เมื่อวานนี้ (1 มิ.ย. 2568) 112WATCH เผยแพร่บทความของ นานะ ทาชิโระ วิเคราะห์สถานการณ์การจับกุมและดำเนินคดีพอล แชมเบอร์ส นักวิชาการชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญการเมืองและกองทัพของไทยด้วยข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และแนวโน้มที่รัฐไทยเข้าสู่การเป็นรัฐอำนาจนิยมมากขึ้้นที่สะท้อนผ่านกรณีส่งกลับอุยกูร์ที่เป็นบริบทระหว่างประเทศที่ไทยเอนเข้าหารัฐบาลจีนมากขึ้นและสถานการณ์ภายในที่ไทยใช้การทูตที่ถอยห่างจากพื้นฐานสิทธิมนุษยชน
ผู้เขียนเห็นว่าการดำเนินคดีกับพอลจากข้อความเกริ่นนำเชิญชวนเข้าร่วมการเสวนา “การสับเปลี่ยนกำลังทหารและตำรวจในปี 2024 ของไทย: หมายความว่าอย่างไร?” ซึ่งจัดโดยสถาบัน ISEAS–Yusof Ishak แห่งสิงคโปร์ แชมเบอร์สปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าเขา “มิได้เขียนหรือเผยแพร่ข้อความในเว็บไซต์นั้น”
นานะเห็นว่ากรณีของพอลมีความไม่ชอบมาพากลที่สะท้อนให้เห็นถึงการใช้กลไกทางกฎหมายและการบริหารมาเป็นเครื่องมือในการบังคับให้ยึดมั่นในอุดการณ์ของรัฐ ทั้งการเพิกถอนวีซ่า การปฏิเสธการประกันตัว และกองทัพเข้ามาแทรกแซงโดยเป็นผู้เริ่มต้นดำเนินแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งทำให้หลักนิติธรรมและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อกระบวนการยุติธรรมเสื่อมถอยลงไป
ผู้เขียระบุว่า สถานการณ์การใช้กฎหมายแบบอำนาจนิยมนี้ยังเกิดขึ้นในรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งอีกด้วย ทำให้เส้นแบ่งระหว่างประชาธิปไตยกับความเป็นอำนาจนิยมพล่ามัว และสถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้เพราะความเฉื่อยชาของรัฐบาลแต่ยังเป็นการ “สมรู้ร่วมคิดอย่างมียุทธศาสตร์” โดยอาศัยความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง
นานะมองว่าสถานการณ์นี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการเมืองระหว่างประเทศที่ไทยเอนเอียงเข้าหารัฐบาลจีนมากขึ้นสะท้อนผ่านกรณีส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปให้จีนทั้งที่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการไม่ผลักดันกลับไปเผชิญอันตรายในประเทศต้นทางที่ลี้ภัยมาจนทำให้เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงของไทยเผชิญกับมาตรการทางวีซ่าจากสหรัฐฯ ไม่ให้เดินทางเข้าประเทศ และยังตามมาด้วยการดำเนินคดีกับพอลนักวิชาการชาวสหรัฐฯ เพื่อทำให้การวิเคราะห์ในทางวิชาการเป็นความผิดทางกฎหมายไปด้วย ที่ทำให้เห็นว่าไทยถอยห่างจากการทูตที่วางอยู่บนพื้นฐานสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย
ผู้เขียนมองว่ากรณีของพอล เป็นเสมือนเสียงเตือนภัยที่มาตรา 112 และกระบวนการยุติธรรมของไทยได้ยกระดับความอันตรายมากขึ้นเพื่อปิดปากผู้เห็นต่างและทำลายเสรีภาพของพลเมืองเพื่อคงระบอบอำนาจนิยมเอาไว้ที่จะเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยของไทย เพราะกรณีของพอลนี้ยังเกิดขึ้นในท่ามกลางสถานการณ์ที่มีทนายความด้านสิทธิมนุษยชนอย่างอานนท์ นำภาถูกจองจำและการเสียชีวิของ เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง นักกิจกรรมด้านประชาธิปไตยที่เสียชีวิตจากการอดอาหารประท้วงในเรือนจำ
นานะและทาง 112WATCH เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพอลนี้ควรกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างเร่งด่วนจากนักสิทธิมนุษยชน สถาบันการศึกษา และนักการทูตระหว่างประเทศ ไม่ใช่เพียงเพื่อปกป้องเสรีภาพทางวิชาการและนักวิชาการเท่านั้น แต่คือการปกป้องพื้นที่สาธารณะและการสนทนาในสังคมประชาธิปไตย หากรัฐสามารถทำให้การวิเคราะห์ทางวิชาการที่วางอยู่บนหลักฐานและเป็นไปอย่างสงบเป็นความผิดทางกฎหมายได้ จะเป็นการคุกคามต่อแก่นแท้ของความรู้และประชาธิปไตย
ทางผู้เขียนจึงได้เรียกร้องต่อประชาคมระหว่างประเทศ ตระหนักว่าคดีของแชมเบอร์สสะท้อนถึงแนวโน้มอำนาจนิยมในวงกว้างที่ต้องการการตอบสนองอย่างประสานกันและทันที มาตรการคว่ำบาตร ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจากวงการวิชาการ และแรงกดดันทางการทูตจำเป็นต้องถูกนำมาใช้อย่างเร่งด่วน เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพอล อานนท์ และเนติพรนี้คือ บททดสอบสำหรับทุกคนที่เชื่อในสิทธิในการคิด พูด และแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี เราต้องเผชิญกับความท้าทายนี้โดยไม่รีรอ
