Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอย่างน้อย 30 รัฐในอเมริกา เมื่อนักเรียน-นักศึกษาต่างชาติถูกยกเลิกวีซ่าโดยไร้คำอธิบาย มีเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวพวกเขากลางถนนและเผชิญข้อหาในแบบที่โโยปกติแล้วเอาไว้ใช้กับผู้ก่อการร้ายเท่านั้น เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งจากมาตรการกวาดล้างคนต่างชาติอย่างรุนแรงของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงมีข้อสังเกตว่าผู้ที่ถูกเล่นงานเป็นคนที่เคยมีส่วนในการประท้วงหรือวิจารณ์รัฐบาลทางอินเทอร์เน็ตมาก่อน


แฟ้มภาพ Wikimedia 

มีเหตุการณ์ที่นักศึกษาในรัฐต่างๆ ทั้งแคลิฟอร์เนีย, โอไฮโอ, นอร์ทแคโรไลนา ถูกยกเลิกวีซ่าอย่างไม่มีคำอธิบายใดๆ มีกรณีที่เกิดในมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างฮาร์วาร์ด, สแตนฟอร์ด, โคลัมเบีย นอกจากนี้ยังมีกรณีที่นักศึกษาถูกตำรวจนอกเครื่องแบบควบคุมตัวกลางท้องถนน และถูกกล่าวหาด้วยข้อหาที่ปกติเอาไว้ใช้กับผู้ก่อการร้ายเท่านั้น

มีนักศึกษาต่างชาติในรัฐต่างๆ อย่างน้อย 32 รัฐ ของอเมริกาที่ถูกถอนวีซา โดยที่ส่วนใหญ่แล้วเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ทำการควบคุมตัวนักศึกษาอ้างใช้กฎหมายบัญญัตินโยบายต่างประเทศปี ค.ศ. 1952 ซึ่งเป็นกฎหมายที่แทบไม่ค่อยมีการนำมาบังคับใช้ แต่เจ้าหน้าที่ก็อ้างกฎหมายนี้เพื่อใช้เล่นงานการทำกิจกรรมของนักศึกษาในสหรัฐฯ มีบางกรณีที่อ้างถอนวีซาโดยอาศัยคดีอื่นของนักศึกษาที่มีอยู่ก่อนหน้านี้

มีการตั้งข้อสังเกตจากทนายความและนักกิจกรรมว่า นักศึกษาที่เสี่ยงจะถูกเล่นงานในครั้งนี้ ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มที่เคยประท้วงแสดงการสนับสนุนปาเลสไตน์ คนที่เคยถูกจับกุมมาก่อน และคนที่เคยโพสต์โซเชียลมีเดียในเชิงวิจารณ์การเมือง

การจ้องเล่นงานนักศึกษาจากต่างชาติเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปราบปรามและส่งตัวคนต่างชาติออกนอกประเทศ กรณีคนเข้าเมืองในทุกกรณีตกอยู่ภายใต้การพิจารณาของทางการโดยไม่เว้นแม้แต่นักศึกษาที่มีวีซา

จาท เชา ทนายความด้านผู้อพยพจากคลีฟแลนด์ ซึ่งเคยทำงานว่าความให้กับนักศึกษาต่างชาติหลายคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชีย กล่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ว่า "มันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการใหญ่ทั้งหมดในการลดจำนวนผู้อพยพ ... พวกเขาเล่นงานคนตัวเล็กๆ และไม่มีอำนาจ คือคนที่ไม่มีทรัพยากรมากเท่าไหร่ในการปกป้องตัวเอง"

สิ่งที่เกิดขึ้นยังทำให้นักเรียนนักศึกษาและสถานศึกษาต่างๆ รู้สึกสับสนเกี่ยวกับการอ้างเหตุผลของภาครัฐในการถอนวีซา รวมถึงตั้งคำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมทางกฎหมายจากการกระทำของรัฐบาล

วีซาแบบไหนที่เสี่ยง?

กลุ่มนักศึกษาที่เสี่ยงจะถูกเล่นงานในสหรัฐฯ คือกลุ่มที่มีวีซา F-1 กับ J-1 สำหรับวีซา F-1 นั้นคือวีซาที่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่ใช่พลเมืองของสหรัฐฯ เข้าประเทศสหรัฐฯ ได้ในฐานะนักศึกษาเต็มเวลาในสถานศึกษาที่ได้รับการรับรอง ซึ่งผู้ที่จะได้วีซากลุ่มนี้ต้องผ่านเกณฑ์ต่างๆ อยู่แล้ว ทั้งการใช้ภาษาอังกฤษ ความสามารถในการหารายได้เลี้ยงตัวเองได้ในช่วงที่มีการศึกษา รวมถึงได้รับการรับรองจากตม.สหรัฐฯ ด้วย

ส่วนวีซา J-1 นั้นมีไว้ให้กับนักเรียนนักศึกษา ครูอาจารย์ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ โดยจะอนุญาตให้สำหรับการเข้าร่วมโครงการที่ได้รับการรับรองแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโครงการด้านการศึกษา การทำงานวิจัย การเข้ารับการฝึกอบรม หรือการสาธิตทักษะพิเศษ โดยที่หลังเสร็จโครงการแล้วพวกเขาจะต้องเดินทางกลับประเทศภายใน 30 วัน

เหล่าผู้ถูกปราบปราม

มีกรณีซึ่งเป็นที่พูดถึงในสื่อคือกรณืที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้ทำการควบคุมตัวผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพนิสิตนักศึกษาปาเลสไตน์ในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในตอนที่เขากำลังให้สัมภาษณ์เพื่อขอสัญชาติพลเมืองอเมริกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามนักกิจกรรมในมหาวิทยาลัยโดยรัฐบาลทรัมป์

กรณีที่ว่านี้เกิดขึ้นกับ โมห์เซน มาห์ดาวี ผู้ที่มีสถานะผู้พักอาศัยถาวรในสหรัฐฯ เขาเป็นผู้ที่ร่วมก่อตั้งสหภาพนักศึกษาปาเลสไตน์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กับนักกิจกรรมอีกคนหนึ่งคือ มาห์มูด คาลิล ผู้ที่ถือกรีนการ์ดในสหรัฐฯ และถูกจับกุมตั้งแต่เดือน มีนาคม ซึ่งในตอนนี้เขากำลังต่อสู้เพื่อไม่ให้ถูกส่งตัวออกนอกประเทศ ทั้งมาห์ดาวีและคาลิล ต่างก็มีบทบาทในการประท้วงสงครามอิสราเอล-ฮามาส เมื่อช่วงปี 2567

ลูนา เดราบี ทนายความของมาห์ดาวี และเป็นผู้ที่เติบโตมาในค่ายผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงค์แต่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ มานานสิบปีแล้ว กล่าวว่า "การที่มาห์ดาวีถูกจับกุมด้วยสาเหตุเรื่องคำปราศรัยของเขานั้น เป็นเรื่องที่แสนอุกอาจ"

เบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกรัฐเวอร์มอนต์ ร่วมกับนักการเมืองอื่นๆ คือ สว. ปีเตอร์ เวลช์ และ สส. เบกกา บาลินท์ วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้เช่นกัน โดยบอกว่า การควบคุมตัวมาห์ดาวีเป็นเรื่องที่ "ไร้ศีลธรรม ไร้มนุษยธรรม และผิดกฎหมาย" แถลงการณ์ของพวกเขาระบุว่ามาห์ดาวีเป็นผู้อาศัยในสหรัฐฯ อย่างถูกกฎหมายและควรจะต้องได้รับการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้อง และควรจะได้รับการปล่อยตัวโดยทันที

มีวิดีโอออนไลน์ที่เผยให้เห็นภาพของมาห์ดาวีถูกควบคุมตัวโดยกลุ่มคนสวมหน้ากากขึ้นรถ SUV สีดำ

ขบวนการยุวชนชาวปาเลสไตน์แถลงการณ์ผ่านทางอินสตาแกรมระบุว่า การเน้นเป้าหมายควบคุมตัวมาห์ดาวีนี้สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องที่รัฐบาลทรัมป์ยังคงดำเนินการตามแผนการของพวกเขา และมีการยกระดับยุทธวิธีโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ให้มีการลักพาตัวและคุมขังนักเรียนนักศึกษากับบุคคลอื่นๆ ที่ไม่มีสัญชาติพลเมืองในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่แสดงออกต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซาอย่างชัดเจน

หรือสหรัฐฯ จะไม่ปลอดภัยสำหรับนักศึกษาต่างชาติแล้ว?

สมทีป เซน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยรอสกิลด์ ระบุในบทความของเขาว่า ความหวาดระแวงนักเรียนนักศึกษาต่างชาติเช่นนี้เกิดขึ้นในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ สมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช จูเนียร์ แล้ว ในตอนนั้นเป็นช่วงเดียวกับที่สหรัฐฯ เข้าสู่ "สงครามต่อต้านการก่อการร้าย" อย่างเต็มรูปแบบ มีการพิจารณานักเรียนนักศึกษาต่างชาติในแบบที่เหยียดเชื้อชาติและมีบรรยากาศเกลียดกลัวอิสลามอยู่ในสหรัฐฯ

แต่เซนก็บอกว่า รัฐบาลทรัมป์สมัยที่สองนี้ความรู้สึกระแวงต่อนักศึกษาต่างชาติก็พุ่งขึ้นถึงระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน กลายเป็นสถานที่ๆ ไม่ปลอดภัยสำหรับนักศึกษาต่างชาติอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งทรัมป์เคยสะท้อนในเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนหาเสียงแล้ว โดยการกล่าวหาว่ามหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ๆ ถูกครอบงำโดยพวกซ้ายจัดและแสดงความเกลียดชังมาเป็นพิเศษต่อกลุ่มนักกิจกรรมที่แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับชาวปาเลสไตน์

เซน เตือนว่ากลุ่มนักศึกษาที่ถูกควบคุมตัวและถอนวีซากลุ่มที่มีชื่อเสียงเหล่านี้เป็นแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น มีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลทรัมป์ได้ทำการยึดวีซานักศึกษารวมแล้วอย่างน้อย 600 ราย จากมหาวิทยาลัยอย่างน้อย 100 แห่งทั่วสหรัฐฯ นอกจากนี้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ได้เริ่มทำการตรวจตราบัญชีโซเชียลมีเดียของกลุ่มคนที่ไม่ได้มีสัญชาติสหรัฐฯ แล้วบอกว่าจะปฏิเสธวีซาและกรีนการ์ดของบุคคลที่ถูกมองว่าเข้าร่วมทำกิจกรรมสนับสนุนปาเลสไตน์

แคทลีน บุช-โจเซฟ ทนายความและนักวิเคราะห์นโยบายจากสถาบันนโยบายคนเข้าเมืองสหรัฐฯ วิเคราะห์ไปในทำนองเดียวกัน บอกว่าเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่ทรัมป์เคยหาเสียงไว้ก่อนหน้านี้คือนโยบายการส่งตัวผู้อพยพออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก ทำให้พวกเขาได้เห็นกระทรวงต่างประเทศทำการเพิกถอนวีซานักศึกษาจำนวนมาก โดยมีการประสานงานกับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ซึ่งมีหน้าที่สั่งฟ้องกรณีส่งผู้อพยพออกนอกประเทศในชั้นศาล

เรียบเรียงจาก
Student visa terminations have quickly hit over half of all states. What's behind it., NBC News, 10-04-2025
United States is no longer a safe destination for international students
US arrests co-founder of Palestinian student group at Columbia University, Politico, 14-04-2025
Palestinian student detained at US citizenship interview, France 24, 15-04-2025
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง