โฆษก BRN เปิดแนวคิด End State รวม 5 ประเด็นต่อรองสันติภาพชายแดนใต้-ปาตานี เสนอการใช้อำนาจร่วม (power sharing) ในรูปแบบการปกครองตนเอง สอดคล้องกับเชื้อชาติและความใฝ่ฝันของสังคมปาตานี โดยให้รัฐบาลไทยบัญญัติกฎหมาย ครอบคลุมอำนาจทางการเมือง การเงิน อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภาษา ย้ำยังเป็นข้อเสนอและยังไม่มีข้อตกลงใดๆ ส่วนไทยชูการยุติการใช้ความรุนแรง การกลับไปสู่สังคม (reintegration) อย่างมีศักดิ์ศรี และอยู่ด้วยกันอย่างสันติ จับตายุทธศาสตร์ใหม่ต่อรองแชร์อำนาจชายแดนใต้-ปาตานี
11 ธ.ค. 2568 เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2568 ฮาร่า ชินทาโร อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญภาษามลายูได้แปลคำสัมภาษณ์ ดร.นิมะตุลลา (ดร.นิมะ) โฆษกคณะพูดคุยสันติภาพของแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี หรือ BRN ที่ให้สัมภาษณ์เป็นภาษามลายู ที่มีการเผยแพร่ทางเพจ Info Rundingan BRN เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดย ดร.นิมะ กล่าวถึงบรรยากาศการประชุมนัดแรกกับคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชุดใหม่ของไทย (PEDP) นำโดย พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา โดยมีดาโต๊ะ ฮัจญี โมฮัมหมัด ราบิน บิน บาซีร์ ผู้อำนวยความสะดวกฝ่ายมาเลเซีย เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ดร.นิมะตุลลา โฆษกคณะพูดคุยสันติภาพของ BRN
ประเด็นสำคัญของการให้สัมภาษณ์ของ ดร.นิมะ ครั้งนี้ คือการอธิบายเกี่ยวกับคำว่า End State ที่เป็นกรอบข้อตกลงสันติภาพที่สำคัญของการพูดคุยอย่างเป้นทางการดังกล่าวว่า End State ในแนวคิดของ BRN มี 7 ประเด็น ส่วนฝั่งไทยมี 3 ประเด็น และขออธิบายแต่ละประเด็น ดังนี้
แนวคิด End State ของ BRN
ประเด็นแรกคือ การใช้อำนาจร่วม (power sharing) ในรูปแบบการปกครองตนเองสำหรับประชาคมปาตานี เพื่อให้พวกเขาสามารถปกครองตนเองได้ รวมไปถึงฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการหรือศาลชารีอะห์ (กฎหมายอิสลาม)
ประเด็นที่สอง รูปแบบการปกครองสำหรับประชาคมปาตานีที่สอดคล้องกับลักษณะพิเศษของเชื้อชาติ (watak bangsa) และความใฝ่ฝันของสังคมปาตานีเอง
ประเด็นที่สาม ให้รัฐบาลไทยบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการปกครองตนเองสำหรับประชาคมปาตานี รวมไปถึงอำนาจทางการเมือง การบริหารการเงินด้วยตนเอง (fiscal autonomy) หรืออำนาจในการบริหารการเงินด้วยตนเอง และอำนาจเพื่อบัญญัติกฎหมายระดับภูมิภาคเกี่ยวกับอัตลักษณ์ วัฒนธรรมและภาษา
ประเด็นที่สี่ การนำระบบการศึกษาสำหรับประชาคมปาตานีที่สะท้อนคุณค่าต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับลักษณะพิเศษของเชื้อชาติ (watak bangsa) โดยอาศัยผู้คนส่วนใหญ่ (majority) ของประชาคมมลายูอิสลามปาตานี และ
ประเด็นที่ห้า เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของประชาชน การบริการทางสังคม และสวัสดิการตามหลักสิทธิมนุษยชนและคุณค่าสากล เพื่อรับรองว่า ประชาชนปาตานีปราศจากการเลือกปฏิบัติ การกดขี่และการคุกคามทุกรูปแบบ ทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ
ในขณะเดียวกัน End State สำหรับรัฐบาลไทยมี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
ประเด็นแรก การยุติการใช้ความรุนแรง
ประเด็นที่สอง การกลับไปสู่สังคม (reintegration) อย่างมีศักดิ์ศรี และ
ประเด็นที่สาม การอยู่ด้วยกันอย่างสันติในสังคมเพี่อนำไปสู่การพัฒนาอันยั่งยืนและกลมกลืนในพื้นที่ดังกล่าว (จังหวัดชายแดนภาคใต้)
ดร.นิมะ ย้ำในตอนท้ายด้วยว่า นี่คือข้อเสนอและยังไม่มีข้อตกลงใด ๆ แต่ดำเนินการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นนี้ในระดับทีมเทคนิค กรุณาติดตามตอนต่อไปว่า พวกเราจะบรรลุข้อตกลงหรือความเข้าใจกันมากน้อยแค่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง

คณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชุดใหม่ของไทย กับ BRN
เปลี่ยนชื่อ JCPP เป็น PDPIF ภายใต้ในกรอบใหม่
ดร.นิมะ ตอบคำถามกล่าวด้วยว่าเกี่ยวกับ JCPP ด้วยว่ามีการปรับปรุงสำหรับแผ่น JCPP (Joint Comprehensive Plan towards Peace แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม) ที่มีอยู่แล้ว โดยเพิ่มเติมหัวข้อย่อย (subtopic) ในกรอบใหม่นี้ คือ พวกเราเพิ่มประเภทการทำงานบางเรื่องต่อไป ประเภทงานเหล่านี้จะถูกปรับปรุงตามความจำเป็นของสังคมในพื้นที่ เช่น เมื่อมีการปรึกษาหารือสาธารณะ (public consultation) เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขทางการเมือง
“โดยประชาชนในพื้นที่สามารถยื่นคำถามต่อคณะตัวแทนของบีอาร์เอ็นและรัฐบาลไทย (เป้าหมาของการปรึกษาหารือกับสาธารณะ) เพื่อรับฟังความเห็นและติดต่อสื่อสารโดยตรงกับชาวบ้านในสังคมในพื้นที่ที่เป็นแผ่นดินเกิดของพวกเรา”
ดร.นิมะ กล่าวว่า ดังนั้น ตามที่มีการแก้ไขปรับปรุงและการเพิ่มเติม มีชื่อใหม่สำหรับแผนการดังกล่าวคือ Peace Dialog Process Implementation Framework หรือกรอบปฏิบัติการสำหรับกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ทั้งนี้ ชื่อ JCPP ถูกทดแทนด้วย PDPIF และในกรอบใหม่ ยังมีการเพิ่มเติมแนวคิดใหม่ที่เป็นพัฒนาการเชิงบวกมาก คือ แนวคิด end state หรือในภาษาเราก็คือ การแก้ไขขั้นสุดท้ายอย่างสงบและสันติ
การปรับยุทธศาสตร์ใหม่ BRN เดินหน้าสันติภาพ
แนวคิด End State ของ BRN อาจไม่ใช่ข้อเสนอต่อฝ่ายไทยอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปรับยุทธศาสตร์ใหม่ของ BRN จากการ “ปฏิวัติประชาชนหรือสงครามประชาชน” (Perang Rakyat Semasta) ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนถูกกดขี่ข่มเหงอย่างรุนแรงอย่างที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ หมายถึงการกดขี่ข่มเหงจากรัฐหรือฝ่ายอื่นก็ได้ แต่ไม่ว่าการกดขี่ข่มเหงจะมาจากฝ่ายไหน ผู้ที่รับชะตากรรมก็คือประชาชน
แหล่งข่าวเชิงลึกระบุว่า สำหรับยุทธศาสตร์ใหม่ก็คือ การแก้ปัญหาความขัดแย้งกับรัฐไทยด้วยแนวทางการเมือง ซึ่งมีกระบวนการพูดคุยสันติภาพหรือการเจรจาสันติภาพเป็นหัวใจสำคัญจากเดิมที่ถือเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งเท่านั้น โดยในช่วงที่กระบวนการพูดคุยหยุดชะงักไปตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 คือห้วงเวลาสำคัญที่ทั้งระดับของฝ่ายการเมืองและฝ่ายกองกำลังได้พูดคุยทำความเข้าใจกัน
ทั้งนี้ เนื่องจากบริบทและสถานการณ์ความขัดแย้งที่เปลี่ยนรูปแบบไปจากอดีตไปแล้ว จึงต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่ หรือที่เรียกว่า Membaharuan Sratigi Politik เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
อีกเหตุผลหนึ่งของการปรับยุทธศาสตร์ใหม่ คือยึดความต้องการของประชาชนที่ต้องการให้ใช้แนวทางทางการเมืองมากกว่าการใช้ความรุนแรง โดยจะครอบคลุมถึงกระบวนการทางการเมือง เช่น การแชร์อำนาจหรือกระจายอำนาจ เป็นต้น ซึ่งการใช้แนวทางการเมืองนั้นจะทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่า BRN ทำหน้าที่ตัวแทนของประชาชนจริงๆ เพราะจะแก้ปัญหาในสิ่งที่ชาวบ้านเดือดร้อนได้ ผ่านกลไกการปรึกษาหารือสาธารณะ เป็นต้น
จากนั้นจึงมีการสื่อสารส่งสัญญาณให้ฝ่ายไทยทราบผ่านผู้อำนวยความสะดวก พร้อมกับได้ยืนยันถึงการปรับยุทธศาสตร์ใหม่ให้กับทูตบางประเทศในยุโรปด้วย (อาจเป็นเยอรมนี เพราะมีการส่งผู้เชี่ยวชาญร่วมสังเกตการณ์ในการพูดคุยล่าสุดด้วย) นี่จึงเหตุผลที่ทำให้ฝ่ายไทยมีความมั่นใจในการเดินหน้ากระบวนการพูดคุยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แม้ระดับนำของฝ่ายคุมกองกำลังของ BRN เห็นด้วยแล้ว แต่ก็อาจมีความกังวลในระดับกองกำลังระดับพื้นที่ รวมถึงมวลชนบางส่วนที่อาจจะยังไม่เห็นด้วยหรือยังคงยึดติดเป้าหมายการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานีอยู่ต่อไป รวมถึงท่าทีฝ่ายไทยหรือนักวิชาการไทยบางส่วนที่ยังอาจระแวงสงสัยต่อกระบวนการพูดคุย อีกทั้งยังไม่เห็นรายมละเอียดแนวทางเกี่ยวกับ End State ของฝ่ายไทยอย่างชัดเจน
