Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อวานนี้ (3 มิ.ย. 2568) 112WATCH เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของสุพิชฌาย์ ‘เมลิญณ์” ชัยลอม ผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากการถูกดำเนินคดีข้อหาประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ต้องลี้ภัยออกไปตั้งแต่อายุ 18 ปี พูดถึงประสบการณ์หลังการลี้ภัยทางการเมืองในประเทศแคนาดา

112WATCH: ตั้งแต่ที่คุณตัดสินใจลี้ภัยออกจากประเทศไทยชีวิตของคุณเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างทั้งในแง่ส่วนตัวและการเคลื่อนไหวทางการเมือง? ช่วยเล่าประวัติของคุณเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมืองในไทยด้วย

เมลิญณ์: ชีวิตของดิฉันเปลี่ยนแปลงไปอย่างลึกซึ้งและหลาก หลายมิตินับตั้งแต่ตัดสินใจลี้ภัยออกจากประเทศไทย ทั้งในด้านส่วนตัวและในบริบทของการมีส่วนร่วมทางการเมือง ดิฉันเติบโตมากับความสนใจในประเด็นสังคม และเริ่มมีบทบาทในการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างจริงจังในช่วงวัยรุ่น โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างเข้มข้น ดิฉันเข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุม การจัดเวิร์กช็อปให้ความรู้ และการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง

หลังจากลี้ภัยมาที่ประเทศแคนาดา ดิฉันสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีเสรีภาพมากขึ้น โดยไม่มีความหวาดกลัวจากการถูกจับกุมหรือคุกคามจากรัฐ ซึ่งความปลอดภัยนี้เองที่เปิดโอกาสให้

ดิฉันได้กลับมาใช้ชีวิตในแบบที่ตนเองปรารถนาอย่างเต็มที่ตั้งแต่ปีแรกที่ย้ายมา ดิฉันได้รับทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีเต็มจำนวน ซึ่งช่วยให้สามารถพัฒนาตนเองในสายงานที่รักอย่าง

เกมดีไซน์—a career path ที่เคยถูกดูแคลนเมื่อตอนยังอยู่ในไทย ปัจจุบันนี้ ดิฉันกำลังจะได้รับสัญชาติแคนาดา และมีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัวในแวดวงอาชีพที่เคยเป็นเพียงความฝันสังคมใหม่ที่ดิฉันได้เข้ามาอยู่นั้นเปิดกว้างสำหรับผู้คนจากทุกเชื้อชาติ ศาสนา เพศสภาพ และความเชื่อทางการเมือง โดยมีระบบสวัสดิการที่เข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นบริการอาหารฟรี ระบบสาธารณสุขที่ไม่มีค่าใช้จ่าย โปรแกรมฝึกอาชีพ และการศึกษาที่ครอบคลุม ทำให้ดิฉันมีโอกาสทุ่มเทเวลาไปกับการสร้างสรรค์ผลงาน และการกลับมาทบทวนบทบาทของตนเองในฐานะนักเคลื่อนไหวอย่างมีคุณภาพมากขึ้น

อะไรคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คุณตัดสินใจออกจากประเทศ และคุณรู้สึกอย่างไรในช่วงเวลานั้น?

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นเมื่อดิฉันตระหนักว่าความปลอดภัยของตนเองและครอบครัวไม่อาจได้รับการรับรองภายใต้รัฐที่ปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างเป็นระบบ เหตุการณ์ที่

สร้างแรงกระเพื่อมที่สุดคือการที่เจ้าหน้าที่รัฐนำพ่อแม่ของดิฉันไปควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่มีการแจ้งสาเหตุอย่างชัดเจน และใช้พวกเขาเป็นเครื่องมือในการบีบบังคับให้ดิฉันเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว นอกจากนี้ ยังมีการข่มขู่เอาชีวิตผ่านครอบครัวซึ่งเป็นการล่วงละเมิดทั้งในทางกฎหมายและศีลธรรมอย่างร้ายแรง

ในช่วงเวลานั้น ดิฉันรู้สึกอ่อนแออย่างถึงที่สุด การถูกหมายจับหลายครั้งติดต่อกัน และการที่ไม่มีแหล่งพึ่งพิงที่มั่นคงในประเทศทำให้ความหวังในการมีชีวิตอยู่ด้วยศักดิ์ศรีค่อยๆ ริบหรี่ลง ดิฉัน

ตัดสินใจเดินทางออกจากประเทศภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์โดยถือว่าการรักษาชีวิตของตนเองไว้คือ "อาวุธสุดท้าย" ที่เหลืออยู่ ดิฉันไม่ได้ต้องการจะเป็นวีรชนในเรือนจ เพราะรู้ว่าตนเอง

ไม่มีศักยภาพหรือความพร้อมในการต่อสู้ภายใต้เงื่อนไขเหล่านั้นการได้รับการสนับสนุนจากบุคคลรอบตัวที่เคารพต่อ "เพดานการต่อสู้" ของแต่ละคน เป็นสิ่งที่ช่วยให้ดิฉันสามารถผ่านวิกฤตินั้นมาได้

ในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง คุณมองว่าชุมชนชาวไทยในต่างประเทศมีบทบาทในการสนับสนุนหรือเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิเสรีภาพอย่างไรบ้าง?

ดิฉันเชื่อมั่นมาตลอดว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่ภายในพรมแดนทางภูมิศาสตร์ ประชาชนไทยที่พำนักอยู่ในต่างประเทศมีศักยภาพและความรับผิดชอบเช่นเดียวกันในการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในประเทศของตนเอง โดยเฉพาะในกรณีที่เสียงภายในประเทศถูกเซ็นเซอร์หรือกดทับบทบาทของชุมชนไทยในต่างแดนมีความหลากหลาย ทั้งในเชิง

นโยบาย การประท้วง การจัดตั้งองค์กรเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัย และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเคลื่อนไหว ตัวอย่างเช่น การจัดเวทีพูดคุยในมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานนานาชาติ การส่ง

เสียงผ่านสื่อระหว่างประเทศ รวมถึงการร่วมมือกับองค์กรสิทธิมนุษยชนในระดับโลก สิ่งเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อรัฐบาลไทย และเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการต่อสู้ที่มีพลังไม่น้อยไปกว่าการเคลื่อนไหวภายในประเทศ

คุณเคยเผชิญกับความรู้สึกโดดเดี่ยว หวาดกลัวหรือแรงกดดันบ้างไหมในฐานะผู้ลี้ภัย? แล้วคุณจัดการกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร?

ความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งที่แทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ของผู้ลี้ภัยทางการเมือง แม้จะมาอยู่ในประเทศที่ปลอดภัยแล้ว ความกลัว ความระแวง และความเจ็บปวดทางจิตใจก็ยังคงติดตามมาอย่างไม่ลดละ ดิฉันเชื่อว่าผู้ลี้ภัยจำนวนมากยังคงต้องต่อสู้กับบาดแผลทางใจที่เกิดจากการถูกทำให้เป็นเป้าหมาย การสูญเสียรากฐานของชีวิต และความรู้สึกว่าไม่มีที่ใดที่เรียกว่า "บ้าน" ได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ รัฐไทยยังมีบทบาทในการสร้างวาทกรรมเกลียดชังเพื่อบั่นทอนความชอบธรรมของผู้ลี้ภัย ซึ่งสร้างแรงกดดันทางสังคมและทำให้บางคนรู้สึกโดดเดี่ยวเป็นสองเท่า สำหรับดิฉันการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตและการได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูสภาพจิตใจ การยอมรับว่า

ตนเองต้องการความช่วยเหลือ ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการแสดงออกถึงความเข้มแข็งที่แท้จริงในฐานะมนุษย์

สำหรับคนรุ่นใหม่ในไทยที่ยังคงต่อสู้ในประเทศคุณอยากจะฝากข้อความอะไรถึงพวกเขา?

ดิฉันอยากบอกกับคนรุ่นใหม่ที่ยังคงต่อสู้อยู่ในประเทศไทยว่า ท่ามกลางความเหน็ดเหนื่อยและความสูญเสียอันแสนสาหัส ความกล้าหาญของคุณมีความหมายอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงในมิติส่วนตัว แต่ยังหมายถึงพลังที่ขับเคลื่อนสังคมทั้งระบบดิฉันอยากให้ทุกคนรู้ว่า 

การต่อสู้ที่ยั่งยืนไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบที่เป็นที่ประจักษ์ เช่น การเป็นผู้นำการชุมนุม หรือการออกสื่อบ่อยครั้ง หากแต่เป็นการมีสติรู้เท่าทันสิทธิของตนเอง และยืนหยัดปกป้องสิทธิเหล่านั้นด้วยความมั่นคงในจิตใจนักเคลื่อนไหวไม่ใช่ฮีโร่ แต่คือคนธรรมดาที่เลือกจะไม่เพิกเฉยต่อความอยุติธรรม หากวันใดที่รู้สึกเหนื่อยล้า ดิฉันอยากให้ทุกคนรู้ว่าสามารถหยุดพักได้ เพราะสุขภาพกายและจิตของเราคือเชื้อเพลิงหลักในการดำรงไว้ซึ่งการเปลี่ยนแปลง หากเราไม่ดูแลตัวเองให้ดี การต่อสู้ก็ไม่อาจไปถึงจุดหมายที่หวังไว้ได้

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง