Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ผลการเลือกตั้งทั่วไปของแคนาดาพรรคเสรีนิยมชนะเลือกตั้งได้ สส. 169 ที่นั่ง เฉือนพรรคอนุรักษนิยมที่ผลโพลเคยนำ แต่ช่วงโค้งสุดท้าย ‘มาร์ก คาร์นีย์’ ผู้นำคนใหม่ของพรรคเสรีนิยมพลิกกลับมาชนะ หลังช่วงหาเสียงเรียกความเชื่อมั่นชาวแคนาดารับมือมาตรการขึ้นภาษีการค้าและการขู่ผนวกดินแดนจาก ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ด้านพรรคอนุรักษนิยมได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มากพอส่วน ‘ปิแอร์ ปัวลิเยฟ’ หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม สอบตกแพ้เลือกตั้ง สส.

 

มาร์ก คาร์นีย์ หัวหน้าพรรคเสรีนิยมแคนาดา แถลงหลังทราบผลเลือกตั้งทั่วไป ภาพเมื่อ 29 เม.ย. 68 (ที่มา: Facebook/Mark Carney)

ผลการเลือกตั้งทั่วไปของแคนาดาซึ่งจัดเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 68  โดยเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่ใช้เขตเลือกตั้งใหม่จำนวน 343 เขต ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลสำมะโนประชากรปี 2021 ของแคนาดา ประเด็นหลักในการรณรงค์เลือกตั้งครั้งนี้ได้แก่ ค่าครองชีพ ปัญหาที่อยู่อาศัย อาชญากรรม รวมถึงภาษีการค้ากับภัยคุกคามเรื่องการผนวกดินแดนโดยสหรัฐฯ โดยนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ จากพรรคลิเบอรัล ประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร (29 เม.ย.) ระดับชาติเมื่อช่วงเช้าวันอังคารที่ผ่านมา (29 เม.ย. 68) พร้อมยืนยันว่าแคนาดาจะ “ไม่มีวันยอมจำนนต่อสหรัฐฯ” โดยเป็นการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่ถูกกลบด้วยประเด็นการขึ้นภาษีการค้าจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา

ในฐานะหัวหน้าพรรคเสรีนิยม คาร์นีย์ได้กล่าวปราศรัยตำหนิทรัมป์อย่างรุนแรง และส่งสารแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันถึงประเทศที่กำลังเผชิญความแตกแยก พร้อมให้คำมั่นว่าจะ “เป็นตัวแทนของทุกคนที่เรียกแคนาดาว่าบ้าน”
“ผมได้เตือนมาหลายเดือนแล้วว่า อเมริกาต้องการดินแดน ทรัพยากร น้ำ และประเทศของเรา และนี่ไม่ใช่คำขู่ลอยๆ ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังพยายามทำลายเรา เพื่อที่อเมริกาจะได้เป็นเจ้าของเรา แต่สิ่งนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น” คาร์นีย์กล่าว พร้อมชื่นชมการพลิกสถานการณ์อันน่าทึ่งของพรรคเสรีนิยม

เขายังย้ำถ้อยคำที่เคยกล่าวไว้ระหว่างการหาเสียงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

"เราผ่านพ้นความตกใจจากการถูกอเมริกาทรยศมาแล้ว แต่เราไม่ควรลืมบทเรียนที่ได้รับ เราต้องปกป้องตัวเอง และที่สำคัญที่สุด เราต้องดูแลกันและกัน" เขากล่าว

ตามการคาดการณ์ของ CBC พรรคเสรีนิยมกลับมาเป็นรัฐบาลอีกสมัยเป็นครั้งที่สี่ติดต่อกัน แต่คาร์นีย์จะต้องจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยต่อไป

พรรคเสรีนิยมชนะเลือกตั้ง แต่สะท้อนระบบการเมือง 2 ขั้วชัดขึ้น

ทั้งนี้พรรคเสรีนิยมได้รับชัยชนะใน 169 ที่นั่ง โดยขาดอีกเพียง 3 ที่นั่งจากเกณฑ์เสียงข้างมาก 172 ที่นั่ง ทั้งนี้ในหลายเขตเลือกตั้งของแคนาดา ซึ่งเรียกกันว่า “ไรดิ้ง” ผลการเลือกตั้งออกมาสูสี และอาจมีการนับคะแนนใหม่ตามคำสั่งศาลในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ทั้งนี้ นับเป็นรัฐบาลพรรคเสรีนิยมชุดที่สี่ติดต่อกัน และหากไม่ดึงพรรคประชาธิปไตยใหม่เข้าร่วมรัฐบาลผสม พรรคเสรีนิยมมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยชุดที่สามติดต่อกันหลังจากชัยชนะเลือกตั้งในปี 2558, 2562 และ 2564 อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งรอบนี้พรรคเสรีนิยมยังมีคะแนนเลือกตั้งรวมมากกว่าพรรคอนุรักษนิยม ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งในปี 2562 และ 2564 ที่แม้พรรคอนุรักษนิยมได้ที่นั่ง สส. น้อยกว่า แต่ยังมีคะแนนเสียงรวมมากกว่า และทั้งพรรคเสรีนิยมและพรรคอนุรักษนิยมต่างได้คะแนนเสียงและจำนวนที่นั่งมากขึ้นเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2564

ขณะที่พรรคอื่นๆ ต่างสูญเสียที่นั่ง สส. โดยเฉพาะพรรคประชาธิปไตยใหม่ (New Democratic Party) พรรคกลางซ้ายที่มีบทบาทสำคัญสมัยรัฐบาลเสียงข้างยุคจัสติน ทรูโดได้ สส. เหลือ 7 ที่นั่งจากครั้งก่อนมี สส. 24 ที่นั่ง ทำให้พรรคประชาธิปไตยใหม่ได้ สส. ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ 12 ที่นั่ง ทำให้สูญเสียสถานะพรรคในสภาแคนาดาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2536 โดยจะมีผลไม่ได้รับการันตีเวลาอภิปรายในสภา งบประมาณสนับสนุนพรรค รวมทั้ง สส.พรรค NDP จะไม่ได้ที่นั่งในคณะกรรมาธิการรัฐสภาโดยอัตโนมัติ จนกว่าจะมีพรรคการเมืองหลักในสภาเห็นชอบด้วย

ทั้งนี้ นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2543 ที่พรรคเสรีนิยมได้คะแนนเสียงมากกว่า 40% และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2531 ที่พรรคอนุรักษนิยมทำได้เช่นกัน รวมถึงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2473 ที่ทั้งสองพรรคมีคะแนนเกินเกณฑ์นี้ ความพ่ายแพ้ของพรรคประชาธิปไตยใหม่ครั้งนี้ถือว่าเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรรค โดยได้คะแนนเสียงรวมเพียงราว 6% และได้ที่นั่งเพียง 7 ที่นั่ง การที่คะแนนเสียงกระจุกอยู่กับสองพรรคใหญ่ถูกนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณของการแบ่งขั้วทางการเมืองในแคนาดา และอาจนำไปสู่ระบบสองพรรคอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ผลการเลือกตั้งยังถือเป็นการพลิกกระแสจากแบบสำรวจที่ต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2566 ถึงต้นปี 2568 ซึ่งคาดการณ์ว่าพรรคอนุรักษนิยมจะชนะอย่างถล่มทลาย การที่มาร์ก คาร์นีย์เข้ามาแทนจัสติน ทรูโดในตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสรีนิยม ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงนี้ ด้วยประสบการณ์กว้างขวางในฐานะผู้ว่าการธนาคารกลาง และภาพลักษณ์ของความสามารถ คาร์นีย์ถูกมองว่าเหมาะสมในการจัดการกับสงครามการค้าที่สหรัฐฯ เป็นผู้เริ่มและปัญหาเศรษฐกิจอื่นๆ

มีผู้นำพรรคการเมืองที่แพ้เลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง ได้แก่ ปิแอร์ ปัวลิเยฟ หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม, จากมีต สิงห์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ และโจนาธาน เปดโนต์ หัวหน้าร่วมของพรรคกรีน โดยเฉพาะปัวลิเยฟซึ่งเคยชนะเลือกตั้งในเขตนี้ติดต่อกันมาเจ็ดสมัยนับตั้งแต่ปี 2547 การพ่ายแพ้ของเขาถือเป็นความผิดหวังครั้งใหญ่ของพรรคอนุรักษนิยม

ปิแอร์ ปัวลิเยฟ หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมและผู้นำฝ่ายค้าน ยอมรับความพ่ายแพ้เมื่อช่วงเช้าวันอังคาร คืนที่เลวร้ายสำหรับพรรคของเขายังจบลงด้วยการที่ปัวลิเยฟ ผู้ซึ่งผลสำรวจความนิยม เคยมีคะแนนนำพรรคเสรีนิยมมากกว่า 20 จุดก่อนที่ทรัมป์จะกลับเข้าสู่ทำเนียบขาว กลับต้องสูญเสียเก้าอี้ สส. เขตคาร์ลตัน ให้แก่ผู้สมัครจากพรรคเสรีนิยม บรูซ แฟนจอย ทั้งที่เขาครองเก้าอี้เขตดังกล่าวในพื้นที่ออตตาวามานานกว่า 20 ปี

ส่วนจากมีต ซิงห์ ผู้นำพรรคประชาธิปไตยใหม่ได้ประกาศลาออกหลังแพ้เลือกตั้ง สส. ในเขตของตนเอง โดยเขากล่าวยกย่องคาร์นีย์ผู้ชนะไว้ด้วย "เขามีหน้าที่สำคัญในการเป็นตัวแทนของชาวแคนาดาทั้งหมด และปกป้องประเทศของเราจากภัยคุกคามต่ออธิปไตยที่มาจากโดนัลด์ ทรัมป์"

บรรดาผู้นำจากเม็กซิโก สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆ ต่างรีบแสดงความยินดีกับคาร์นีย์ในชัยชนะครั้งนี้ สำนักงานนายกรัฐมนตรีระบุในแถลงการณ์เมื่อเย็นวันอังคารว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โทรศัพท์แสดงความยินดีกับคาร์นีย์เช่นกัน

"ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องถึงความสำคัญของการที่แคนาดาและสหรัฐอเมริกาจะต้องร่วมมือกัน ในฐานะประเทศเอกราชที่มีอธิปไตย เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน” แถลงการณ์ระบุ “และเพื่อเป้าหมายนั้น ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะพบกันแบบพบหน้ากันในเร็วๆ นี้"

มาร์ก คาร์นีย์ จากโลกการเงิน อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งอังกฤษ สู่ผู้นำแคนาดา

มาร์ก คาร์นีย์ วัย 60 ปี ผู้นำพรรคเสรีนิยม อดีตผู้ว่าการธนาคารกลาง กลายเป็นผู้นำคลื่นความไม่พอใจต่อทรัมป์นับตั้งแต่เขาชนะการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคด้วยคะแนนถล่มทลาย หลังจากอดีตนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ลาออกเมื่อเดือนที่แล้ว คาร์นีย์สามารถปลุกกระแสสาธารณชนให้ลุกขึ้นต่อต้านคำขู่ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะผนวกแคนาดาเป็น “รัฐที่ 51” และทำให้การปกป้องแคนาดาเป็นหัวใจหลักของนโยบายพรรค

เดิมทีปิแอร์ ปัวลิเยฟ หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมเป็นตัวเต็งในการเลือกตั้ง หลังจากทรูโดประกาศลาออกในเดือนมกราคม เนื่องจากผลสำรวจที่ย่ำแย่ วิกฤตค่าครองชีพ และกระแสต่อต้านภายในคณะรัฐมนตรีของเขา

อย่างไรก็ตาม การขึ้นภาษีสินค้าจากแคนาดาและคำขู่เรื่องอธิปไตยโดยทรัมป์ ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการเลือกตั้งครั้งนี้ให้กลายเป็นเสมือนการลงประชามติต่อต้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ปัวลิเยฟกล่าวว่า พรรคอนุรักษนิยมของเขาจะร่วมมือกับคาร์นีย์และพรรคการเมืองอื่นๆ ในการ “ปกป้องผลประโยชน์ของแคนาดา” และ “คุ้มครองอธิปไตยของเรา”

“เราจะยืนหยัดเพื่อแคนาดาเสมอ ในขณะที่ต้องเผชิญกับภาษีและภัยคุกคามที่ไม่รับผิดชอบจากประธานาธิบดีทรัมป์” เขากล่าว

ก่อนที่จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาก่อน ตลอดหลายทศวรรษในแวดวงการเงิน เขาเคยมีบทบาทสำคัญในการนำรัฐบาลต่างๆ ฝ่าฟันวิกฤตระดับโลกหลายครั้ง รวมถึงการพาเศรษฐกิจแคนาดารอดพ้นจากวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งอังกฤษ เขายังมีบทบาทสำคัญในการนำสหราชอาณาจักรผ่านช่วง Brexit ซึ่งเขากล่าวว่าเป็นตัวอย่างของสิ่งที่สหรัฐฯ อาจต้องเผชิญจากผลของสงครามการค้า

แนวคิดที่ว่าแคนาดาต้องสร้างเส้นทางของตัวเองให้พ้นจากอิทธิพลของสหรัฐฯ เป็นหลักสำคัญทางการเมืองที่คาร์นีย์ย้ำมาโดยตลอดนับตั้งแต่รับตำแหน่ง

ในการหาเสียง เขานิยามตัวเองเป็นมืออาชีพสายกลางที่มีประสบการณ์ และพร้อมจะนำพาเศรษฐกิจแคนาดาฝ่าความผันผวนระดับลึก

การที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีสินค้าส่งออกจากแคนาดาถือเป็นภัยคุกคามอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะภาษี 25% ต่อเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงคำขู่ที่จะเก็บภาษียาและไม้แปรรูป ได้สั่นคลอนภาคธุรกิจและผลักแคนาดาเข้าใกล้ภาวะถดถอย คาร์นีย์ไม่ได้ลดทอนความรุนแรงของปัญหานี้ โดยเตือนล่วงหน้าว่า “วันเวลาที่ยากลำบากกำลังมาถึง” พร้อมแรงกดดันต่อตลาดแรงงานแคนาดา

เขาให้คำมั่นด้วยว่าจะ “สร้างสิ่งต่างๆ ในประเทศนี้อีกครั้ง” เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ด้วยการเร่งก่อสร้างที่อยู่อาศัย โรงงาน และแหล่งพลังงานทั้งสะอาดและแบบดั้งเดิม

แม้คาร์นีย์จะไม่ปิดประตูเจรจากับทรัมป์ แต่เขาก็เดินหน้าสร้างพันธมิตรใหม่ที่ “เชื่อถือได้มากกว่า” โดยการเดินทางต่างประเทศครั้งแรกของเขาในฐานะนายกรัฐมนตรีคือการไปยุโรป ซึ่งเขาได้หารือกับเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสและอังกฤษเกี่ยวกับการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง การทหาร และเศรษฐกิจ

ในคำปราศรัยประกาศชัยชนะช่วงเช้าวันอังคาร คาร์นีย์กล่าวว่า เมื่อถึงเวลาที่เขาได้นั่งโต๊ะเจรจากับทรัมป์ “มันจะเป็นการหารือเรื่องอนาคตของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างประเทศเอกราชทั้งสอง”

“และมันจะเป็นการหารือโดยมีความเข้าใจอย่างเต็มที่ว่า แคนาดายังมีทางเลือกอีกมากมาย นอกจากสหรัฐฯ สำหรับการสร้างความมั่งคั่งให้แก่ประชาชนของเรา” เขากล่าว

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ชาวแคนาดาจำนวนมากมองว่าคาร์นีย์เป็นผู้นำที่เหมาะสมในการนำพาประเทศผ่านสงครามการค้ากับพันธมิตรเก่าแก่

“ในช่วงวิกฤต สิ่งสำคัญคือการรวมพลัง และจำเป็นต้องลงมือด้วยจุดมุ่งหมายและพลังอย่างจริงจัง และนั่นคือสิ่งที่เราจะทำ” คาร์นีย์กล่าวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ขณะวางบทบาทตนเองในการเผชิญหน้ากับทรัมป์

ส่วนพรรคประชาธิปไตยใหม่ (NDP) พรรคกลางซ้ายที่เคยมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลเสียงข้างน้อยของพรรคเสรีนิยมสมัยจัสติน ทรูโด แต่การเลือกตั้งรอบนี้สูญเสียที่นั่ง สส. ไปมาก เหลือเพียง 7 ที่นั่งจากครั้งก่อนหน้ามี สส. 24 ที่นั่ง ทำให้ผู้นำพรรค จากมีต ซิงห์ ได้ประกาศลาออกหลังแพ้เลือกตั้งในเขตของตนเอง โดยเขากล่าวยกย่องคาร์นีย์ผู้ชนะไว้ด้วย “เขามีหน้าที่สำคัญในการเป็นตัวแทนของชาวแคนาดาทั้งหมด และปกป้องประเทศของเราจากภัยคุกคามต่ออธิปไตยที่มาจากโดนัลด์ ทรัมป์”

 

แปลและเรียบเรียงจาก

Canada will ‘never’ yield to Trump’s threats as Prime Minister Carney declares election victory, CNN, 29 April 2025  https://edition.cnn.com/2025/04/28/americas/canada-election-results-carney-poilievre-intl-hnk/index.html

2025 Canadian federal election, Wikipedia, https://en.wikipedia.org/wiki/2025_Canadian_federal_election

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง