รายงานล่าสุดจากสหประชาชาติเผยชนพื้นเมืองต้องทนรับมือทั้งภัยธรรมชาติและแผนรักษ์โลกที่ไม่นับรวมพวกเขา แม้พวกเขาจะเป็นผู้ที่รักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีที่สุดมาตลอดประวัติศาสตร์

เด็กคนหนึ่งจากชุมชนพื้นเมืองบัดเจา (Badjao) ในฟิลิปปินส์ นั่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังที่เหลือจากพายุไต้ฝุ่น | ที่มาภาพ: UNICEF/Louie Pacardo
รายงานล่าสุดจากสหประชาชาติเผยว่า ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อนและทั่วโลกเริ่มเร่งแก้ปัญหาด้วยการลดการปล่อยคาร์บอน กลุ่มชนพื้นเมืองดั้งเดิม ซึ่งเป็นผู้ที่รักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีที่สุดมาตลอดประวัติศาสตร์ กลับถูกละเลยและไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพออีกครั้ง
จากรายงาน "The State of the World’s Indigenous Peoples" ที่เผยแพร่เมื่อช่วงเดือน เม.ย. 2025 ชี้ให้เห็นความไม่เป็นธรรมอย่างชัดเจน แม้ว่าชนพื้นเมืองจะมีเพียง 6% ของประชากรโลก แต่พวกเขาดูแลปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของโลกถึง 80% ทว่ากลับได้รับเงินช่วยเหลือด้านการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศน้อยกว่า 1% เท่านั้น
รายงานนี้แสดงให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังทำกันอยู่นั้นไม่เพียงแต่ช้าเกินไป แต่ยังไม่เป็นธรรมอีกด้วย โครงการพลังงานสีเขียวหลายโครงการถูกบังคับใช้โดยไม่ได้ปรึกษาชุมชนท้องถิ่น การตัดสินใจนโยบายสำคัญๆ มักไม่มีตัวแทนของชนพื้นเมืองร่วมอยู่ด้วย ชุมชนเหล่านี้จึงมักถูกผลักออกจากกระบวนการแก้ปัญหา ถูกบังคับให้ย้ายออกจากพื้นที่ และไม่ได้รับทรัพยากรที่จำเป็น
ฮินดู อูมารู อิบราฮิม (Hindou Oumarou Ibrahim) ประธานเวทีชนพื้นเมืองแห่งสหประชาชาติ (UN Permanent Forum on Indigenous Issues) กล่าวไว้ว่า "แม้เราจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพอากาศอย่างหนัก แต่เราไม่ใช่เหยื่อ เราคือผู้พิทักษ์ธรรมชาติที่ทุ่มเทรักษาสมดุลของโลกเพื่อลูกหลานในอนาคต"
รายงานฉบับนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากผู้นำชนพื้นเมือง นักวิจัย และองค์การอนามัยโลก (WHO) นำเสนอกรณีศึกษา ข้อมูล และประสบการณ์ตรงจากทั่วโลกทั้ง 7 ภูมิภาค
'ภูมิปัญญาดั้งเดิม' ทางออกสำหรับวิกฤตสมัยใหม่

แร่ทองแดง โคบอลต์ และนิกเกิลในเหมืองแร่ | ที่มาภาพ: Unsplash/Paul-Alain Hunt
รายงานนี้เรียกร้องให้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อความรู้ของชนพื้นเมือง แทนที่จะมองว่าเป็นเพียง "เรื่องเล่าโบราณ" หรือ "ตำนานพื้นบ้าน" ควรยอมรับว่าเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคนิคที่มีคุณค่า
ภูมิปัญญาของชนพื้นเมืองได้ผ่านการพิสูจน์มายาวนาน มีวิธีการที่เป็นระบบ และเกิดจากความสัมพันธ์โดยตรงกับธรรมชาติที่พวกเขาอยู่ร่วมกันมานับพันปี
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือที่เปรู ชาวเคชัว (Quechua) ได้ฟื้นฟูวิธีการจัดการน้ำแบบโบราณเพื่อรับมือกับภัยแล้งและธารน้ำแข็งที่กำลังละลาย วิธีการนี้มีประสิทธิภาพมากจนได้รับการเผยแพร่ไปยังเกษตรกรในคอสตาริกา เป็นตัวอย่างความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน
อีกตัวอย่างหนึ่งพบในโซมาเลีย ที่คำสอนที่ถ่ายทอดปากต่อปากทำหน้าที่เป็นกฎหมายสิ่งแวดล้อม เช่น ห้ามตัดต้นไม้บางชนิด (gurmo go’an) ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติที่ฝังอยู่ในวัฒนธรรม ถ่ายทอดผ่านสุภาษิต เรื่องเล่า และข้อห้ามต่างๆ แทนที่จะเป็นเอกสารทางกฎหมาย
นอกจากนี้ ชาวคอมคาอัก (Comcaac) ในเม็กซิโกได้รวบรวมความรู้ทางนิเวศวิทยาและทะเลไว้ในภาษาของพวกเขา มีชื่อเรียกสถานที่ต่างๆ ที่บ่งบอกถึงความรู้ เช่น "มูสนี โอเฟีย" (Moosni Oofia) หมายถึงแหล่งที่เต่าเขียวมารวมตัวกัน และ "ทอสนี อิติ อิฮีเควท" (Tosni Iti Ihiiquet) คือพื้นที่ที่นกกระทุงมาวางไข่ ชื่อเรียกเหล่านี้เป็นเสมือนฐานข้อมูลความรู้ที่มีชีวิตและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของพวกเขา ดังที่รายงานได้เน้นย้ำไว้
แก้ปัญหาสีเขียวแต่ละเลยคนพื้นเมือง

หญิงสาวพื้นเมืองตัวแทนของชาวซามิ (Sami People) ที่พาวิเลียนการประชุม COP26 | ที่มา: UN News/Laura Quiñones
รายงานยังชี้ให้เห็นปัญหาสำคัญว่า แม้โลกกำลังมุ่งสู่อนาคตพลังงานหมุนเวียน แต่ชนพื้นเมืองหลายกลุ่มกลับต้องแบกรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยไม่ได้ถูกนับเป็นพันธมิตรในการแก้ปัญหา แต่กลายเป็นผู้เสียประโยชน์จากทางออกที่ถูกกำหนดขึ้น
อิบราฮิมระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า "สิ่งที่เรียกว่าทางออกสีเขียวนั้นบ่อยครั้งสร้างภัยคุกคามต่อชนพื้นเมืองไม่ต่างจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศเอง" ไม่ว่าจะเป็นการขยายพื้นที่ปลูกพืชเพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ โครงการชดเชยคาร์บอน หรือการขุดแร่ธาตุเพื่อเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เศรษฐกิจใหม่ที่หลายคนหวังว่าจะเป็นทางรอดกลับสร้างบนความไม่เป็นธรรมแบบเดิมๆ
ในแอฟริกา ความต้องการแร่ธาตุอย่างลิเธียมและโคบอลต์สำหรับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดได้นำไปสู่การขุดเจาะที่ไม่ได้รับความยินยอมจากชุมชนท้องถิ่น ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและการอพยพโยกย้าย ซึ่งแทบไม่ต่างจากยุคล่าอาณานิคม
เช่นเดียวกับในทวีปอเมริกา ที่โครงการชดเชยคาร์บอนและการอนุรักษ์ป่าถูกดำเนินการบนที่ดินของชนพื้นเมืองโดยไม่ผ่านการปรึกษาหารือ นอกจากจะทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังกีดกันชุมชนเหล่านี้จากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ควรได้รับ
รายงานเตือนว่า หากยังออกแบบและดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศโดยไม่ให้ชนพื้นเมืองมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เราจะยังคงวนเวียนอยู่ในวงจรเดิมที่เป็นต้นเหตุของวิกฤตสิ่งแวดล้อมตั้งแต่แรก
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคุกคามสุขภาพชนพื้นเมือง

ผู้เข้าร่วมเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมวาระที่ 24 ของเวทีถาวรว่าด้วยประเด็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม (the 24th Session of the Permanent Forum on Indigenous Issues) | ที่มาภาพ: UN Photo/Loey Felipe
WHO ได้จัดทำรายงานพิเศษที่เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารนี้ เผยให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสุขภาพของชุมชนพื้นเมือง ซึ่งไม่ได้กระทบเพียงร่างกาย แต่ยังรวมถึงวิถีชีวิตทางสังคม วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของพวกเขา
ในเขตอาร์กติก อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง การย้ายถิ่นของสัตว์ป่า และรูปแบบอากาศที่แปรปรวนกำลังทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิม เช่น การล่าสัตว์และการเก็บเกี่ยวพืชตามฤดูกาล สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความเครียดทางจิตใจ แต่ยังคุกคามความมั่นคงทางอาหารของชุมชน
ผู้หญิงพื้นเมืองเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเฉพาะในแอฟริกาตะวันออก พวกเธอมีความเสี่ยงสูงต่อโรคเขตร้อนที่ถูกละเลย เช่น โรคพยาธิใบไม้ในเลือด โรคลิชมาเนีย และโรคหนอนพยาธิที่ติดต่อทางดิน
ส่วนในป่าอเมซอน ความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลงเพราะโลกร้อนขึ้นทำให้การเข้าถึงอาหารท้องถิ่นและพืชสมุนไพรยากขึ้น ส่งผลให้หญิงตั้งครรภ์และแม่ที่ให้นมบุตรขาดสารอาหาร และทำให้ชุมชนทั้งหมดเปราะบางต่อปัญหาสุขภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้เผชิญความท้าทายมากมาย ชุมชนพื้นเมืองได้แสดงความเข้มแข็งและความสามารถในการปรับตัว โดยเฉพาะผู้หญิงและผู้อาวุโสที่เป็นผู้นำในการคิดค้นวิธีรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งการฟื้นฟูอาหารท้องถิ่น การถ่ายทอดความรู้ระหว่างรุ่น และการปรับปฏิทินการเก็บเกี่ยวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
'ไร้เสียง ไร้ทรัพยากรทางการเงิน' ความท้าทายของชนพื้นเมือง
แม้ปัจจุบันชนพื้นเมืองจะได้รับการกล่าวถึงมากขึ้นในเวทีสิ่งแวดล้อมโลก แต่รายงานชี้ให้เห็นว่าบทบาทจริงของพวกเขายังถูกจำกัดอย่างมาก ทั้งในแง่การมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและการเข้าถึงทรัพยากรทางการเงิน
ชุมชนพื้นเมืองทั่วโลกยังคงพบอุปสรรคเชิงระบบที่ขัดขวางการเข้าถึงเงินทุนสนับสนุนด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ สถิติที่น่าตกใจคือ แม้มีเม็ดเงินมหาศาลหมุนเวียนในโครงการรับมือโลกร้อนทั่วโลก แต่มีเพียงน้อยกว่า 1% เท่านั้นที่เข้าถึงมือชนพื้นเมืองโดยตรง
รายงานเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐาน ไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มงบประมาณ แต่ต้องเปลี่ยนแปลงว่าใครเป็นผู้ควบคุมการจัดสรรงบประมาณเหล่านั้น
ข้อเสนอสำคัญจากรายงานรวมถึงการสร้างกลไกทางการเงินที่ชนพื้นเมืองเป็นผู้บริหารจัดการเอง การยอมรับระบบการปกครองดูแลตนเองของชนพื้นเมืองอย่างเป็นทางการ และการรับรองสิทธิในการควบคุมข้อมูลของตนเอง โดยให้ชุมชนมีอำนาจตัดสินใจว่าความรู้เกี่ยวกับที่ดินและวิถีชีวิตของพวกเขาจะถูกรวบรวมและนำไปใช้อย่างไร
รายงานเตือนอย่างหนักแน่นว่า หากไม่ปรับเปลี่ยนระบบเหล่านี้ การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศจะเสี่ยงต่อการทำซ้ำรูปแบบเดิมของการกีดกันและการละเมิดสิทธิ ซึ่งเป็นการบั่นทอนทั้งสิทธิของชนพื้นเมืองและเป้าหมายการรักษาสิ่งแวดล้อมของโลกที่ทุกฝ่ายพยายามบรรลุมาอย่างยาวนาน
ที่มา:
Indigenous Peoples sidelined in global climate fight, UN warns (UN News, 24 April 2025)
