เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ตนเองได้ลงพื้นที่แม่สอด จ.ตาก ในวันที่ 20 – 21 มิ.ย. 2568 และพบปัญหาคอร์รัปชั่นที่เปิดช่องให้มี “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” สามารถดำเนินกิจการผิดกฎหมายได้อย่างเป็นระบบ แรงงานข้ามชาติที่ลักลอบเข้าเมืองต้องจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มหัวละ 600 บาทต่อเดือน เพื่อแลกกับ “โปลิสการ์ด” หรือบัตรตำรวจ ซึ่งเป็นบัตรพกพาเพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่เวลาถูกเรียกตรวจ จนกลายเป็นระบบการหากินที่เกิดขึ้นเป็นทอดๆ เหมือน “ธุรกิจ” ที่ทำรายได้เป็นพันล้านบาทต่อปีให้กับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่
วิโรจน์มองว่า คนไทยในพื้นที่ถูกบีบรัดจาก 2 แรงปะทะ หนึ่งคือระบบราชการที่เรียกรับผลประโยชน์ และอีกหนึ่งประการคือการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับกิจการของแรงงานข้ามชาติที่อาศัยแรงงานผิดกฎหมาย ค่าแรงต่ำ ไม่ต้องเสียภาษี และไม่จ่ายค่าธรรมเนียมใดๆ ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ร้านขายของชำ ร้านเสริมสวย ร้านอาหารที่ดำเนินการโดยแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายมีต้นทุนต่ำกว่า เพราะไม่ต้องเสียภาษี ทั้งภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีที่ดิน ฯลฯ ในขณะที่กิจการของคนไทยต้องรับภาระภาษีอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องทยอยปิดกิจการและหมดหนทางทำมาหากิน
การลักลอบค้าขายเล็กน้อยเป็นขบวนการใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ให้แรงงานข้ามชาติเปิดบริษัท จดทะเบียนพาณิชย์ และซื้อที่ดินโดยอำพรางตัวตน มีกรณีจำนวนมากที่แรงงานข้ามชาติใช้นอมินีจดจัดตั้งนิติบุคคล เพื่อดำเนินกิจการขนาดใหญ่ เช่น ร้านขายทอง ร้านอาหาร หรือกิจการต่างๆ
นอกจากนี้ยังมีกรณีการใช้นอมินีคนไทยเพื่อ “ซื้อที่ดิน” โดยติดป้ายประกาศขายเป็นภาษาพม่า บ่งชี้เจตนาอย่างชัดเจนว่าที่ดินไทยกำลังตกอยู่ในมือของผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองไทยอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงการเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการสั่นคลอนหลักการอธิปไตยทางกฎหมาย เพราะหากเกิดความผิด เช่น ฟอกเงิน ค้ามนุษย์ หรืออาชญากรรมอื่นๆ ก็ไม่สามารถตามรอยผู้กระทำผิดได้เลย สถานการณ์ขณะนี้ไม่เพียงแค่เป็นความเดือดร้อนของผู้ประกอบการคนไทย แต่ยังบ่งชี้ถึงการสูญเสียความเชื่อมั่นในอำนาจรัฐอย่างรุนแรง
ทั้งนี้ วิโรจน์ยังพบปัญหาที่กำลังบานปลายของสถานการณ์ในโรงพยาบาลแม่สอดที่แออัดเกินขีดความสามารถในการให้บริการ คนไทยต้องรอคิวนานขึ้น คุณภาพบริการลดลง บุคลากรแพทย์พยาบาลทำงานจนเกินกำลังต้องดูแลผู้ป่วยจำนวนมากเกินกว่าที่ระบบได้รับงบประมาณรองรับไว้ และสิ่งที่น่ากังวลคืองบประมาณด้านสาธารณสุขไม่ได้สะท้อนภาระงานที่แท้จริง เนื่องจากการประเมินไม่ได้คำนึงถึงจำนวนแรงงานข้ามชาติที่ลักลอบอยู่ในพื้นที่ ทำให้ทรัพยากรไม่เพียงพอ หากปล่อยไว้แม่สอดอาจเข้าสู่ภาวะล้มเหลวทั้งระบบสาธารณสุขได้
วิโรจน์ระบุ แม่สอดมีการลักลอบขนส่งคนโดยใช้รถตู้จากฝั่งพม่าเข้ามา อาศัยช่องโหว่วีซ่า 7 วัน และยังมีรถซาเล้งแดงติดเครื่องยนต์ที่วิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารในเขตเมืองมากกว่า 300 คัน โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ไม่เสียภาษี ไม่ถูกตรวจสอบ แต่กลับอยู่ในระบบ “สินบนรายเดือน” อย่างเป็นระบบ ในทางกลับกันคนไทยที่ขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือรถสองแถวกลับถูกตรวจสอบทุกขั้นตอน เสียค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนตามกฎหมาย และยังถูกกดดันจนบางรายจำต้องเลิกอาชีพ
วิโรจน์กล่าวต่อว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ความผิดของแรงงานข้ามชาติ ขอย้ำว่าแรงงานข้ามชาติจำนวนมากต้องเดินทางมาเพราะความจำเป็นในชีวิต และหลายคนก็ตกเป็นเหยื่อของระบบนายหน้าหรือขบวนการค้ามนุษย์ เราต้องไม่เหมารวมว่าทุกคนคือผู้กระทำผิด แต่ต้องชี้เป้าไปที่เจ้าหน้าที่รัฐที่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ และขบวนการคอร์รัปชั่นที่บ่มเพาะปัญหานี้ให้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
การที่มีหลายคนกังวลว่าการแก้ไขปัญหาที่ อ.แม่สอด จะนำไปสู่ความขัดแย้งในเชิงชนชาติระหว่างคนไทยกับคนพม่า วิโรจน์ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ในทางกลับกันหากปล่อยให้ปัญหานี้เป็นฝุ่นใต้พรมต่อไป ยิ่งจะทำให้ความขัดแย้งระหว่างคนไทยกับคนพม่ามาคุกรุ่นมากยิ่งขึ้น และอาจนำไปสู่การเหมารวมแรงงานข้ามชาติที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายไปด้วย ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ และซับซ้อนกว่าเดิม ประกอบกับปัจจุบัน มีเจ้าหน้าที่รัฐกลุ่มหนึ่งแทนที่จะไปจัดการกับกลุ่มอิทธิพลที่หาผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติ กลับไปเพ่งโทษผู้ประกอบการคนไทยที่จ้างแรงงานข้ามชาติอย่างถูกกฎหมาย ทั้งๆ ที่รู้ว่าผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะกระทำผิด และยังมีการไปคุกคามผู้ลี้ภัยทางการเมืองคนพม่า
ในวันที่ 4 ก.ค. 2568 นี้ วิโรจน์ และ สส.รัชต์พงศ์ จึงตัดสินใจร่วมกันว่าจะเดินทางไปยื่นเรื่องขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับเรื่องนี้เป็น “คดีพิเศษ” ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 เนื่องจากมีลักษณะเข้าข่ายคดีอาญาที่ซับซ้อน มีผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นคงของประเทศ มีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้อง และจะมีการประสานงานกับ ปปง. เพื่อยึดอายัดทรัพย์ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ตามกฎหมายว่าด้วยการฟอกเงินต่อไป พร้อมทั้งจะไปยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ใช้อำนาจตามมาตรา 32 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2560 เสนอแนะแก่รัฐบาล เพื่อให้ปรับปรุงแก้ไข มติ ครม. และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ให้นายจ้างคนไทยมีความสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างชาติไม่สามารถดำเนินการได้ทันที ต้องรอขึ้นทะเบียนตามช่วงเวลาและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก
สุดท้ายวิโรจน์ย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้แก้ไขด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขระเบียบในการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติที่ไม่สมเหตุสมผลควบคู่กันไปด้วย ถ้าการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติมีความสะดวกมากขึ้น มีค่าธรรมเนียมที่สมเหตุสมผล แรงจูงใจในการลักลอบนำเข้าแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายก็จะหมดไป สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ใน อ.แม่สอด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลังจากที่วิโรจน์ได้โพสต์ข้อความดังกล่าวไป ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวระบุ รากปัญหาของส่วยและสินบนแรงงานข้ามชาติในแม่สอด ไม่ได้แค่เรื่องการใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหน้าที่ไทยในพื้นที่ในการขูดรีดแรงงานเหล่านี้ แต่เป็นเรื่องกฎหมายที่ล้าหลัง ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ที่บีบและกดบังคับให้แรงงานข้ามชาติทำงานได้เพียงสองประเภท คือ ถ้าไม่เป็นแม่บ้าน ก็ต้องเป็นกรรมกรรับจ้าง ข้อกำหนดนี้ไม่เพียงล้าหลัง แต่เป็นการกดขี่แรงงานอย่างไม่เป็นธรรม ปิดทางไม่ให้ผู้คนในชายแดนสามารถมีโอกาสในการทำงานอื่นที่ดีขึ้น อีกทั้งยังปิดโอกาสการจ้างงานอันหลากหลายของนายจ้างอีกด้วย
ปิ่นแก้วกล่าวเพิ่มเติมว่า แม่สอดเป็นทั้งเมืองการค้าและเมืองอุตสาหกรรมที่พึ่งพาทั้งแรงงานชาวพม่าและพ่อค้าแม่ขายชาวพม่าแทบจะ 100 เปอร์เซ็นต์ ในตลาดมีพ่อค้าแม่ค้าชาวพม่ามากพอๆ กับพ่อค้าแม่ค้าคนไทย คนเหล่านี้ใช้บริการสามล้อแดงในการขนส่งสินค้าของพวกเขามาตลอด ปิ่นแก้วเคยสัมภาษณ์พ่อค้าชาวไทยในตลาดพาเจริญ พวกเขาไม่เห็นว่าสามล้อแดงจะมาแย่งงานใคร เพราะลูกค้าของพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่สื่อสารภาษากันได้ ไม่ใช่พ่อค้าแม่ค้าชาวไทย เช่นเดียวกับพ่อค้าแม่ค้าคนไทยที่มีลูกจ้างหน้าร้านเป็นชาวพม่า
ปิ่นแก้วเสนอให้ลองไปถามพ่อค้าแม่ค้าคนไทยดูว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับวาทกรรมแย่งงานคนไทย
วาทกรรมต่างด้าวแย่งงานคนไทยเป็นวาทกรรมเหยียดเชื้อชาติที่ชนชั้นนำไทยใช้ปลุกกระแสความเกลียดชังคนที่เป็นอื่นมาตลอดประวัติศาสตร์การเมืองชาตินิยม ปิ่นแก้วระบุน่าเศร้าใจที่พรรคการเมืองที่ใช้คำว่า “ประชาชน” เป็นชื่อพรรค กลับมาผลิตซ้ำวาทกรรมนี้เสียเอง
อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวชายขอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นแรงงานข้ามชาติแย่งงานคนไทยว่า “ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นคือคนพม่าที่เข้ามา ขาดการอธิบายว่าสถานะของเขาเป็นใคร เป็นแรงงานข้ามชาติ หรือเป็นผู้ลี้ภัย ดังนั้นเมื่อเขาจำเป็นต้องอยู่รอดให้ได้ จึงต้องหางานทำเพื่อให้ตัวเองอยู่ได้ บางทีต้องทำบัตรตำรวจ ที่ผ่านมาคณะทำงานพรรคประชาชนก็ได้ศึกษาเรื่องนี้กันไปพอสมควร จึงเข้าใจว่าไม่ได้คุยแนวทางในพรรคกันให้ชัดเจน ผมไม่แน่ใจว่าการที่ทำกันเช่นนี้จะทำให้ สส.ในพื้นที่ได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันพอสมควร เพราะไม่แตกต่างจากนักการเมืองเดิมๆ ที่เล่นการเมืองเพื่อเอาใจฐานเสียงตัวเองในพื้นที่ เป็นผลกระทบระยะยาว เพราะมีการไล่จับแรงงานข้ามชาติมากขึ้น”
อดิศรกล่าวต่อว่า ปัญหาของแม่สอดเป็นเรื่องของการบริหารจัดการระบบพื้นที่ชายแดน ควรทำความเข้าใจบริบทพื้นที่ให้ดีก่อน หากไม่เข้าใจเรื่องส่วยชายแดนในพื้นที่มากพอก็เท่ากับการแตะหมูเข้าปากหมา ยิ่งเข้มงวดเท่าไรก็ยิ่งทำให้ส่วยทำงานได้เร็วขึ้น เจ้าหน้าที่ทางการก็ยิ่งเข้าไปจับแรงงานหรือผู้ลี้ภัยแล้วเรียกเงินได้ง่ายขึ้น ดังนั้นจึงควรไปแก้ที่ตัวนโยบายหรือปัญหาที่ไม่เอื้อต่อชายแดนมากกว่า
