Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 46 ที่กัวลาลัมเปอร์ 'ไทย-อินโด-มาเลย์' หารือ IMT-GT หวังจับมือร่วมกันพัฒนาเขตเศรษฐกิจ 3 ประเทศ 'แพทองธาร' ย้ำไทยเสนอ 3 แนวทางหลักจับมือกันพัฒนาภาคเกษตร นวัตกรรมและการวิจัยฯ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานและดิจิทัลแบบไร้รอยต่อ เพื่อก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเชื่อมโยง ระหว่างประชาชนของทั้งสามประเทศกว่า 370 ล้านคน

27 พ.ค. 2568 เวลา 17.00 น. ตามเวลาท้องที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งตรงกับเวลา 16.00  น.ตามเวลาในประเทศไทย ณ ห้อง Conference Hall 1 ชั้น 3 ศูนย์ประชุม Kuala Lumpur Convention Center (KLCC) ประเทศมาเลเซีย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย - มาเลเซีย – ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle: IMT-GT) ครั้งที่ 16 ร่วมกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม (Dato’ Seri Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) 

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของถ้อยแถลง ที่นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อที่ประชุมฯ ดังนี้   นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณรัฐบาลมาเลเซียในฐานะเจ้าภาพ และขอบคุณเลขาธิการอาเซียน และธนาคารพัฒนาเอเชีย ที่ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง และเน้นย้ำว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นโอกาสอันเหมาะสมในการยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสามประเทศต่อ “IMT-GT Vision 2036” ที่มุ่งสร้างอนุภูมิภาค ที่มีการบูรณาการ นวัตกรรม ที่ครอบคลุมอย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือที่ดำเนินมากว่า 30 ปี นั้นได้ก่อให้เกิดพัฒนาการที่สำคัญด้านความเชื่อมโยง การบูรณาการทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนุภูมิภาค

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความยินดีต่อการลงนามกรอบความร่วมมือด้านศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง และการกักกันโรค ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นของทั้งสามประเทศ   และแม้เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวหลังจากวิกฤตโรคระบาด แต่ภูมิภาคยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิอากาศ และการชะลอตัวของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือภายใต้กรอบ IMT-GT ที่ต้องแข็งแกร่งและเป็นหนึ่งเดียวมากยิ่งขึ้นโดยประเทศไทย ได้เสนอแนวทางความร่วมมือ 3 ประการ

ประการแรก ความร่วมมือในภาคเกษตร โดยเฉพาะสินค้าที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อทั้งสามประเทศ ได้แก่ ยางพาราและปาล์มน้ำมัน ซึ่งไม่เพียงเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของ 3 ประเทศ แต่ยังเกี่ยวโยงในห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจของทั้งภูมิภาค และระดับโลก   ทั้งนี้ขอเสนอให้ประเทศสมาชิกเร่งยกระดับการแปรรูปสินค้าเกษตร ใช้มาตรฐานความยั่งยืนสากลและการผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ นำไปสู่การเสริมสร้างภาพลักษณ์ของ IMT-GT ในฐานะผู้นำด้านเกษตรกรรมที่ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบทของแต่ละประเทศ

ประการที่สอง การส่งเสริมนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา (R&D) ประเทศไทยเห็นว่า “นวัตกรรม” จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในอนาคต  ซึ่งต้องเร่งปรับตัวต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศของโลกที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควรลงทุนในเทคโนโลยีที่รับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะในภาคเกษตร ที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านอาหารและสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจระยะยาวให้กับอนุภูมิภาคได้

ประการที่สาม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและดิจิทัลไร้รอยต่อ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงทั้งทางบก ทางทะเล ทางอากาศ และเครือข่ายดิจิทัลนั้น นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโต ดึงดูดการลงทุน และบูรณาการความร่วมมือในอนุภูมิภาคให้มากยิ่งขึ้น โดยโครงการภายใต้ IMT-GT ควรสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ 2036 ที่เน้นความครอบคลุม ความยืดหยุ่น และความยั่งยืน 

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า จุดแข็งของ IMT-GT  อยู่ที่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในเป้าหมายร่วมกัน ของทั้งสามประเทศ ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่เป็นกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นเวทีเพื่อ “สันติภาพ ความมั่งคั่ง และความเป็นหุ้นส่วน” และขอเชิญชวนให้ทุกประเทศเดินหน้าร่วมกันเพื่ออนาคตที่เชื่อมโยงบูรณาการระหว่างกัน มีนวัตกรรม ครอบคลุม และมีความยั่งยืนของประชาชนในอนุภูมิภาค IMT-GT สามประเทศ

นายจิรายุ กล่าวต่อไป อีกว่า ในที่ประชุมฯ สามประเทศ ยังได้รับรองแถลงการณ์ร่วมการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ 16 แผนงาน IMT-GT (Joint Statement of the 16th IMT-GT Summit) ซึ่งยืนยันในความมุ่งมั่นต่อวิสัยทัศน์ IMT-GT พ.ศ. 2579 (IMT-GT Vision 2036) พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจยั่งยืนผ่านแนวทางเศรษฐกิจ สีเขียว สีน้ำเงิน( เศรษฐกิจที่ใช้ทรัพยากรทางทะเลฯ) และเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมทั้งการขับเคลื่อนการเติบโตด้วยนวัตกรรมดิจิทัล และการรับมือความท้าทายระดับโลก  

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ร่วมยินดีต่อการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านศุลกากร การตรวจคนเข้าเมือง และการกักกันโรคระหว่างกัน อีกด้วย

ประชุมสุดยอดอาเซียน – คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ – จีน (ASEAN – GCC – China Summit)

27 พ.ค. 2568 เวลา 15.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งตรงกับเวลา 14.45 น. ในประเทศไทย ณ ห้อง Ballroom 1 ชั้น 3 ศูนย์ประชุม Kuala Lumpur Convention Center (KLCC) ประเทศมาเลเซีย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ – จีน (ASEAN – GCC – China Summit) ประกอบไปด้วยผู้นำประเทศ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กับประเทศจีน โดยนายหลี่ เฉียง (H.E. Mr. Li Qiang) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนและผู้นำจากประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วม

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของถ้อยแถลงที่นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อที่ประชุมฯ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมประเทศมาเลเซีย ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์นี้ และมองว่าอาเซียน GCC และจีน ซึ่งรวมกันมีขนาดเศรษฐกิจเกือบ 1 ใน 4 ของ GDP โลก และกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญท่ามกลางภูมิทัศน์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จึงมีโอกาสร่วมกันกำหนดแนวทางใหม่ของการเติบโตที่ครอบคลุม ยั่งยืน และมีความเป็นหุ้นส่วนมากขึ้น

โดยนายกรัฐมนตรีแพทองธารได้เสนอกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ “3M”  ซึ่งประกอบด้วย 1. การเสริมสร้างระบบพหุภาคีนิยม (Multilateralism) 2. การส่งเสริมความคล่องตัวของทรัพยากร (Mobility) และ 3. การระดมทรัพยากรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Mobilisation) ซึ่งจะช่วยหล่อหลอมความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ระหว่างทั้งสามภูมิภาค

สำหรับ กรอบที่ 1 ในการเสริมสร้างระบบพหุภาคีนิยม (Multilateralism) นั้น นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบการค้าเสรีพหุภาคี บนพื้นฐานของกฎระเบียบระหว่างประเทศ ความเปิดกว้าง และความโปร่งใส ซึ่งถือเป็นรากฐานของความไว้วางใจและความร่วมมือที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในบริบทที่โลกกำลังเผชิญกับกระแสกีดกันทางการค้าและการออกมาตรการฝ่ายเดียวที่รุนแรงขึ้น

กรอบที่ 2 ในการส่งเสริมความคล่องตัวของทรัพยากร (Mobility) นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การขนส่งสินค้า การลงทุน การบริการ และทุนมนุษย์ ที่ขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว จะเป็นกุญแจสำคัญต่อความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของทั้งสามภูมิภาค โดยไทยพร้อมให้การสนับสนุนความร่วมมือในด้านการค้าดิจิทัล e-commerce  ระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ การอำนวยความสะดวกทางศุลกากร ตลอดจนการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านการอบรม การแลกเปลี่ยนเชิงวิชาการ และความร่วมมือระหว่างประชาชนระหว่างภูมิภาค

สำหรับกรอบที่ 3 ในการระดมทรัพยากรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Mobilisation) นายกรัฐมนตรีเสนอให้เร่งระดมทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมในสาขาที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่สามารถเชื่อมโยงกับโครงการ Belt and Road Initiative ของจีน อุตสาหกรรมฮาลาล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ ฟินเทค การเงินสีเขียว และพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมฯ ครั้งนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของทั้งสามฝ่าย ซึ่งต่างมีความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันผ่านกรอบความร่วมมือ “3M” เพื่อการเติบโตที่สร้างสรรค์และยั่งยืน นำไปสู่อนาคตร่วมกันที่มั่นคงของอาเซียน GCC และจีน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ภายหลังการหารือ ที่ประชุมฯ ได้รับรองเอกสาร 1 ฉบับ คือ แถลงการณ์ร่วมของการประชุมสุดยอดอาเซียน คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ และสาธารณรัฐประชาชนจีน (Joint Statement Summit of the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN), the Gulf Cooperation Council (GCC) and the People’s Republic of China)

หารือ ประธาน ธ.พัฒนาแห่งเอเซีย ADB ย้ำพร้อมเสริมความแข็งแกร่ง SMEs และทุกมิติ ของไทย

27 พ.ค. 2568 เวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งตรงกับเวลา 16.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย ณ ศูนย์ประชุม KLCC กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พบหารือกับนายมาซาโตะ คันดะ (Mr. Masato Kanda) ประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB)

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้  
                 
นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีกับนายมาซาโตะ คันดะ ที่ได้รับตำแหน่งประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา  และแสดงความยินดี ในโอกาสครบรอบ 20 ปี การสถาปนาสำนักงานผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชียประจำประเทศไทย (ADB Thailand Resident Mission: TRM) พร้อมขอบคุณ ADB สำหรับการให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุนการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้เงินกู้และการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ ทั้งแก่ภาครัฐและภาคเอกชนของไทย

ขณะที่ นายมาซาโตะ คันดะ ประธาน ADB กล่าวชื่นชมความร่วมมือของไทย กับ ADB สามารถเป็นแพลตฟอร์มเพื่อริเริ่มความร่วมมือใหม่ ๆ สู่เป้าหมายที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น ประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การเงินสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล เป็นต้น

นายกให้สัมภาษณ์ ทรท. ประชุมอาเซียน 2 วันประเทศไทยได้อะไรมากกว่าที่คิด ทั้งกรอบความร่วมมือในการแก้ไขของอาเซียนเอง และกรอบใหญ่ที่จับเข่าคุยกับประเทศอาหรับและจีน

27 พ.ค. 2568 เวลา 15.00 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย พอใจผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 46 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงผลสำเร็จสำคัญ 2 ประการ คือ  1) อาเซียนได้ลงนามและตกลงในปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยอาเซียน 2045: อนาคตร่วมกันของเรา (Kuala Lumpur Declaration on ASEAN 2045: Our Shared Future) เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ฉบับใหม่ที่กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนในอีก 20 ปีเพื่อรับรองวิสัยทัศน์นี้ 2) เป็นครั้งแรกที่มีการประชุม 3 ฝ่าย ระหว่าง อาเซียน คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) และจีน เพื่อสร้างพลวัตความร่วมมือทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ  

โดยในครั้งนี้ อาเซียนได้ให้ความสำคัญกับการรักษาให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีสันติภาพและเสถียรภาพ เพื่อให้อาเซียนสามารถรับมือกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ของ โลก โดยเฉพาะการแข่งขันของมหาอำนาจ รวมถึงมาตรการในการรับมือกับมาตรการภาษีของอเมริกา

ทั้งนี้ ไทยสนับสนุนการรับติมอร์-เลสเตเข้ามาเป็นสมาชิกอาเซียน รวมถึงใช้โอกาสนี้ย้ำท่าทีของไทยต่อประเด็นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเมียนมา ทะเลจีนใต้ และตะวันออกกลาง

ด้านเศรษฐกิจ ไทยผลักดันการรวมตัวในภูมิภาคให้แน่นแฟ้น และมีเอกภาพ ควบคู่ไปกับการบูรณาการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเสนอให้ประเทศอาเซียนใช้ประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่ และขยาย FTA กับหุ้นส่วนใหม่ ๆ รวมทั้งส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารและพลังงานผ่านการจัดทำ ASEAN Power Grid

ที่ประชุมฯ ยังได้หารือเรื่องผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งผู้นำอาเซียนได้ยึดมั่นในท่าทีร่วมกัน คือ การยึดถือระบอบการค้าระหว่างประเทศ ที่ตั้งอยู่บนหลักการที่ยอมรับร่วมกัน และพร้อมเจรจากับสหรัฐฯ อย่างสร้างสรรค์

ด้านสังคม การส่งเสริมประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง การส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์ โดยเฉพาะการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะยาเสพติด และ online scams  

ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ไทยมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนวาระสีเขียวเพื่อบรรลุเป้าหมาย “green ASEAN” โดยเน้นเรื่อง green finance การรับมือกับภัยพิบัติ และ climate change การแก้ไขปัญหาหมอกควัน พลังงานสะอาด และ digital transformation ซึ่งไทยมีแผนที่ชัดเจนในการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานอยู่แล้ว โดยเฉพาะพลังงานสะอาด ที่ไทยมีศักยภาพสูงและยังมีการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในไทยในด้าน data center

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการหารือทวิภาคีว่า ได้มีพบปะหารือกับผู้นำหลายประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ คูเวต UAE และบาห์เรน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยคูเวต UAE และบาห์เรน มีความสนใจที่จะลงทุนในโครงการ Landbridge และพร้อมร่วมมือในการส่งเสริมด้านความมั่นคงทางอาหารที่ไทยมีศักยภาพ นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสพบกับประธาน Asian Development Bank เพื่อหารือถึงการลงทุนเพื่อการพัฒนาในภูมิภาคด้วย

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมฯ ในครั้งนี้ว่า ถือเป็นการต่อยอดศักยภาพของไทยในด้านต่างๆ พร้อมเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคอาเซียน ผ่านความร่วมมือกันภายในภูมิภาคกับกลุ่มคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) และจีน ซึ่งต่างเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน รัฐบาลไทยเชื่อมั่นว่าการร่วมมือกันดังกล่าว จะเกิดผลประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน สร้างรายได้ สร้างอาชีพใหม่ ๆ การพัฒนาทุนมนุษย์ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล

สำหรับประเด็นภาษีของสหรัฐฯ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าประธานอาเซียน ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือของภูมิภาค โดยใช้การรวมตัวกันของอาเซียนในการพูดคุยกับสหรัฐฯ  เพื่อเป็นพลังยิ่งขึ้น

"หลายประเทศ ได้ส่งข้อเสนอไปยังสหรัฐอเมริกาแล้วเช่นกัน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการรอนัดหมายเพื่อพูดคุยกันในรายละเอียดกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งไทยไม่ได้ช้าเกินไป คาดว่าน่าจะมีความคืบหน้าเร็ว ๆ นี้" นายกรัฐมนตรี กล่าว


ที่มาเรียบเรียงจาก เว็บไซต์รัฐบาลไทย [1] [2] [3] [4]




 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง