Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับหลายประเทศ รวมถึงในอนาคตประชากรวัยแรงงานก็จะลดลงอีกด้วย หนึ่งในประเด็นที่ท้าทายของประเทศไทยคือ ระบบการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว โดยในอดีตการดูแลผู้สูงอายุจะได้รับการดูแลจากลูกหลาน หรือในหน่วยของครอบครัว แต่ตอนนี้บทบาทของหน่วยครอบครัวก็ลดลงไป  และแรงงานข้ามชาติในไทยก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้ศึกษาและเชื่อมโยงทั้งสองประเด็นเข้าด้วยกัน นำมาซึ่งคำถามที่ว่า เมื่อผู้สูงอายุในไทยและแรงงานข้ามชาติต่างก็เพิ่มขึ้น ประเทศไทยจะมีแนวทางอย่างไรในการเพิ่มจำนวนผู้ดูแลผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ทั้งในเชิงทักษะของแรงงาน และระบบที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตของพวกเขา

ประชาไทได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ในการประชุม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในการสร้างเส้นทางสู่การเพิ่มจำนวนผู้ดูแลสูงอายุในประเทศไทย (Social Lab: Caring for Work/ Working for Care: Thai and Migrant Workers in Long-Term Care) จัดโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับภาคีเครือข่าย เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ที่โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพมหานคร 

โดยประชาไทดึงประเด็นอภิปรายที่น่าสนใจจากผู้แทนหน่วยงานต่างๆ มาไว้ด้านล่าง

นักวิจัยเสนอ 4 ข้อเพิ่มแรงงานดูแลผู้สูงวัยเข้าระบบ

รองศาสตราจารย์สุดารัตน์ มุสิกะวงศ์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวนำเสนอผลการวิจัย และทิศทางของการอภิปรายเชิงนโยบายด้านการท้องถิ่น

สุดารัตน์กล่าวโดยอ้างอิงข้อมูลจากการวิจัยว่า งานดูแลผู้สูงอายุเป็นงานที่ต้องทำมากกว่าการดูแล โดยต้องทำทั้งงานบ้าน งานครัว หรืองานอื่นๆในบ้าน ซึ่งอาชีพนี้มักหาคนไทยที่ทำงานในระยะยาวไม่ค่อยได้ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีระบบหรือกฎหมายที่รองรับให้นำแรงงานข้ามชาติสามารถมาทำงานในด้านนี้ สุดารัตน์เสนอให้มีการจัดฝึกอบรมแรงงานข้ามชาติเพื่อสร้างทักษะในการทำงานดูแลผู้สูงอายุในไทย

โดยมีอีก 4 ข้อเสนอดังนี้

  1. การปรับปรุงวีซาให้มีประเภทกึ่งทักษะ
  2. การสอบภาษาไทย เพื่อเตรียมเข้าทำงาน
  3. มีใบรับรองผู้ช่วยพยาบาลระหว่างประเทศในประเภทที่เป็นผู้ช่วยในสถานดูแล
  4. ปฏิรูปบันทึกความเข้าใจระดับอาเซียน MOU (Memorandum of Understanding)  และ AFML (ASEAN Forum on Migrant Labour)

สธ.เผยมีหลักสูตรงานดูแล 3 ระดับ

รัชนี บุญเรืองศรี สำนักอนามัยผู้สูงอายุ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่าปัจจุบันประเทศไทยหลักสูตรมีสามระดับ คือ ระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง

  • ระดับต้น 18 ชั่วโมง ผ่านมาตรฐานของคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติได้รับการยอมรับ เป็นหลักสูตรเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่บ้านในเบื้องต้นหน่วยงานรับผิดชอบคือกรมกิจกรรมผู้สูงอายุ
  • ระดับกลางสองระดับ

ระดับแรก 70 ชั่วโมง ตอบโจทย์นโยบายประเทศไทย เป็นหลักสูตรเพื่อให้คนทั่วไปสามารถรับทักษะดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวได้และต้องการสร้างคนไทยให้มีจิตอาสา เป็นหลักสูตรที่จัดอบรมทั่ว 77 จังหวัด แต่ในสถานการณ์ความเป็นจริงมีปัจจัยหลายอย่างทำให้ผู้คนไม่สามารถอบรมได้ ทั้งเรื่องภาวะเศรษฐกิจ ความพร้อมในการดู

ระดับสองเพิ่มอีก 50 ชั่วโมง ตามพรบ.กระจายอำนาจ เป็นอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น แต่ต้องอบรมผ่านระดับ 70 ชั่วโมงก่อน

  • ระดับสูง 420 ชั่วโมง เป็นหลักสูตรเพื่อที่จะควบคุมสถานบริการ โดยผู้ที่ผ่านรับการอบรมในระดับสูง สามารถนำไปประกอบอาชีพได้

ตลาดต้องการคนดูแลผู้สูงอายุอีกมาก

อรนันท์ อุดมภาพ สมาคมการค้าและบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย กล่าวว่า หน่วยงานที่สอนต้องผ่านการรับรองหลักสูตรของกรมบริการสุขภาพ ปัจจุบันมีคนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนประมาณ 14,000 กว่าคน แต่น้อยมากที่จะมีการนำไปประกอบอาชีพจริง อรนันท์ในฐานะผู้ประกอบการก็ยังต้องดิ้นรนหาคนไทยผู้ที่อยากจะทำงานในด้านนี้

“ถึงแม้จะมีทุนเรียนฟรี ซึ่งบางคนรับทุน แต่เรียนไม่จบ ด้วยภาระของเค้าต่างๆ ปฎิบัติงานก็แค่ระยะเวลาหนึ่งก็ออกไป หลายๆคนก็ไปทำอาชีพอื่นๆ ทำให้มีปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงาน“ อรนันท์กล่าว

ทางด้าน พุทธิณี โกพัฒน์ตา มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ เล่าว่าทางมูลนิธิมีสมาชิกประมาณพันกว่าคน โดยผลสำรวจปี 2567 มีประมาณ 1 เปอร์เซนต์ที่ดูแลผู้สูงอายุ เกือบครึ่งเป็นแรงงานข้ามชาติ โดยผู้ที่ทำงานด้านนี้อายุประมาณ 40-60 ปีซึ่งกลายเป็นผู้สูงอายุดูแลผู้สูงอายุกันเอง

“กรุงเทพมหานครเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบคือปีนี้ เราพูดแต่ข้อมูล แต่เรายอมรับกันจริงรึเปล่า แล้วเรายอมรับว่าเราต้องการคนดูแลผู้สูงอายุด้วยจริงรึเปล่า ในทางคุณอรนันท์ก็ได้บอกว่าเราเป็นวัยทำงานเราไม่มีเวลาที่จะดูแล เราต้องจ้างคน แต่เงินเดือนของเราไม่พอที่จะจ้างอีกคนเหมือนกัน กลายเป็นดูแลซึ่งกันและกันต่อไป”

ตามข้อมูลจากเครือข่ายของคนทำงานในการดูแล 8-12 ชั่วโมงต่อวัน ค่าจ้างมีต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาทในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ งานที่ทำก็ไม่ได้ทำงานดูแลอย่างเดียวแต่หน้าที่หลายอย่างทั้ง งานครัว งานบ้าน

กฎหมาย-นโยบายยังไม่เอื้อต่อแรงงานข้ามชาติที่ดูแลผู้สูงอายุ

อุกฤษณ์ กาญจนเกตุ ที่ปรึกษาอาวุโส Senior Advisor สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความท้าทายและระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติย้ายถิ่นเข้ามาในไทย

อุกฤษณ์กล่าวว่างานในส่วนของการดูแลผู้สูงอายุ เป็นงานที่ต้องมีทักษะอย่าง Semi skilled (กึ่งทักษะ)และก็ Skilled (ทักษะ)แต่การเข้ามาของแรงงานข้ามชาติที่มาทำงานในไทยจะมีช่องทางการสร้างให้พวกเขามีกึ่งทักษะหรือมีทักษะมากขึ้นได้อย่างไร

“ในส่วนของสภานายจ้างอยากให้มีการพูดคุยเรื่องนี้มากขึ้น ทบทวนนโยบาย อย่างแรงงานข้ามชาติที่มีอยู่เดิมกฎหมายที่จะต่อวีซ่าต้องรอสถาน’ทูตอนุมัติ ที่รอมา 3 เดือนแล้วแต่ไม่มี movement  อีกอย่างน่าจะมีการปรับปรุงของกรอบกฎหมายวีซ่าเพื่อให้ได้มีการยอมรับมากขึ้น”

“แรงงานข้ามชาตินโยบายต้องรอมติคณะรัฐมนตรีอยู่ตลอด ถึงเวลาแล้วหรือยังว่าควรพิจารณาในเรื่อง Long term policy ว่าทักษะไหนควรจะเข้ามาได้ อยู่ได้กี่ปี เหมือนกับประเทศที่เจริญแล้วเขาทำ อย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์”

สอดคล้องกับ อดิศร เกิดมงคล จากเครือข่ายแรงงานข้ามชาติ ที่กล่าวว่า ระบบการย้ายเข้ามามีความซับซ้อนและมีข้อจำกัดด้านอาชีพ มองว่าควรมีระบบหรือโครงสร้างอะไรมาเสริม เช่น เรื่องวีซ่า เราสามารถเอาเข้าแรงงานลักษณะกึ่งทักษะได้ ควรมีสถาบันมาดูแลเรื่องผู้สูงอายุ การจัดสรรหาการทำงาน การจ้างแรงงานข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน ตอนนี้มองว่าประเทศยังขาดเรื่องความเข้าใจของผู้สูงอายุ การย้ายถิ่น และเจตนาของรัฐที่จะมาดูเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ซึ่งทางด้านรัชนี ก็อธิบายถึงปัญหานี้เหมือนกันว่า “สิ่งที่เรามองปัญหาเป็นเรื่องกฎหมาย นโยบายต้องชัดเจน ต่อมามองหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบ กระทรวงสาธารณสุขต้องทำงานร่วมกับแรงงานข้ามชาติ การประกอบอาชีพกระทรวงแรงงานจะส่งต่อมั้ย ว่าเคสนี้จะต้องการประกอบอาชีพอันนี้ คนหนึ่งคนต้องการไปหลายช่องทาง แต่ทางการบูรณาการของแต่ละหน่วยงานยังไม่เกิด ถ้ามีข้อร้องเรียน การดูแลไม่ดีก็ต้องเชื่อมโยงกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามกรมการจัดหางาน ว่าจากการที่ได้เห็นความต้องการของการจ้างงานการดูแลผู้สูงอายุนี้ ที่ผ่านมาทางหน่วยงานได้มีการพูดคุยเรื่องนี้กันบ้างแล้วหรือยัง

ถิรพัฒน์ เจตินัย กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ตอบว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องนี้ เนื่องจาก MOU ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อซัพพอร์ตเรื่องนี้ มีเรื่องข้อจำกัดต่างๆ เราก็ได้แก้ไขตั้งแต่หลักแสนจนถึงหลัก 3 ล้าน สภาพการเมืองของประเทศเพื่อนบ้านด้วย อีกอย่างติดเรื่องขอวีซ่า อย่าง MOU ที่เราได้คัดกรองคนที่จะเข้ามาตามบัญชีรายชื่อ ถามว่าถ้าเข้ามาดูแลผู้สูงอายุได้มั้ย ทำได้ แต่ต้องมีนายจ้างที่ให้ค่าตอบแทนอยู่ในเกณฑ์” ซึ่งปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่คุณถิรพัฒน์ได้เห็นคือการเคลื่อนย้ายของแรงงาน ตามที่ประสบการณ์การทำงานของคุณไมค์ ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับการฝึกอบรมแล้ว ได้เล่าให้ฟังว่าทำงานได้ประมาณปีกว่า มุมมองเรื่องระบบเวลาย้ายนายจ้างค่อนข้างมีปัญหา การทำงานสมัครตามศูนย์เงินน้อยมากไม่เกิน 12,000 แต่สมัครตามบ้านประมาณ 3-4 หมื่น ตอนนี้ลาออกมาดูแลพ่อแม่ และรับเป็นจ็อบ ๆ ไปแทนเวลามีคนลางานซึ่งได้เห็นปัญหานี้ว่าถ้าเกิดความไม่พอใจกับงานนี้ เราควรที่จะแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้อย่างไร

นอกจากการเสวนายังมีความเห็นของหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความต้องการอยากจะสร้างเส้นทางร่วมกัน

ตัวแทนทางสำนักงานประกันสังคมกล่าวว่า กรณีที่แรงงานต่างชาติเข้ามาถูกต้อง ประกันสังคมดูแลอยู่แล้ว นโยบายที่ดำเนินการแล้วจะประกาศใช้ประมาณปีหน้า กำลังจะขยายการคุ้มครองไปลูกจ้างที่ทำงานภายในบ้านด้วย เช่น แม่บ้าน ผู้ดูแลผู้สูงอายุ  ในส่วนประกันสังคมดูแลแรงงานต่างชาติอยู่ด้วยประมาณ 2 ล้านกว่าคน

ตัวแทนทางสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า ประเด็นที่เรากำลังมองถึงเพิ่มการดูแลจนผู้สูงอายุ ต้องมองคุณภาพที่ไม่มองแค่คุ้มครองคนทำงานแต่ผู้รับบริการด้วย บทบาทหลักของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพคือ Certified รับรองความสามารถของคนเข้าไปทำงานได้ เป็นการรับรองคุณภาพการทำงาน กลไกนี้สามารถสนับสนุนคุณค่าการทำงานหลายหน่วยงาน

ตัวแทนทางสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ทางองค์กรเคยมีประสบการณ์การทำงานร่วมกับ IOM (องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐาน) อบรมให้กับแรงงานข้ามชาติที่จะเข้ามาทำงานก่อสร้างในไทย

“มีการวิเคราะห์จากสิ่งที่ผู้ประกอบการฝั่งเราเขาต้องการคนแบบไหน  ทางสถาบันเรามีมาตรฐานอาชีพที่ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการเจ้าของอาชีพในการวิเคราะห์กำหนด ว่าคนที่ทำงานด้านนี้ต้องทำอะไรได้บ้าง แรงงานก่อสร้างอย่างเทคนิคสไตล์การฉาบ ของบริบทแต่ละประเทศก็อาจต่างกันไป  ก็จะนำหลักสูตรที่ผู้ประกอบการต้องการไปเทรนพวกเขา แล้วการจ่ายค่าตอบแทนตามความสามารถของแรงงานจะได้ยังไง ที่จะทำให้พวกเขาอยากจะทำงาน พัฒนาตัวเองตามสายอาชีพ โดยที่ได้เห็นค่าตอบแทนที่เป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาตัวเองให้มีคุณภาพ”

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง