหาและความขัดแย้ง” กอ.รมน.ภาค 4 ซัดพวกก่อเหตุรุนแรงหันไปมุ่งเป้าประชาชน เผยตั้งแต่ต้นปีมีเด็ก 16 คน ผู้หญิง 21 คน เป็นเหยื่อความรุนแรง สมาคมด้วยใจฯ เรียกร้องยุติการโจมตีหรือปฏิบัติการทางทหารทุกรูปแบบ ขอให้รัฐดำเนินการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นรูปธรรม
23 เม.ย. 2568 ช่วงเช้าวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา เวลา 06:30 น. เกิดเหตุการณ์กราดยิงรถตำรวจบรรทุกคณะสามเณรของวัดกุหร่า ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ขณะออกรับบิณฑบาต ส่งผลให้สามเณรมรณภาพ 1 รูป คือ สามเณรพงษ์กร ชูมาปาน อายุ 16 ปี และบาดเจ็บ 1 รูป คือ สามเณรโภคนิษฐ์ โมราศิลป์ อายุ 12 ปี
เหตุเกิดห่างจากวัดกุหร่า ประมาณ 500 เมตร โดยมี ร.ต.ท. วัฒนา ชูมาปาน ตำรวจ สภ.สะบ้าย้อย เป็นคนขับรถยนต์กระบะ 4 ประตูสีดำ มีพระสงฆ์และสามเณร 6 รูป โดยสามเณรพงษ์กร เป็นบุตรของ ร.ต.ท. วัฒนาเอง

กราดยิงคณะสามเณร มรณภาพ 1 รูป บาดเจ็บ 1 รูป

ตามหลังเหตุบึ้มโรงพักโดนนักเรียนอัลกุรอ่านเจ็บ และเหตุลอบยิงครูสอนศาสนา
ทั้งนี้เหตุกราดยิงคณะสามเณรดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุลอบวางระเบิดบริเวณถนนหลังแฟลตตำรวจ สภ.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาสไม่ถึง 2 วัน โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นช่วงค่ำวันที่ 20 เม.ย. 2568 เวลา 18.45 น. คนร้ายขับขี่รถจักรยายนต์พ่วงข้างบรรทุกระเบิดมาจอดทิ้งไว้ริมกำแพงหลัง สภ.โคกเคียน แรงระเบิดทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย เป็นเด็ก 8 ราย ซึ่งเป็นนักเรียนฮาฟิศ(ท่องจำอัลกุรอ่าน) ชาวบ้านและตำรวจอีก 2 ราย ได้แก่
ด.ญ.นัชมีย์ ศรีมารักษ์ อายุ 15 ปี ด.ช.มุรซิด ศรีมารักษ์ อายุ 7 ปี ด.ช.มูฮัมหมัดฮาฟิซ ยะปา อายุ 11 ปี ด.ญ.ชาลิสา สังข์สุวรรณ อายุ 7 ปี ด.ญ.ธัญญพร สังข์สุวรรณ อายุ 9 ปี ด.ญ.ฮานานี ซามะ อายุ 15 ปี ด.ช.อัสมีน ดือเระ อายุ 14 ปี ด.ช.อัครวินท์ แดมะยู อายุ 14 ปี ส.ต.อ.อุสมาน แมแมแล อายุ 35 ปี และ นายรุซลี บินยา อายุ 45 ปี
จากนั้นเวลาห่างกันประมาณ 1 ชั่วโมง มีเหตุคนร้ายกราดยิงใส่บ้านชาวบ้าน ม.7 ต.แว้ง อ.แว้ง จ.นราธิวาส ทำให้มีคนเจ็บ 7 ราย ได้แก่ นายวินัย โฉมอำไพ อายุ 44 ปี นายวิรัช จันทร์ทอง อายุ 40 ปี นายธวัชชัย ทิพรัตน์ อายุ 43 ปี นายสุรชัย สินนุสน อายุ 49 ปี ด.ต.อนุชา ศรีสุวรรณ อายุ 45 ปี นายประกิต คงประเสริฐ์ อายุ 39 ปี นายประดิษฐ์ โพธิ์สุทธิ์ อายุ 56 ปี
ขณะที่ก่อนหน้านั้นวันที่ 18 เมษายน 2568 ราว 14:30 น. คนร้ายยิงนายอับดุลรอนิง ลาเตะ อายุ 60 ปี อาชีพสอนศาสนาหรืออุสตาซ(ไม่ระบุว่าสอนที่ไหน) เหตุเกิด ม.4 ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ซึ่งผู้ตายมีภูมิลำเนา ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา คดีนี้แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ กำชับให้เร่งตรวจสอบหลักฐานหาผู้กระทำผิด เพราะหลังเหตุเกิดมีการเผยแพร่ใบปลิวปริศนาในสื่อออนไลน์อ้างว่า พบใกล้กับจุดเกิดเหตุยิงอุซตาส ซึ่งเขียนด้วยภาษายาวีแต่หลายคนพยายามอ่านแล้วไม่เข้าใจเนื้อหา คาดว่าต้องการให้เกิดความเข้าใจผิด
ทั้งสาเหตุการณ์ โดยเฉพาะกรณีสามเณร ได้สร้างความสะเทือนใจต่อประชาชนฝ่ายต่างๆ ในพื้นที่ นอกจากนี้ตลอดช่วง 3-4 วันนี้ยังมีเหตุรุนแรงและปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอีกหลายจุด ซึ่งเป็นที่หวั่นเกรงว่าจะเกิดเหตุรุนแรงตามมาอีกมาก รวมทั้งเป็นห่วงว่าจะทำให้ความขัดแย้งบานปลายมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะระหว่างประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธและอิสลาม
ภาคประชาสังคมร่วมประณามการใช้ความรุนแรง
สมาคมเพื่อสันติภาพภาคประชาชน (APP) และสมาคมร่วมสร้างชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา (KTA) ออกแถลงการณ์ แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว และมีข้อเสนอเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงที่มีพลเรือน ครู/อุสตาซ เด็ก นักบวช สามเณร เป็นเป้าหมายการโจมตี
แถลงการณ์ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2568 จนถึงวันนี้(22 เมษายน 2568) ได้มีเหตุรุนแรงที่คร่าชีวิตพลเรือนอย่างต่อเนื่อง เริ่มจาก
เหตุลอบยิงอุสตาซเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2568 ซึ่งมวลชนได้แห่ศพเยี่ยงวีรบุรุษตายซาฮีด (ตายในหนทางศาสนา) และมีการทำการ์ดไว้อาลัยที่มีธงสัญลักษณ์ของ BRN เผยแพร่ในโลกโซเชียลด้วย
ต่อมาวันที่ 20 เม.ย. 2568 เหตุลอบวางระเบิดข้างกำแพงบ้านพักตำรวจใน ต.โคกเคียน ที่มีกลุ่มเด็กนักเรียนตะฮฟิสเดินผ่านมาพอดี และเหตุคนร้ายกราดยิงหน้าบ้านชาวบ้านไทยพุทธใน อ.แว้งที่กำลังล้อมวงรับประทานอาหาร
และล่าสุดเช้าวันที่ 22 เม.ย. 2568 มีคนร้ายลอบยิงสามเณรใน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ทำให้สามเณรมรณภาพ 1 รูป บาดเจ็บ 1 รูป นั้น
“แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายไม่ต้องการให้เกิดขึ้น และแน่นอนอีกว่าไม่มีใครกล้ารับประกันว่ามันจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นหากวันใดวันหนึ่งมีปัจจัยเงื่อนไขที่ทำปฏิกิริยาได้ลงตัวระหว่างคู่ขัดแย้ง”
ทางสมาคมเพื่อสันติภาพภาคประชาชน (Association for People's Peace : APP) และสมาคมร่วมสร้างชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา (Kampong Taqwa Association : KTA) ขอแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการก่อเหตุรุนแรงอันเป็นเหตุให้มีพลเรือน ครู/อุสตาซ เด็กนักเรียน และนักบวช สามเณร เป็นเหยื่อของความรุนแรงจนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ และขอประณามการก่อเหตุในครั้งนี้อย่างเป็นทางการ

แต่รัฐยังไม่เคยมีเจตจำนงทางการเมืองอันแรงกล้า
แถลงการณ์ ยังระบุโดยสรุปว่า ความขัดแย้งด้วยกำลังอาวุธในชายแดนใต้มาจากความคิดต่างทางการเมืองระหว่างรัฐกับองค์กรต่อต้านรัฐหลายๆ กลุ่ม แต่ที่รัฐยอมรับว่ามีศักยภาพมากที่สุด คือ BRN แต่ทุกความขัดแย้งในโลก มีน้อยมากที่คลี่คลายได้ด้วยการใช้ความรุนแรงปราบอีกฝ่ายจนแพ้ราบคาบ
ในบริบทความขัดแย้งชายแดนภาคใต้ตั้งแต่อดีต ท่าทีของอำนาจรัฐยังไม่เคยมีเจตจำนงทางการเมืองอันแรงกล้า ทีจะมีนโยบายหรือกฎหมายรองรับการคลี่คลายขัดแย้งอย่างเป็นเอกภาพและประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ทุกรัฐบาลมีแต่ใช้การปราบปราม โดยให้อำนาจกองทัพใช้กฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เป็นหลักในการแก้ปัญหา
“ดูเหมือนคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายพยายามยกระดับความรุนแรง”
สมาคมเพื่อสันติภาพภาคประชาชน (APP) และสมาคมร่วมสร้างชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา (KTA) เป็นห่วงกังวลมากกับสถานการณ์ปัจจุบันนี้ เพราะดูเหมือนคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายพยายามยกระดับความรุนแรงให้มีความเข้มข้นหนักหน่วงมากขึ้น
จากสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งสองสมาคม จึงเสนอแนวทางคลี่คลายความขัดแย้งและสร้างสันติภาพอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยสรุปดังนี้
1. รัฐบาลไทยต้องเป็นเจ้าภาพหลักและมุ่งมั่นชัดเจนในการสร้างสันติภาพชายแดนใต้อย่างเร่งด่วน โดยอาจจะประกาศพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) กระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ หรือ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรออกกฎหมายว่าด้วยกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้
2. รัฐบาลมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนและเป็นที่พักพิงของผู้นำองค์กรที่ต่อสู้กับรัฐไทยต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อการสร้างสันติภาพที่รัฐบาลมาเลเซียมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวก
3. ภาคประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ทุกภาคส่วนต้องแสดงเจตนารมณ์และมีบทบาทร่วมอย่างเป็นรูปธรรมในการสร้างสันติภาพให้บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง และบูรณาการกับภาครัฐและฝ่ายตรงข้ามรัฐอย่างสร้างสรรค์และยึดประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นที่ตั้ง
คณะสงฆ์ภาค 18 “สามเณรไม่ได้ทราบปัญหาและความขัดแย้ง”
หลังเกิดเหตุเหตุกราดยิงคณะสามเณร พระธรรมวชิรเวที เจ้าคณะภาค 18 ออกคำแถลงการณ์คณะสงฆ์ภาค 18 จ.สงขลา ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่ชาวพุทธ ซึ่งคณะสามเณรดังกล่าวเป็นเยาวชน ที่มีความศรัทธาตั้งใจเข้ามาบรรพชาในช่วงปิดภาคเรียน ไม่ได้ทราบถึงปัญหาและความขัดแย้งในพื้นที่ ตลอดถึงไม่มีความขัดแย้งกับบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ก็ยังปฏิบัติศาสนกิจในพื้นที่เป็นปกติ จนเกิดเหตุการณ์รุนแรงดังกล่าว
“คณะสงฆ์ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ไปยังครอบครัวของผู้มรณภาพ และขอให้สามเณรที่ได้รับบาดเจ็บ หายเป็นปกติโดยเร็ววัน” และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบดำเนินการตามกฎหมายให้ ความเป็นธรรมแก่ผู้สูญเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย
กอ.รมน.ภาค 4 ชี้ ก่อเหตุรุนแรงหันไปมุ่งเป้าประชาชน
ด้านศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค 4 สน. แถลงเพจ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้เปลี่ยนแปลงวิธีการก่อเหตุโดยมุ่งเป้าไปยังประชาชนผู้บริสุทธิ์ และขอประณามการกระทำของกลุ่มคนร้ายต่อพระสงฆ์และสามเณรผู้ถือศีลและปฏิบัติศาสนกิจอันดีงาม เป็นที่พึ่งทางจิตใจของประชาชน พร้อมทั้งขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประณามและต่อต้านการใช้ความรุนแรง

สมัชชาประชาสังคมฯ เตือนประชาชนเฝ้าระวัง
ด้าน Civil Society Assembly For Peace - CAP หรือ สมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ ได้โพสหน้าเพจเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2568 (หลังเหตุนักเรียนโดนระเบิด) ขอให้ร่วมเฝ้าระวัง ร่วมสร้างความปลอดภัยให้ชุมชนของเรา โดยระบุว่า ในช่วงเวลานี้ พื้นที่ปาตานี/จังหวัดชายแดนใต้เผชิญกับสถานการณ์ที่น่ากังวล โดยมีรายงานการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนอย่างต่อเนื่องในบางพื้นที่
“ขอเชิญพี่น้องเครือข่ายประชาชนร่วมกันเฝ้าระวังสถานการณ์รอบตัว เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง และเคารพซึ่งกันและกันในยามที่เราต่างเผชิญความเปราะบาง ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ประมาท ไม่ละเลย แต่ไม่ปลุกปั่น เพราะพลังของชุมชนที่ตื่นรู้ คือรากฐานของความมั่นคงที่แท้จริง”
นอกจากนี้ ทางเพจยังได้ยกโองการในคัมภีร์อัลกุรอ่านด้วยว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงเตรียมความระมัดระวังของพวกเจ้าไว้เถิด” (อันนิสาอ์ 4:71) พร้อมทั้งขอเป็นกำลังใจให้กับทุกครอบครัวในพื้นที่ และขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเคารพหลักสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ เมื่อทุกชีวิตมีคุณค่าเท่าเทียมกัน
เผยตั้งแต่ต้นปี มีเด็ก 16 คน ผู้หญิง 21 คน เป็นเหยื่อความรุนแรง
ก่อนหน้านี้ หลังเหตุระเบิดที่มีนักเรียนอัลกุรอ่านบาดเจ็บ สมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2568 ถึงผลกระทบจากความรุนแรงต่อพลเรือนในจังหวัดชายแดนใต้ว่า
“รัฐและกลุ่มติดอาวุธทุกฝ่ายล้วนมีพันธกรณีพื้นฐานในการเคารพ ปกป้อง และคุ้มครองพลเรือนจากอันตรายจากการปะทะและปฏิบัติการทางทหาร พวกเขาจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเชิงป้องกันทุกประการที่เป็นไปได้ เพื่อหลีกเลี่ยง หรือลดผลกระทบที่มีต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ไม่เกี่ยวข้อง”
ทั้งนี้ สมาคมด้วยใจฯ ยังได้ยกหลักการสากลในคุ้มครองพลเรือนและเด็กในสถานการณ์ความขัดแย้งด้วยอาวุธ ว่า เป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งความขัดแย้งในชายแดนใต้ ปฏิบัติการทางทหารโดยไม่ทราบฝ่ายนั้นส่งผลกระทบต่อพลเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง นักการศาสนา และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่คือคนไทยพุทธ เป็นต้น
สมาคมด้วยใจฯ ให้ข้อมูลด้วยว่า ตั้งแต่ต้นปี 2568 มีเด็ก 16 คนและผู้หญิง 21 คน ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิด มีอุสตาซถูกสังหาร 1 คน และกลุ่มคนไทยพุทธถูกลอบยิงจำนวนมาก
สมาคมด้วยใจฯ เรียกร้องยุติการโจมตีหรือปฏิบัติการทางทหารทุกรูปแบบ
สมาคมด้วยใจ ฯ ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่าย คือ
1. ยุติการโจมตีหรือปฏิบัติการทางทหารทุกรูปแบบที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือน โดยเฉพาะเด็ก ผู้หญิง ผู้นำศาสนา และประชาชนผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสู้รบ
2. เคารพและปฏิบัติตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาเจนีวาและพิธีสารเพิ่มเติม ที่ให้การคุ้มครองพลเรือนในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ไม่ใช่ระหว่างประเทศ
3. ดำเนินการสอบสวนอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และมีความรับผิดชอบ ต่อเหตุการณ์ที่มีการใช้ความรุนแรงกับกลุ่มเปราะบาง พร้อมนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
4. ส่งเสริมกลไกป้องกันความรุนแรง เช่น ระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า การติดตามสถานการณ์ และการประสานงานข้ามฝ่ายในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง
5. ฟื้นฟูและเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเด็กและผู้หญิงที่ได้รับบาดเจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ขอให้รัฐดำเนินการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นรูปธรรม
ที่สำคัญสมาคมด้วยใจเรียกร้องห้รัฐควรแสดงท่าทีและดำเนินการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อแสดงเจตจำนงในการยุติความรุนแรงและสร้างทางออกที่ยั่งยืน
“การยุติการโจมตีและความรุนแรงต่อกลุ่มเปราะบาง ไม่เพียงเป็นข้อเรียกร้องด้านมนุษยธรรม แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญการฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างรัฐและประชาชน และเป็นก้าวสำคัญสู่กระบวนการสันติภาพที่ยั่งยืน”
เช่นเดียวกับ เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ JASAD มีขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดโจมตีเป้าหมายที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงคราม/ความขัดแย้ง หรือ Soft target หลังจากมีเหตุลอบยิงอุสตาส จนมาถึงเหตุโจมตีรถตำรวจทำให้สามเณรเสียชีวิต 1 รูป บาดเจ็บ 1 รูป
โดย JASAD ระบุว่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law หรือ Law of Armed Conflict หรือ Law of War) คือกฎหมายที่ใช้บังคับเกี่ยวกับวิธีการทำสงครามและการปฏิบัติต่อพลรบและพลเรือนอย่างมีมนุษยธรรมในระหว่างการทำสงคราม (Jus in bello)
