ครม.เห็นชอบให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 155 ว่าด้วยความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ค.ศ. 1981 - เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมของศูนย์ประเมินความรู้ความสามารถกลาง - อนุมัติร่างพระราชบัญญัติแรงงานทะเล
27 พ.ค. 2568 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมิเห็นชอบตามที่ กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ ดังนี้
1. การให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) ฉบับที่ 155 ว่าด้วยความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ค.ศ. 1981 (อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 155) และพิธีสาร ค.ศ. 2002 ส่วนเสริมอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 155 ว่าด้วยความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ค.ศ. 1981 (พิธีสารฯ)
2. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการจัดทำ สัตยาบันสารเพื่อการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 155 และพิธีสารฯ
3. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานดำเนินการมอบสัตยาบันสารให้กับผู้อำนวยการใหญ่ ILO ในฐานะผู้เก็บรักษาอนุสัญญา (กำหนดการเดินทางไปมอบสัตยาบันสารให้กับผู้อำนวยการใหญ่ ILO ในระหว่างการประชุมใหญ่ ประจำปี ILO สมัยที่ 113 ระหว่างวันที่ 9-13 มิถุนายน2568 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส)
นายคารม กล่าวว่า สาระสำคัญของอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 155 ซึ่งประเทศไทย (ไทย) มีการดำเนินการที่สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว เช่น การดำเนินการตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 155 มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้รัฐสมาชิกที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ ดำเนินการจัดทำนโยบายแห่งชาติเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และดำเนินการตามขั้นตอน ที่จำเป็น ทั้งปฏิบัติการระดับประเทศ เช่น (1) การพิจารณากำหนดเงื่อนไขในการออกแบบการก่อสร้าง และการวางผังสถานที่ประกอบการ (2) การจัดทำและปฏิบัติตามขั้นตอนในการแจ้งอุบัติเหตุและโรคที่เกิดจากการทำงาน (3) ผู้ออกแบบ ผู้ผลิต และผู้นำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือสสารที่ใช้ในการทำงานจะดำเนินการให้เป็นที่พอใจได้ว่าจะไม่ก่อให้เกิดอันตราย ต่อความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยของผู้ที่นำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ และปฏิบัติการระดับสถานประกอบการ เช่น (1) นายจ้างต้องทำให้มั่นใจว่าสถานที่ทำงาน เครื่องจักร อุปกรณ์และกระบวนการภายใต้การควบคุมของตนมีความปลอดภัยและปราศจากความเสี่ยงต่อสุขภาพ (2) คนงานหรือผู้แทนของคนงานในสถานประกอบการต้องได้รับการฝึกอบรมที่เหมาะสมเรื่องความปลอดภัยและอาชีวอนามัย เพื่อให้เกิดผลใช้บังคับตามนโยบายดังกล่าว ทั้งนี้ ประเทศไทย มีการดำเนินการที่สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว เช่น การดำเนินการตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และพิธีสารฯ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดขั้นตอนการบันทึกและการแจ้งอุบัติเหตุและโรคจากการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการจัดทำสถิติประจำปีด้านอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน
“รง. ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณากรณีการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 155 และพิธีสารฯ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง และ กต. (กรมองค์การระหว่างประเทศ) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ไม่ขัดข้อง และมีความเห็นสอดคล้องกันว่า อนุสัญญาฯ และพิธีสารฯ มีถ้อยคำและบริบทที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ จึงเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยโดยหาก รง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาฯ ได้โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามอนุสัญญาฯ และพิธีสารฯ ดังกล่าว อนุสัญญาฯและพิธีสารฯ ก็ไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนการแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน ทั้งนี้ รง. ได้ยืนยันแล้วว่า สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาฯ และพิธีสารฯ ได้ภายใต้กฎหมายภายในของไทย โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามอนุสัญญาฯและพิธีสารฯ” นายคารม กล่าว
ครม. เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมของศูนย์ประเมินความรู้ความสามารถกลาง พ.ศ. ....
นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมของศูนย์ประเมินความรู้ความสามารถกลาง เพื่อส่งเสริมและลดภาระแก่ประชาชนซึ่งเข้ารับการประเมินความรู้ความสามารถ ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว โดยให้กระทรวงแรงงานแก้ไขวันใช้บังคับของ ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 และตัดร่างข้อ 2 ออก เนื่องจากไม่มีกรณีที่ต้องคืนเงินค่าธรรมเนียม ที่เรียกเก็บไว้เกิน แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้ง ให้กระทรวงแรงงานรับความเห็นของกระทรวงการคลังและสำนักงาน ก.พ.ร. ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
นายคารม กล่าวว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 มาตรา 7 (2) ประกอบมาตรา 26/3บัญญัติให้ผู้ปฏิบัติงานในสาขาอาชีพ ตำแหน่งงาน หรือลักษณะงาน ที่อาจเป็นอันตรายต่อสาธารณะหรือต้องใช้ความรู้ความสามารถ ต้องได้รับหนังสือรับรองความรู้ความสามารถจากศูนย์ประเมินความรู้ความสามารถกลาง (กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน) โดยปัจจุบัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ประกาศกำหนดให้สาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ เฉพาะสาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร เป็นสาขาอาชีพที่อาจเป็นอันตรายต่อสาธารณะ ซึ่งต้องดำเนินการโดยผู้ได้รับหนังสือรับรองความรู้ความสามารถตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งหากผู้ปฏิบัติงานในสาขาอาชีพดังกล่าวไม่มีหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
“ปัจจุบันมีผู้ปฏิบัติงานซึ่งเคยเข้ารับการประเมินความรู้ความสามารถ แต่หนังสือหมดอายุแล้ว มีจำนวนประมาณ 50,000 คน และผู้ปฏิบัติงานซึ่งไม่เคยเข้ารับการประเมินความรู้ความสามารถมาก่อน จำนวนประมาณ 18,500 คน จึงมียอดรวมของผู้ที่ไม่มีหนังสือรับรองความรู้ความสามารถทั้งสิ้นประมาณ 68,500 คน ซึ่งอาจทำให้ผู้ปฏิบัติงานดังกล่าว ต้องระวางโทษปรับตามกฎหมายได้” นายคารม ระบุ
“รง. พิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมของศูนย์ประเมินความรู้ความสามารถกลางและศูนย์ประเมินความรู้ความสามารถที่เป็นหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2559 ได้กำหนดค่าธรรมเนียมการประเมินเพื่อออกหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ ในอัตราครั้งละ 1,000 บาท ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบอาชีพในสาขาอาชีพ ตำแหน่งงาน หรือลักษณะงานใดที่อาจเป็นอันตรายต่อสาธารณะเข้ารับการประเมินเพื่อจะได้มีหนังสือรับรองความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้สังคมมีความปลอดภัยมากขึ้น จึงได้ยกร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมของศูนย์ประเมินความรู้ความสามารถกลาง พ.ศ. .... ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1. ปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมการประเมินเพื่อออกหนังสือรับรองความรู้ความสามารถครั้งละ 100 บาท (เดิม ครั้งละ 1,000 บาท) 2. กำหนดให้มีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ทั้งนี้ อัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าวใช้บังคับกับศูนย์ประเมินความรู้ความสามารถกลาง (กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน) เท่านั้น” นายคารม ระบุ
ครม.อนุมัติร่างพระราชบัญญัติแรงงานทะเล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติแรงงานทะเล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ
นายคารม กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติแรงงานทะเล ฯ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 เพื่อให้พระราชบัญญัติดังกล่าว มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันและเป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2549 (Maritime Labour Convention, 2006) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) โดยกำหนดให้การจ้างงานระหว่างเจ้าของเรือกับคนประจำเรืออยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมาย ว่าด้วยเงินทดแทน เพื่อให้คนประจำเรือได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายดังกล่าว รวม 7 กรณีเช่น สิทธิเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค สิทธิกรณีคลอดบุตร สิทธิกรณีสงเคราะห์บุตร สิทธิกรณีชราภาพ และสิทธิกรณีว่างงาน (เดิม ไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมาย ว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่เป็นไปตามประกาศกระทรวงแรงงาน ซึ่งคุ้มครอง 3 กรณี)
พร้อมทั้ง กำหนดห้ามเจ้าของเรือให้คนประจำเรือซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ทำงานในเวลากลางคืน เว้นแต่ในกรณีเป็นการฝึกอบรมที่ได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าหรือเป็นการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่กรมเจ้าท่าให้การรับรองหรือตามตำแหน่งหน้าที่ที่คนประจำเรือต้องทำในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งไม่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของคนประจำเรือ อันเป็นการยกเลิกระบบอนุญาต แล้วให้กรมเจ้าท่าซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบเกี่ยวกับการฝึกอบรมการทำงานของคนประจำเรือเป็นผู้ให้การรับรอง (เดิม กำหนดข้อยกเว้นให้ในกรณีเป็นการฝึกอบรมที่ได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า หรือเป็นการฝึกอบรมตามตำแหน่งหน้าที่ที่คนประจำเรือต้องทำในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งต้องไม่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของคนประจำเรือ โดยได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมอบหมาย) และกำหนดบัญญัติบทนิยามคำว่า “การทำงานในเวลากลางคืน” ให้ชัดเจนว่าหมายถึง การทำงานตั้งแต่เวลา 21.00 นาฬิกา ถึง 06.00 นาฬิกา (เดิม กำหนดให้ “การทำงานเวลากลางคืน” เริ่มต้นก่อนเที่ยงคืนและสิ้นสุดหลังจากเวลา 05.00 นาฬิกาเป็นต้นไป และต้องมีระยะเวลาอย่างน้อย 9 ชั่วโมง)
